หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : รัฐธรรมนูญสุดขอบฟ้าฉบับล่าสุด

18.02.25 | 13:20 น.

หลายเรื่องที่จะกล่าวถึงเคยให้ความเห็นไปก่อนหน้าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในรัฐสภาเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว แต่มาถึงวันนี้จะเห็นว่าการเมืองมีความพลิกผันอยู่ไม่ใช่น้อย

บทสรุปของการ(ยัง)ไปต่อไม่ได้ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญรอบล่าสุดทำให้เราสามารถเข้าใจสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเราได้มากขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไปในไม่กี่วันที่ผ่านมา

ประการแรก กระแสสังคมยังไม่แรงพอที่จะทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ในวันนี้

แต่ไม่แน่ว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ กระแสสังคมจะเริ่มก่อตัวเพื่อทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเริ่มเดินหน้าต่อไปได้มากขึ้น และคนเริ่มสนใจเรื่องนี้มากขึ้นหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าสังคมจะเริ่มสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

อธิบายขยายความว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้น น่าจะมีองค์ประกอบอยู่สักสามเรื่อง สามขั้นตอนที่สำคัญ

Advertisement

หนึ่งคือกระแสสังคมที่มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหา แต่จะต้องเป็นปัญหาที่สำคัญ ถ้าสำคัญในระดับธรรมดา ก็คือจะต้องผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญในบางมาตราได้ และก็เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญจะมีการแก้ไขได้ยากกว่ากฎหมายธรรมดา เช่นต้องใช้เสียงมากกว่ากฎหมายธรรมดา

ยิ่งถ้าจะต้องแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ฉันทามติทางสังคมจะยิ่งต้องเข้มข้นกว่าการแก้บางมาตรา

ที่สำคัญการแก้ทั้งฉบับก็จะต้องอาศัยฉันทามติทางสังคมการเมืองที่แข็งแรงทรงพลังกว่า

นั่นคือที่มาของประเด็นที่สอง คือมิติของขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งที่ผ่านมามีอยู่หลายแบบ ตัวอย่างเช่น

แบบแรกคือ ให้ทหารฉีก ให้ทหารแต่งตั้งคนร่างรัฐธรรมนูญ

แบบที่สองคือ เกิดสุญญากาศทางอำนาจ แล้วเกิดระบบ “เลือกกันเอง” จากตัวแทนรอบแรกที่ได้รับการเสนอชื่อจากอำนาจที่ไม่ใช่การเลือกตั้ง

แบบที่สามคือ การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่ผ่านมาก็เป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงการเปิดทางเพื่อให้เขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็เคยสำเร็จมาแล้วในหนทางประชาธิปไตยด้วยเงื่อนไขของการปลดล็อกมาตราที่ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ

นำไปสู่การเปิดทางให้ตัวแทนประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างในการแก้รัฐธรรมนูญ และต้องการให้คนเหล่านี้มีจุดยึดโยงกับประชาชนที่แตกต่างไปจาก ส.ส.และ ส.ว.ที่อยู่ในสภา ซึ่งเราก็เคยเห็นมาแล้วในการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540

แต่อย่าลืมว่าเรื่องที่สำคัญก็คือ จากที่ ส.ส.ร.นั้นเป็นต้นแบบของความชอบธรรมในการได้มาซึ่งกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ก็มีนวัตกรรมทางการเมืองบางอย่างที่สำคัญที่ออกมาท้าทาย และเป็นอีกส่วนหนึ่งของทางเลือกในการแก้รัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญ

นั่นก็คือ ประชามติ

แต่ตั้งข้อสังเกตว่าประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้นทำในเงื่อนไขที่ไม่เคยเสรีและเป็นธรรมเอาเสียเลย เพราะไม่เคยมีการรณรงค์ประชามติครั้งใดที่เกิดโดยไม่มีการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงเลย เพราะที่ผ่านมาการร่างรัฐธรรมนูญที่อิงกับกระบวนการประชามตินั้นเป็นผลพวงจากรัฐประหาร

ดังนั้นนี่คือความท้าทายในการใส่หมวดประชามติเข้ามาโยงกับการมี ส.ส.ร.

อีกเงื่อนไขที่สำคัญก็คือการแทรกการแก้รัฐธรรมนูญให้หนักขึ้นไปอีกคือ การทำให้การแก้รัฐธรรมนูญนั้นซับซ้อนผ่านการต้องมีสัดส่วนของการลงมติที่มีทั้ง ส.ว.และฝ่ายค้านด้วยในการแก้รัฐธรรมนูญ

และความคลุมเครือว่าตกลงจะต้องลงประชามติกี่รอบในการแก้ไข เพราะมันมีการระบุว่าหมวดบางหมวดในรัฐธรรมนูญนั้น “แก้ไขไม่ได้” หรือบางคนตีความว่า “แก้ไขได้” แต่ต้องใช้เงื่อนไขที่เข้มข้นมาก เช่น ต้องประชามติด้วย และไม่ได้ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับควรจะเรียกว่าอะไร

ในห้วงเวลานี้ มีนักวิชาการพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์การติดล็อกทางการเมืองแบบนี้ว่า มันมี “ฉันทามติ” ในการห้ามแก้กฎหมายอาญาบางมาตรา แต่คำถามคือสิ่งนี้เป็นฉันทามติจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้มีการให้นิยามว่า “ฉันทามติ” นั้นหมายถึงอะไร

บางทีอาจต้องกลับไปนึกถึงสิ่งที่อาจารย์นิธิกล่าวเอาไว้ว่า ประเทศไทยมี “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ที่คงทนยาวนาน ไม่ถูกฉีกเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษ์อักษร (แต่ท้ายบทอาจารย์นิธิเสนอว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยนั้นเปลี่ยนแปลงได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่นอกเหนือบทความของอาจารย์นิธิที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2534)

นอกจากนั้น สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ฉันทามติและรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม มีมิติด้านกำลังบังคับ และความขัดแย้งทางสังคมที่ลามไปถึงระดับการดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย ที่คำว่าฉันทามติและรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ไม่ได้กล่าวถึง

ราวกับว่าเรื่องของฉันทามติและรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเป็นเรื่อง “ทางความคิด” ที่อาจจะแยกขาดจากการบังคับเชิงกายภาพ

และขาดจากการสร้าง “ความกลัว” และการสร้างการไม่ให้คิด ในระดับอุดมการณ์ (ideology) คือทำให้ “คิดไม่ได้” หรือ “ไม่ได้เห็นว่าเป็นปัญหาในระดับที่คิดไม่ถึง”

อย่าลืมว่าในเรื่องอุดมการณ์นั้น มันจะมีกลไกครอบงำทางอุดมการณ์ของรัฐ (คุก ทหาร ศาล ตำรวจ) หรือสนามเพลาะทางสังคมวัฒนธรรม ที่เรียกว่าประชาสังคมในความหมายที่ไม่ใช่เสรีนิยม ที่หมายถึงการเมืองระดับวัฒนธรรม ที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้” ในการต่อสู้ที่เรียกว่า “การครองความคิด” (hegemony) รวมทั้งระบบการศึกษาและคำอธิบายทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม

ความท้าทายในเรื่องนี้จึงกลับมาสู่ประเด็นที่อยู่ที่ว่า อะไรแก้ไขได้ อะไรแก้ไขไม่ได้

ที่เชื่อมโยงกับมิติเรื่องของ จะแก้ไขได้ด้วยเงื่อนไขอะไร

และเหตุจำเป็นในการแก้ไขในเรื่องนี้ ซึ่งจะว่ากันด้วยเรื่องหลักการและเหตุผลในการแก้ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเจอสถานการณ์ว่า แค่จะเปิดโอกาสให้พูดว่าจะแก้รัฐธรรมนูญยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ด้วยข้ออ้างอีกหลายอย่าง

มีสองประเด็นที่ยังวนอยู่ในประเด็นสองข้อแรก คือ เหตุผลและเงื่อนไขในการแก้ โดยเฉพาะในระดับของการแก้ทั้งฉบับ และขั้นตอนในการแก้

ประการแรก เรื่องของ ส.ส.ร.ว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ แค่เถียงกันเรื่องของการเลือกตั้งทั้งหมด หรือมีตัวแทนอื่นๆ ไหม

หรือในรอบนี้ ส.ส.ร.จะถูกทำให้เป็นการเมืองอย่างเข้มข้น เพราะอาจจะเห็นว่า ส.ส.ร.ไหนสีอะไร เหมือนเรื่องของความสงสัยและข้อถกเถียงที่มีกับการได้มาซึ่ง ส.ว. และต้องไม่ลืมว่า ส.ส.ร.เลือกตั้งในรอบนี้อาจเป็นเรื่องของการปักธงของพรรคในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้กูรูทางการเมืองอาจจะต้องใช้ฐานวิเคราะห์ที่ซับซ้อน เช่น คะแนนเลือกตั้งทั่วไปบัญชีรายชื่อ หรือคะแนนนายก อบจ.ล่าสุด แต่ต้องไม่ลืมว่า เลือกตั้ง ส.ส.ร. เมื่อรัฐธรรมนูญ 40 นั้นมีหลายคนที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองก็เข้ามาเป็นได้

ประการที่สอง สำหรับในส่วนประชามติ เรื่องที่น่าสนใจนอกเหนือจากกี่รอบ มันไปอยู่ที่การสร้างประโยคประชามติว่าจะมีความซับซ้อนแค่ไหน จะวุ่นวาย ยุ่งยาก สับสน เหมือนคำถามพ่วงของรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วที่ทำให้ ส.ว.นั้นเลือกนายกฯในห้าปีแรกได้หรือไม่

พูดให้ซับซ้อนก็คือ ประชามตินั้นจะแตะฉันทามติได้ไหม

และถ้าไม่แตะ ไม่แตะเพราะมันเป็นฉันทามติหรือมันเป็นอย่างอื่น

และไม่แตะกัน เพราะสิ่งที่กำกับฉันทามติไม่ใช่การครองความคิด แต่เป็นอำนาจกายภาพ หรืออำนาจที่ทำให้เราหายไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบ

มาสู่ประเด็นสุดท้ายคือเนื้อหาที่จะแก้อะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของหมวด หัวข้อ แนวคิดสถาบันต่างๆ ที่จะนำเข้ามา ที่จะเปลี่ยนแปลง เช่น ระบบเลือกตั้ง องค์กรอิสระ ขั้นตอนการเข้าสู่อำนาจ คุณสมบัติของตัวแทนในแต่ละเรื่อง การระบุสิทธิเสรีภาพของประชาชน

เรื่องเหล่านี้อาจจะเริ่มคิดกันอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าเรื่องเหล่านี้คิดได้โดยผ่านกระบวนการพูดหลักการใหญ่ของความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างใหม่ และขั้นตอนแล้ว คือให้ตัวแทนประชาชนไปคิดทั้งหมด

และอีกมุมหนึ่งก็คือ การแก้ตามหมวด มาตราเหล่านี้ก็มีส่วนของการหมกเม็ดเอาไว้ได้ หากต้องการยื้ออำนาจเอาไว้ให้นานขึ้น ใช้ทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือใช้ในแบบต่อรองกันแล้วใส่ในบทเฉพาะกาล หรือแอบหมกเม็ดเอาไว้ในบางส่วนบางมาตราของรัฐธรรมนูญ

ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจแต่ยังไม่ได้พูดกันก็คือรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับยังมีมิติของ “อคติ” ของการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ด้วยว่ามุ่งหมายอะไร เช่น จัดการนักการเมือง ตรวจสอบนักการเมือง หรือการจัดการพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อให้ได้คะแนนลดลงจากการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง เป็นต้น

ที่กล่าวทั้งหมดนี้คือบางเศษเสี้ยวของเรื่องของสภาวะความกระตุกกระติกของรัฐธรรมนูญในประเทศไทยในขณะนี้

และคำถามที่หาคำตอบร่วมกันยังไม่ค่อยจะได้

แต่จะมีส่วนไหนที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปจากเงื่อนไขที่ติดล็อกกันในช่วงนี้ก็ยังไม่อาจทราบได้ คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปครับ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์