หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเปลี่ยนชื่...

การเปลี่ยนชื่อฐานทัพกลับไปกลับมา ของรัฐบาลอเมริกันนั้นเป็นเรื่องของการเมืองแท้ๆ

19.02.25 | 11:40 น.

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้สร้างตัวขึ้นมาส่วนหนึ่งจากการใช้ทาสผิวดำจำนวนหลายล้านคนที่ถูกจับตัวจากทวีปแอฟริกามาเป็นแรงงานในไร่นา โดยเฉพาะในการปลูกฝ้ายซึ่งเป็นสินค้าหลักของดินแดนทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา โดยการใช้ทาสผิวดำนี้ได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญอเมริกาว่าถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อตั้งขึ้นโดยอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ต้องยึดถือหลักความเสมอภาคของบุคคลเป็นปกติอยู่แล้ว จึงเป็นสาเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ..2404-9 พฤษภาคม พ..2408 เพราะทางชาวอเมริกันในภาคเหนือต้องการเลิกทาส ส่วนชาวอเมริกันในภาคใต้ถือว่าทาสเป็นสถาบันของทางภาคใต้ และทาสนั้นไม่ใช่มนุษย์หากเป็นสัตว์เลี้ยงต่างหาก

ครั้นสงครามกลางเมืองอเมริกาสงบลงโดยฝ่ายทางภาคเหนือชนะสงครามและทำการยึดครองและปกครองฝ่ายภาคใต้อยู่ 12 ปี และสร้างความเคียดแค้นให้กับชาวอเมริกันทางภาคใต้มาจนถึงปัจจุบัน ครั้นทางฝ่ายภาคใต้ได้รับการปลดปล่อยมลรัฐทางใต้กลับมามีอำนาจในบริหารงานในรัฐตนเองอีกครั้งหลังจากที่รัฐบาลกลางเข้ามาแทรกแซงตลอด เมื่อ พ..2420 ทำให้นักการเมืองชาวภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาต่างมุ่งที่จะเข้าไปมีตำแหน่งในคณะกรรมาธิการทางการทหารของสภาคองเกรส ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมงบประมาณทางการทหารของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด สหรัฐอเมริกาเองก็มีสงครามไม่รู้จักหยุดหย่อนทำให้สหรัฐอเมริกามีรายจ่ายทางทหารเป็นร้อยละ 39 ของรายจ่ายทางทหารโลก ยังมีขีดความสามารถทั้งในการป้องกันประเทศและการแผ่อำนาจ มีเทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้สามารถวางกำลังทหารได้ทั่วโลก และมีฐานทัพอีกประมาณ 800 แห่งนอกประเทศ

ครับ! การที่เหล่านักการเมืองชาวภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาเข้ายึดครองตำแหน่งสำคัญๆ ในคณะกรรมาธิการทหารของสภาคองเกรสได้แล้วก็ใช้อิทธิพลในการควบคุมงบประมาณที่ใช้สร้างฐานทัพต่างๆ ของกองทัพอเมริกันด้วยการตั้งชื่อฐานทัพหลายแห่งตามชื่อของนายทหารหรือบุคคลสำคัญของทางรัฐบาลของฝ่ายภาคใต้ ซึ่งความจริงแล้วบุคคลที่ได้รับเกียรติเอาชื่อไปตั้งเป็นฐานทัพทางการทหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกบฏต่อประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น

มีฐานทัพ 9 แห่งในสหรัฐอเมริกาล้วนแล้วแต่มีชื่อนายทหารกบฏเหล่านี้ คือ ฐานทัพแบรกก์ (Fort Bragg) ในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา จัดเป็นหนึ่งในฐานทัพทหารที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดแห่งหนี่งของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นใน พ..2461 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ฐานทัพนี้ตั้งชื่อตามนายพลเบรกซ์ตัน แบรกก์ (Braxton Bragg) ซึ่งเป็นนายพลชาวใต้ในช่วงสงครามกลางเมือง โดยนายพล แบรกก์เป็นนายพลของฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America) ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนการคงไว้ซึ่งการเป็นทาสในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ยังมีฐานทัพที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่นายทหารกบฏและกบฏคนสำคัญของชาวภาคใต้ เช่น ฐานทัพเบนนิง (Fort Benning) อยู่ที่มลรัฐจอร์เจีย, ฐานทัพพิคเก็ตต์ (Fort Pickett) ในมลรัฐเวอร์จิเนีย, ฐานทัพฮูด (Fort Hood) ในมลรัฐเท็กซัส, ฐานทัพกอร์ดอน (Fort Gordon) ในมลรัฐจอร์เจีย, ฐานทัพลี (Fort Lee) ที่มลรัฐเวอร์จิเนีย ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพใหญ่ของฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกาเลยทีเดียว, ฐานทัพ เอ.พี.ฮิลล์ (Fort A.P.Hill) ในมลรัฐเวอร์จิเนีย, ฐานทัพรัคเกอร์ (Fort Rucker) ในมลรัฐอลาบามา, ฐานทัพโพล์ค (Fort Polk) ในมลรัฐลุยเซียนา 

Advertisement

การตั้งชื่อฐานทัพตามชื่อของนายพลแบรกก์และนายพลฝ่ายสมาพันธรัฐอื่นๆ เป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงมานานหลายทศวรรษจนกระทั่งกระแสการเหยียดเชื้อชาติกลับมารุนแรงอีกครั้งหลังการเสียชีวิตของ นายจอร์จ ฟลอยดชายผิวดำที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวใช้เข่ากดบริเวณลำคอจนขาดอากาศหายใจในมลรัฐมินนิโซตาจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ..2563 ที่ปลุกให้ชาวอเมริกันลุกฮือประท้วงทั่วประเทศครั้งใหญ่ เกิดแฮชแท็กแพร่หลายว่า #BlackLivesMatter (ชีวิตคนผิวสีดำก็มีความหมาย)

หลังจากนั้นทั้งธงสมาพันธรัฐอเมริกาและอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเหยียดเชื้อชาติก็ถูกปลดและทุบทำลาย อาทิ อนุสาวรีย์ของเจฟเฟอร์สัน เดวิส อดีตประธานาธิบดีของกลุ่มรัฐฝ่ายใต้ อนุสาวรีย์ของ นายพล โรเบิร์ต อี. ลี แม่ทัพใหญ่ของกองทัพฝ่ายใต้ 

ในเดือนกรกฎาคม พ..2563 กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาออกประกาศห้ามการใช้ธงสมาพันธรัฐอเมริกาในกองทัพ หลังจากมีนโยบายยกเลิกการประดับธงของฝ่ายใต้อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความแตกแยก และใน พ..2564 ทางสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาได้ตรากฎหมาย National Defense Authorization Act (NDAA) ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดให้มีการเปลี่ยนชื่อฐานทัพทหารที่ตั้งชื่อตามนายพลฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกาทั้งหมด

แต่ครั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ไปหาเสียงที่มลรัฐนอร์ทแคโรไลนาเมื่อปีที่แล้ว (..2567) ได้สัญญากับชาวนอร์ทแคโรไลนาว่าถ้าเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแล้วเขาจะเปลี่ยนชื่อฐานทัพลิเบอร์ตีกลับมาเป็นฐานทัพแบรกก์ตามเดิม เนื่องจากมีทหารผ่านศึกและสมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วนที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงชื่อก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลว่าฟอร์ตแบรกก์เป็นชื่อที่คุ้นเคยและเป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นชื่อที่มีความผูกพันกับประวัติศาสตร์ของฐานทัพแห่งนี้มาอย่างยาวนาน

ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาได้ ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนชื่อฐานทัพลิเบอร์ตี (Liberty Fort) ที่มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา กลับมาเป็น ฐานทัพแบรกก์ (Fort Bragg) ดังเดิม แต่เนื่องจากกฎหมาย National Defense Authorization Act (NDAA) กำหนดว่าฐานทัพทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาห้ามใช้ชื่อตามนายพลฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกาโดยสิ้นเชิง นายพีต เฮกเซธ จึงอ้างว่าฐานทัพแบรกก์ที่เปลี่ยนชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ พลทหารโรแลนด์ แอล. แบรกก์ (Roland L. Bragg) แห่งกองพลพลร่มที่ 17 ในการรบที่ยุทธการตอกลิ่ม (Battle of the Bulge) ที่ประกอบวีรกรรมแย่งรถพยาบาลของข้าศึกในระหว่างการรบเพื่อนำเอาทหารอเมริกันที่บาดเจ็บ 4 นายกลับมาส่งที่โรงพยาบาลสนามที่เบลเยียมได้โดยปลอดภัย

ครับ! ก็เลี่ยงการผิดกฎหมายไปได้เหมือนกัน นับว่าเป็นทางออกแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แบบไปได้เหมือนกัน

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์