ดุลยภาพดุลยพินิจ : อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจังหวัดและสัดส่วนประชากรสูงวัย
จากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยระบุสถิติประชากรเป็นรายจังหวัด และจำแนกตามช่วงอายุ เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจให้ผลสรุปว่า จำนวนประชากรโดยรวมเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา และสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บางจังหวัดอาจเพิ่มขึ้นและบางจังหวัดลดลง หนึ่งในหัวข้อที่ค้นคว้าคือโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง–ส่งต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดหรือภูมิภาคมากน้อยเพียงใด? ในโอกาสนี้ขอนำผลงานวิจัยเล็กๆ มาเล่าสู่กันฟังพร้อมกับเสนอข้อสังเกต/วิจารณ์ตามสมควร
ตามหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การเติบโตทางเศรษฐกิจมาจาก 2 ด้าน ด้านอุปทานหมายถึงสถานประกอบการ ทุน แรงงาน การใช้เทคโนโลยี ด้านอุปสงค์หมายถึงความต้องการใช้จ่ายบริโภค/ลงทุนของประชากร ร้านค้า หน่วยงานรัฐรวมทั้งนักท่องเที่ยวและประชากรแฝง ในจังหวัดที่ประชากรสูงวัยจำนวนมาก-รายได้และการใช้จ่ายลดลง ดังนั้น อาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจจังหวัดนั้นๆ ชะลอตัว หรือไม่เติบโตเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น
ทีมวิจัยได้ค้นคว้าอัตราการเจริญเติบโตของจังหวัดโดยประมวลข้อมูลจากส่วนราชการ เช่น ผลิตภัณฑ์จังหวัด สถานประกอบการ การจ้างงาน โครงสร้างการผลิตรายจังหวัด (ความสำคัญของการเกษตร-อุตสาหกรรม-และการบริการ) ล่าสุด ได้นำสถิติ “ร้อยละของประชากรสูงวัย” ของแต่ละจังหวัด และ “สัดส่วนประชากรในเขตเมือง” แบบจำลองที่ใช้ครอบคลุม 27 จังหวัดในช่วงเวลา 11 ปี 2555-2565 ได้ผลสรุปว่า สัดส่วนประชากรสูงวัยส่งผลทางลบต่อตัวแปรตาม (GPP หรือผลิตภัณฑ์จังหวัด) อย่างมีนัยสำคัญ
ผลการศึกษาข้างต้น แม้ว่าน่าเชื่อถือแต่ควรจะตรวจสอบให้ถี่ถ้วน การลดลงของประชากรส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร? หนึ่ง นัยต่อการคลังท้องถิ่น หมายถึงการจัดเก็บภาษี/ค่าธรรมเนียมได้ลดลงเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งเงินอุดหนุนที่เทศบาลหรือ อบต. รับจากงบประมาณแผ่นดินลดลง สอง บริการสาธารณะของ อบจ. เทศบาล อบต. เปลี่ยนแปลง ภาระการดูแลประชากรสูงวัยและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการเพิ่มขึ้นค่อนข้างแน่นอน ซึ่งสืบค้นข้อมูลต่อได้ไม่ยากเพราะเป็นข้อมูลขนาดใหญ่บันทึกรายคนและรายหน่วยงานท้องถิ่น สาม การถ่ายโอนภารกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เห็นได้ชัดเจนว่า อบจ.หลายสิบแห่งได้ดำเนินการถ่ายโอนงานสร้างเสริมสุขภาพ จัดจ้างบุคลากรทางการแพทย์มาอยู่ในสังกัดและได้รับเงินค่าดูแลส่วนหนึ่งจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า
การลดลงของประชากร-ไม่ได้เกิดกับทุกจังหวัด นักวิจัยสร้างดัชนีประชากรของจังหวัด ปีฐาน 2555=100 คำนวณตัวเลขทุกปี พอสรุปได้ว่า หนึ่ง มี 23 จังหวัดที่ประชากรลดลง ณ ปี 2565 (ดัชนีน้อยต่ำกว่า 99 หมายเหตุ 99-101 ถือว่าเท่าเดิม) สอง 33 จังหวัดที่ดัชนีประชากรเกินกว่า 110 (หมายถึงประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 10%)

บนสุดของตารางคือจังหวัดลำปาง สัดส่วนประชากรสูงวัย 26.76 ลำดับที่ 2-5 สัดส่วนใกล้เคียงกันคือเกินกว่า 26% ด้วยกันทั้งสิ้น ลำดับที่ 20 พิษณุโลกสัดส่วนประชากรสูงวัย 21.51 ในตารางนี้ยังแสดงการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลา 11 เดือน คือดัชนีประชากร ปีฐานหมายถึง พ.ศ.2555 เท่ากับ 100) ให้ข้อสังเกตว่า ก) ประชากรสูงวัยกระจุกอยู่ในภาคเหนือ-ภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ข) นอกจากนี้ จำนวนประชากรลดลงจากปีฐานเป็นส่วนใหญ่ บางจังหวัดลดลงมาก (>10%) ยกเว้นจังหวัดเชียงใหม่-นครนายกที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น 10% หรือมากกว่านั้น ซึ่งน่าค้นคว้าวิจัยว่าเป็นเพราะสาเหตุอันใด
นักวิจัยได้ค้นคว้าว่า ประชากรสูงวัยต่อการคลังท้องถิ่นหรือไม่? วัดจากการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นในจังหวัดนั้นๆ (รวมรายได้จัดเก็บเองของ อบจ. เทศบาล และ อบต.) หารด้วยจำนวนประชากร พอเป็นหลักฐานได้ว่า จังหวัดที่มีประชากรสูงวัยมากส่งผลลบต่อรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง (แกนตั้ง) ดังปรากฏในรูปภาพที่ 1

ข้อสังเกตและวิจารณ์ หนึ่ง โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องใหญ่ – สมควรสนับสนุนให้มีงานวิจัยเพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งนัยต่อเศรษฐกิจจังหวัด-การคลัง-การจัดบริการสาธารณะของรัฐบาลและท้องถิ่น สอง ต้องยอมรับว่าฐานะเศรษฐกิจของ 77 จังหวัดแตกต่างกันมาก เพราะการกระจุกตัวของความเจริญในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล และภาคตะวันออกเป็นสำคัญ จังหวัดที่มีสถานประกอบการ-การจ้างงานสูง แรงงานย้ายถิ่นตามไปมีความต้องการที่อยู่อาศัย กำลังซื้อสูงและการจับจ่ายใช้สอยรวมทั้งการลงทุน สาม ควรจะทบทวนนโยบายกระจายความเจริญให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค มากกว่าในปัจจุบัน ความจริงต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องยาก เพราะรัฐบาลมิได้มีอำนาจสั่งการให้สถานประกอบการย้ายจากภูมิภาคหนึ่งไปอีกภูมิภาคหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำได้ (และควรจะทำ) คือการกระจายอำนาจของส่วนราชการ (กรม) ซึ่งเกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล-กรมเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่มีงบประมาณหลักพันหรือหมื่นล้านบาท มีบุคลากรหลักพันหรือหมื่นคน ซึ่งรายได้สูงและการศึกษาสูง หากกระจายกรมขนาดใหญ่หรือขนาดกลางลงพื้นที่ เช่น กรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯกระจายออกไปในภาคเหนือ-อีสาน-ใต้ (ที่สอดคล้องกับภารกิจของกรมนั้น) จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจังหวัดอย่างแน่นอน พ่อค้าประชาชนในจังหวัดล้วนยินดีต้อนรับให้หน่วยงานรัฐไปตั้งในเขตพื้นที่
เป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้ชัดเจน เช่น มหาวิทยาลัยของรัฐที่ออกไปตั้งนอกกรุงเทพฯ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มในปี 2507 มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และอื่นๆ ในปีต่อๆ มา ทำให้เศรษฐกิจจังหวัดที่รับหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ไปตั้งในพื้นที่เติบโตได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

