หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์ ไทย พ...

คอลัมน์ ไทย พบ พม่า อาลัย ‘หล่ะ มยิ้น’ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นดีของพม่า และ (อีกหนึ่ง) คนตรงในประเทศคด โดย ลลิตา หาญวงษ์

24.03.17 | 13:00 น.
หล่ะ มยิ้น ระหว่างสนทนาแลกเปลี่ยนกับด่อ ออง ซาน ซูจี, กลางปี 2012

หลายสิบปีที่ผ่านมา ทั่วทั้งโลกรู้จักพม่าในฐานะประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ต่ำเตี้ยที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย แต่ถึงกระนั้น ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 พม่า “ส่งออก” นักเศรษฐศาสตร์ชั้นดีจำนวนหนึ่งไปยังมหาวิทยาลัยและสถาบันทางเศรษฐกิจระดับโลกมากมาย ในจำนวนนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ ศาสตราจารย์หล่ะ มยิ้น (Hla Myint) ซึ่งเพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา สิริรวมอายุ 97 ปี คือ ต้นแบบของนักเศรษฐศาสตร์ และเทคโนแครต (ปัญญาชนที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศ อาจเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสาขาอื่นๆ) คนแรกๆ ของพม่า หากเทียบกับกรณีของไทย บทบาทของหล่ะ มยิ้น อาจจะคล้ายคลึงกับศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในความเป็นจริง หน้าที่การงานของนักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 2 คนเองก็เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งสองยังเรียนจบจาก London School of Economics ในเวลาใกล้เคียงกัน ได้ทำความรู้จักกันในช่วงสั้นๆ (หล่ะ มยิ้น เล่าให้ฟังว่าเขาเข้า LSE หลังอาจารย์ป๋วย และเห็นว่าอาจารย์ป๋วยหายไปในช่วงสงคราม และมา
ทราบภายหลังว่าอาจารย์ป๋วยได้เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย) และในท้ายที่สุดก็ต้องเดินทางออกจากประเทศเมืองแม่ของตนด้วยสาเหตุที่ใกล้เคียงกัน

หลังสำเร็จการศึกษาจาก London School of Economics ในปี 1943 (พ.ศ.2486) ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง The Postulates of Welfare Economics (สมมุติฐานว่าด้วยเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ) ซึ่งเขาเขียนกับ ฟรีดริช ฟอน ฮาเย็ก ปรมาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมกลไกตลาด และเจ้าของรางวัลโนเบลในปี 1974 หล่ะ มยิ้น เดินทางกลับพม่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบได้ไม่ถึงปี และเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และกลายเป็นเสาหลักในการฟื้นฟูภาควิชาฯ และมหาวิทยาลัยย่างกุ้งที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากสงคราม หนึ่งในปณิธานที่หล่ะ มยิ้น ตั้งไว้ในอันที่จะปลุกภาควิชาเศรษฐศาสตร์ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง คือต้อง “ฟอร์มทีม” นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่เพื่อทดแทนนักเศรษฐศาสตร์ชาวตะวันตกรุ่นเก่าที่หนีภัยสงครามออกจากพม่าไปหมด และยกเครื่องภาควิชาฯใหม่ทั้งหมด

ในบรรดานักเรียนเศรษฐศาสตร์ยุคหลังสงคราม ที่จะกลายเป็นลูกศิษย์ยุคแรกๆ ของหล่ะ มยิ้น ต้องมีชื่อของโรนัลด์ ฟินเลย์ (Ronald Findlay) นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มไฟแรงลูกครึ่งอังกฤษ-อินเดียน-พม่า อดีตศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, เอ ลาย (Aye Hlaing) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยวิชาเศรษฐศาสตร์ย่างกุ้ง (ก่อนหน้านี้คือภาควิชาเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ก่อนที่จะแยกตัวออกมาในปี 1964) และ ทุน เวย (Tun Wai) นักเศรษฐศาสตร์พม่าจากสำนักเยลล์ และอดีตเศรษฐกรในหน่วยงานสำคัญๆ ทั้ง ECAFE และ IMF รวมอยู่ในนั้นด้วย

ระหว่างที่ภาควิชาเศรษฐศาสตร์กำลังเติบโต รัฐบาลพม่าได้เชิญให้ หล่ะ มยิ้น ให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลเต็มไปด้วยที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ และท่ามกลางนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ หล่ะ มยิ้น มองว่าตนเองเริ่ม “พูดคนละภาษา” กับคนในรัฐบาล และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากหล่ะ มยิ้น เป็นนักเศรษฐศาสตร์ในสกุลคลาสสิกที่เชื่อมั่นในทฤษฎีการค้าเสรีหรือการปล่อยให้ทำ (laissez-faire) ตามแบบของบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่อย่าง
อดัม สมิธ และต่อต้านการแทรกแซงทางการค้าของภาครัฐอย่างแข็งขัน แนวคิดของหล่ะ มยิ้น สวนทางกับปรัชญาการพัฒนาประเทศโลกที่สามในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เน้นการแทรกแซงจากส่วนกลาง และการให้ความสำคัญกับบทบาทของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจจากส่วนกลางในพม่า ตั้งแต่ปี 1952 รัฐบาลพม่านำนโยบาย “ปยีด่อตา” (Pyidawtha) หรือ “แผ่นดินทอง” มาใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูพม่าจากความเสียหายของสงคราม และพัฒนาเศรษฐกิจไปในแนวทางรัฐสวัสดิการแนวทางแบบ “มองเข้ามาภายใน” นี้เน้นที่การผลิตสินค้าพื้นฐานเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศ ลดการนำเข้า และไม่เน้นการส่งออก ปรัชญาของนโยบายดังกล่าวอยู่ที่การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชากรทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ดี หล่ะ มยิ้น ไม่เห็นด้วยกับการรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลพม่า โดยเฉพาะกับโครงการที่เรียกว่า SAMB (State Agricultural Marketing Board) ซึ่งผูกขาดการรับซื้อและส่งออกข้าว แนวทางของ SAMB คือ การรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่ค่อนข้างต่ำ และขายออกไปในราคาที่สูง และนำกำไรที่ได้ไปลงทุนในโครงสร้างและบริการพื้นฐาน หล่ะ มยิ้น มองว่า SAMB คือ หน่วยงานที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต และยิ่งทำให้เกษตรกรต้องแบบรับภาระเพิ่มขึ้น ประเด็นเรื่อง SAMB นี้สร้างรอยร้าวรอยแรกระหว่างที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจอย่างหล่ะ มยิ้น กับนายกรัฐมนตรีอู นุ ที่กลับมองว่า SAMB คือ ผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล หล่ะ มยิ้น พยายามนำเรื่องนี้หารือกับอู นุ หลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล ทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างหนัก เมื่อเขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ ณ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จึงไม่รีรอที่จะตอบรับข้อเสนอและสอนหนังสือที่ออกซ
ฟอร์ดต่อมาอีกหลายปี

Advertisement

ต่อมาเมื่ออู นุ เปิดทางให้นายพลเน วิน เข้ามาบริหารงานในรัฐบาลรักษาการในปี 1958 (พ.ศ.2501) หล่ะ มยิ้น ตกปากรับคำฝ่ายหลัง และกลับไปรับตำแหน่งอธิการบดีให้กับมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง แต่หลังรับตำแหน่งไม่นาน เขาเริ่มตระหนักว่ามหาวิทยาลัยย่างกุ้งในปลายทศวรรษ 1950 แตกต่างจากภาพของมหาวิทยาลัยที่เขาคุ้นเคย แต่สิ่งที่ทำให้หล่ะ มยิ้น เสียใจเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่เขาตั้งความหวังว่ามหาวิทยาลัยจะพัฒนาขึ้นภายใต้การปกครองของนายทหารหนุ่มอย่างนายพลเน วิน ที่มีภาพของการเป็นผู้นำรุ่นใหม่มากกว่าอู นุ คือ การที่รัฐบาลเน วิน ประกาศขับชาวต่างชาติจำนวนมาก ทั้งชาวอินเดีย ชาวจีน ชาวตะวันตก ลูกครึ่ง หรือแม้แต่ชาวพม่าหัวก้าวหน้า ออกจากพม่า รวมทั้งนักวิชาการตะวันตกที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือนักวิชาการด้านอาณานิคมศึกษาคนสำคัญอย่าง เจ.เอส. เฟอร์นิวอลล์ และกล่าวหาว่านักวิชาการตะวันตกบางคนเป็นสายลับของ CIA

การขับชาวต่างชาติออกจากพม่าครั้งใหญ่ตั้งแต่ 1960 นี้ทำลายฐานรากของเศรษฐกิจของพม่าอย่างร้ายแรง เพราะชาวต่างชาติเป็นกลจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพม่าตลอดยุคอาณานิคม หล่ะ มยิ้น ที่เคารพรักและผูกพันกับเฟอร์นิวอลล์ในฐานะครูและเพื่อน รู้สึกว่าตนโดนรัฐบาลเน วิน ตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากพม่าเพื่อกลับไปสอนที่ออกซฟอร์ดต่อ และอีกไม่กี่ปีต่อมาก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ณ London School of Economics เขาสอนหนังสือที่ LSE มาจนกระทั่งเกษียณอายุในปี 1985 ตลอด 2 ทศวรรษเศษที่ LSE หล่ะ มยิ้น พัฒนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ตามครรลองของการปล่อยให้ทำแบบอดัม สมิธ และเป็นผู้นำทฤษฎีการระบายผลผลิตส่วนเกิน (vent for surplus) ของสมิธ มาขยายความจนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร เคยแปลมาสเตอร์พีซของหล่ะ มยิ้น เรื่อง The Economies of Developing Countries ไว้เมื่อ พ.ศ.2517 ในชื่อ “เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา”

หลังเกษียณอายุ หล่ะ มยิ้น มีโอกาสได้ทำงานกับนักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกหลายคน เช่น ทีปัก ลาล (Deepak Lal) และโจเซฟ สติกลิซ (Joseph Stiglitz) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2001 และแม้จะเป็นส่วนหนึ่งในทีมของธนาคารโลกที่ทำวิจัยและเขียนรายงานว่าด้วยเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนโยบายเพื่อการพัฒนาในปี 1970 แต่หล่ะ มยิ้น เลือกที่จะเว้นไม่กล่าวถึงพม่าเลย นอกจากเรื่องของข้อมูลที่ไม่สามารถหาได้ในสถานการณ์ที่พม่าปิดประเทศแล้ว เขายังมองว่าการปกครองประเทศภายใต้ระบอบสังคมนิยม และเผด็จการทหารนิยมในแบบของเน วิน นั้นไม่ใช่ “การพัฒนา” อย่างที่เราเข้าใจกัน หากแต่เป็นการดึงประเทศให้ตกลงไปอยู่ในหุบเหวของความยากจน และสิ่งนี้จะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพม่าต่อไปในภายภาคหน้า

เมื่อพม่าเริ่มเปิดประเทศตั้งแต่ปี 2012 หล่ะ มยิ้น (ที่ในเวลานั้นย้ายมาพำนักในประเทศไทยแล้ว) มีโอกาสได้เดินทางกลับพม่าเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี หล่ะ มยิ้น และทีม ที่ประกอบด้วย โรนัลด์ ฟินเลย์, โจเซฟ สติกลิซ และ ดร.อู มยิ้น ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และลูกศิษย์คนสำคัญอีกคนหนึ่งของหล่ะ มยิ้น เดินทางไปปาฐกถา ณ กรุงเนปิดอว์ และได้มีโอกาสเข้าพบประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจพม่าหลังการเปิดประเทศด้วย

หล่ะ มยิ้น เป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก่าที่แทบไม่เป็นที่รู้จักในพม่าในปัจจุบัน แต่คุณูปการของเขาในแวดวงเศรษฐศาสตร์ระดับโลกเป็นที่จดจำและถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำหรับผู้เขียน หล่ะ มยิ้น จะเป็นที่จดจำตลอดไปในฐานะภาพแทนของทั้งความรุ่งเรือง ความเสื่อม และความตกต่ำของเศรษฐกิจพม่าในรอบเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา และยังเตือนให้กลับมาย้อนพิจารณาคำกล่าวของอาจารย์อัมมาร สยามวาลา ที่กล่าวถึงอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ว่าเป็น “คนตรงในประเทศคด” หล่ะ มยิ้น ก็เช่นกัน ที่เคยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนตรงและคนเก่งในประเทศที่แสนบิดเบี้ยวอย่างพม่า

(ผู้เขียนขอขอบพระคุณ อู ธีหะ หลานชายของศาสตราจารย์หล่ะ มยิ้น ที่เอื้อเฟื้อรูปประกอบ)

ลลิตา หาญวงษ์