หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่ง : บทเรียน Empathy เรื่อง ‘ซูชิหนึ่งกล่อง’

26.02.25 | 13:16 น.

ในการ์ตูนเรื่อง “เจ้าหนูซูชิ” (Shota no Sushi) มีเนื้อเรื่องตอนหนึ่งที่เล่าถึงนักทำซูชิที่เป็นตัวร้ายของตอนนั้นที่เป็นเหมือน “ศิษย์ล้างครู” ที่ได้เรียนวิชาการทำซูชิจากพ่อเฒ่าเจ้าของร้านเล็กๆ แล้ว ก็ไปตั้งร้านซูชิแฟรนไชส์เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่จ้องจะทำลายร้านซูชิของพ่อเฒ่าอย่างเอาเป็นเอาตายแบบกะให้ปิดกิจการไปเลย

“โชตะ” พระเอกของเราซึ่งตอนนั้นไปฝึกวิชาจากร้านของผู้เฒ่าพอดี ได้โอกาสจึงไปถามเถ้าแก่อาจารย์ของเขาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมนักทำซูชิหนุ่มผู้เคยเป็นศิษย์ถึงเกลียดชังผู้เฒ่าเจ้าของร้านซูชิเล็กๆ ที่เป็นครูของตนนักหนา 

เถ้าแก่ร้านซูชิของโชตะจึงเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า ในครั้งที่ชายหนุ่มคนนั้นยังฝึกงานกับผู้เฒ่า ทางร้านของพวกเขาได้รับออเดอร์ซูชิเพื่อเป็นอาหารกลางวันในงานสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนมัธยมปลายในย่านนั้น โดยร้านจะต้องทำซูชิไปส่งรวมหนึ่งพันกล่อง

อาจารย์กับศิษย์ช่วยกันปั้นซูชิและจัดลงกล่องอย่างสวยงามกันตั้งแต่บ่ายยันค่ำ จนถึงกล่องที่ 499 ของศิษย์หนุ่ม เขาก็พบว่า ใบชิโสะ ซึ่งเป็นใบไม้มีกลิ่นที่เอาไว้ประดับซูชิบางชิ้นที่เขากำลังจะต้องใช้เป็นใบสุดท้ายนั้นแม้จะยังไม่ถึงกับเสีย แต่ก็ค่อนข้างเหี่ยวและเปลี่ยนสภาพไปจนดูไม่น่ากินแล้ว

เขารู้ดีว่าสำหรับอาจารย์ของเขา ใบชิโสะสภาพนี้ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เขาควรต้องออกไปซื้อใหม่ให้ได้ใบที่สดสมบูรณ์ แต่นี่มันก็ดึกมากประกอบกับเขาก็เหนื่อยเต็มทีแล้ว อีกทั้งนั่นก็เป็นซูชิกล่องสุดท้ายของเขาด้วย ถ้าเพียงแต่เขาตัดสินใจใช้ใบชิโสะนี้ไปงานก็จะเสร็จไปพักผ่อนได้ นั่นเองทำให้เขาตัดสินใจใช้ใบชิโสะใบสุดท้ายนั้นตกแต่งลงไปในซูชิกล่องที่ 500 ของเขา

Advertisement

การกระทำของเขาไม่พ้นหูตาอาจารย์ผู้เข้มงวด ผู้เฒ่าฟาดเขาด้วยสันมีดที่ใช้แล่ปลาและดุด่าอย่างรุนแรง

ความอดทนของศิษย์หนุ่มขาดสะบั้น เขาเถียงอาจารย์ไปว่า “นี่มันก็แค่ใบชิโสะใบเดียว บนซูชิเพียงชิ้นเดียวของซูชิกล่องสุดท้าย ที่เขาพยายามปั้นทำตกแต่งมาตั้งแต่บ่ายแล้วถึง 499 กล่อง ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นซูชิที่สวยงามสมบูรณ์แบบทั้งนั้น แต่กล่องสุดท้ายแค่นี้จะอะลุ้มอล่วยให้เขาไม่ได้เลยเชียวหรือ”

อาจารย์นักทำซูชิได้ยินข้ออ้างข้อเถียงนี้เข้าก็ยิ่งเดือดดาล ทุบตีศิษย์หนุ่มอย่างรุนแรง (ขอให้เข้าใจว่าเรื่องราวนี้เล่าย้อนไปถึงสังคมประเทศญี่ปุ่นในยุคโชวะที่การสั่งสอนด้วยกำลังในวงการช่างฝีมือและคนครัวคือวิธีการสอนงานแบบปกติ) ก่อนให้คำตอบว่า

“นี่คือซูชิกล่องที่ 500 หรือ 1,000 หรือเท่าไรก็ไม่รู้นั่นเป็นเรื่องของฝ่ายเรา แต่สำหรับเด็กนักเรียนที่ได้ซูชิกล่องนี้ไปมันเป็นซูชิกล่องเดียวของเขา และมันเป็นอาหารเพื่อเฉลิมฉลองงานสำเร็จการศึกษาของเขา ซูชิกล่องเดียวในโอกาสสำคัญของเด็กคนนั้นจะเป็นซูชิที่มีตำหนิเพราะการทำงานแบบขอไปทีของแก จึงเป็นเรื่องที่ฉันยอมรับไม่ได้ยังไงล่ะ!”

เรื่องราวยังมีต่อแต่ส่วนที่อยากเล่ามีเท่านี้ หากใครสนใจใคร่รู้เรื่องราวตอนต่อไปนั้น การ์ตูนชุดนี้ยังมีจำหน่ายในรูปของ eBook โดยเรื่องราวที่เล่าไปอยู่ในเล่ม 20 

บทสนทนาในการ์ตูนตอนที่เล่าไปนี้เป็นเรื่องที่ผมจดจำได้ และเป็นข้อคิดสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตที่ใช้สอนใจและชั่งใจและพยายามทำความเข้าใจมุมมองในการพิจารณาสัดส่วนของปัญหาและเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายที่ได้รับ “ซูชิกล่องที่ไม่สมบูรณ์” นั้นเอง หรือเป็นฝ่าย “นักปั้นซูชิ” ที่อาจจะเคยทำงานบกพร่องไปบ้างบางขั้นตอน ทั้งๆ ที่ผ่านมาเราทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก่อน แต่ความบกพร่องนั้นเองกลับก่อปัญหาหรือถูกตำหนิจนรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

นึกถึงข้อคิดนี้เพราะ “ข่าวชาวบ้าน” เรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นที่สังคมสนใจที่สุดเรื่องหนึ่งของสัปดาห์ที่แล้ว คือกรณีที่ญาติคนไข้บุกเข้าไปทำร้ายร่างกายพยาบาลประจำห้องฉุกเฉินอย่างอุกอาจ ด้วยข้อแก้ตัวว่าพยาบาลท่านนั้นพูดจาไม่ดีใส่ภรรยาและลูกเด็กของเขา

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เข้ามาอยู่ในแสงที่สังคมจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ออกมาบอกเล่าเรื่องราวจากมุมมองของฝ่ายตน และก็เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบไปยังโรงพยาบาลของรัฐที่ทยอยกันออกมาโพสต์ขอความทางสื่อสังคมออนไลน์ ประณามการใช้ความรุนแรงกับบุคลากรทางการแพทย์

แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องราวพลิกไปอีกทาง กลายเป็นว่า “ทัวร์” จากผู้คนในพื้นที่ที่เคยไปใช้บริการโรงพยาบาลเหล่านั้นต่างลงไปแสดงความคิดเห็นกันอย่างยับๆ ในทำนองว่า แน่นอนว่าไม่น่าจะมีใครสนับสนุนการใช้ความรุนแรง แต่การปฏิบัติ การใช้คำพูด และกิริยาต่างๆ ในการติดต่อพูดจากับคนไข้และญาติคนไข้ของโรงพยาบาลต่างๆ ที่ออกมาแสดงจุดยืนกันนั้นก็ล้วนแต่เหลือทน สมควรปรับปรุงด้วยเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาประชาชนคนไข้และญาติก็ได้รับการปฏิบัติที่ทำให้รู้สึกแย่หรือถูกกระทำอย่างรุนแรงหรือทำให้รู้สึกว่าถูกเหยียดหยามทั้งทางร่างกายและทางวาจาโดยไม่จำเป็น

พายุความเห็นคณะทัวร์นี้กระหน่ำเข้าหาโพสต์เรื่องนี้ของโรงพยาบาลต่างๆ จนต้องลบโพสต์หรือปิดการแสดงความคิดเห็นไป ซึ่งการที่ “เรื่องพลิก” ไปทางนี้ก็แสดงให้เห็นได้ถึงความรู้สึกของผู้คนที่ยังต้องพึ่งพาโรงพยาบาลของรัฐที่มีต่อบุคลากรทางการแพทย์เป็นอย่างดี

แม้แต่กรณีต้นเรื่องที่คุณพยาบาลถูกญาติผู้ป่วยทำร้ายก็ตาม เมื่อรับฟังข้อมูลจากหลายแห่งจนน่าจะยุติแล้วมองในฐานะคนทั่วไปก็อาจจะต้องยอมรับว่า ด้วยถ้อยคำที่คุณพยาบาลเลือกใช้ในการสื่อสาร ที่ยกเอาเรื่องความสูญเสีย (ตรงไปตรงมาก็จะสื่อถึงความตาย) ขึ้นมาขู่ห้าม ประกอบกับน้ำเสียงและท่าทางซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าที่แท้จะเป็นอย่างไรแล้ว มันก็อาจจะสุ่มเสี่ยงให้ญาติของผู้ป่วยที่ถ้าเป็นคนที่มีความยับยั้งชั่งใจต่ำอยู่แล้วจะระเบิดอารมณ์ขึ้นมาได้แบบชั่ววูบเช่นกัน

พร้อมกันนั้นเองในอีกมุมหนึ่งก็มีความเห็นที่เรียกร้องความเห็นใจให้บุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะคุณพยาบาลที่เป็นฝ่ายที่ต้อง “ปะทะ” กับคนไข้และญาติหน้างานว่า ขอให้ประชาชนทั้งหลายที่เป็นหรืออาจจะเป็นผู้ป่วยนั้นเห็นอกเห็นใจพวกเขาและพวกเธอกันบ้าง เพราะงานของแพทย์และพยาบาลนั้นเป็นงานที่หนักหนามากเมื่อเทียบกับค่าตอบแทนที่ได้รับ ทั้งเนื้องานที่จะต้องต่อสู้กับบาดแผลโรคภัยของผู้ป่วยก็มีความยากเย็นแสนเข็ญพออยู่แล้ว ยังต้องมาเป็นสนามอารมณ์ให้ผู้ป่วยและญาติ ที่ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินหรือวิกฤต ก็อาจจะกำลังเจ็บปวดทรมาน หวาดกลัว หรือร้อนรนด้วยความเป็นห่วงเข้าอีก โอกาสที่ความเครียดที่เหมือนต่างฝ่ายต่างถือระเบิดกันไว้คนละลูก ก็ไม่แปลกที่อาจจะกระแทกชนกันบางมุมแล้วระเบิดออกมาจริงๆ อย่างข่าวที่เกิดขึ้น

ทำให้เรื่องราว “ใบชิโสะเหี่ยวๆ ใบเดียวบนซูชิกล่องที่ 500” จากการ์ตูนเรื่องดังกล่าวกลับมาระลึกถึงเป็นข้อคิดได้อีก เพราะมันสามารถอธิบายความแตกต่างของคนสองฝ่ายสองมุมได้เป็นอย่างดี

เพราะสำหรับคุณหมอและคุณพยาบาล ที่แต่ละวันละคืนจะต้องเจอกับเคสทั้งผู้ป่วยและญาติมาแล้วนับร้อย เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า “คนไข้” (และญาติ) แต่ละรายนั้นเป็นเคสที่เท่าไรของคุณหมอและคุณพยาบาลในขณะนั้น

หากสำหรับฝั่งของคนไข้หรือญาติแล้ว ค่อนข้างแน่ใจว่านั่นน่าจะเป็น “คุณหมอ” หรือ “คุณพยาบาล” คนแรกของเขาในขณะนั้น เป็นคนกลุ่มแรกที่จะช่วยเขาให้พ้นความทุกข์ทรมานจากบาดแผลหรือโรคร้ายได้ หรือเป็นคนเดียวในโลกในเวลานั้นที่จะให้คำตอบได้ว่า ญาติมิตรคนที่รักของเขาจะมีชะตากรรมอย่างไรต่อไป ยิ่งเมื่อประกอบกับความทุกข์ทรมานกับความกังวลร้อนใจ ฝ่ายผู้ป่วยและญาติก็อยู่ในสภาพที่สูญเสียวิจารณญาณและความยับยั้งชั่งใจลงไปตามสัดส่วนของความหนักเบาของเคสแล้ว แม้แต่การใช้คำพูดหรือกิริยาที่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรก็อาจจะถูกตีความในทางร้ายไปได้

ที่เล่าเรื่องของ “ใบชิโสะบนซูชิชิ้นหนึ่งในกล่อง” นี้ ส่วนตัวแล้วอยากให้คนไข้ ญาติ และผู้ที่จะต้องใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ รวมถึงบริการอื่นของรัฐได้มองในอีกมุมหนึ่งบ้างว่า เราอาจจะเผลอมองในมุมของคนที่ได้รับ “ซูชิหนึ่งกล่อง” นั้น นั่นคือความป่วยไข้ของตัวเองหรือญาติพี่น้องของเรา อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของ “เรา” ในขณะนั้น ไม่มีเรื่องไหนสำคัญกว่าอีกแล้ว รวมถึงคนที่ป่วยนั้นก็เป็นพ่อหรือแม่คนเดียว หรือลูกชายลูกสาวเพียงคนเดียวที่ไม่อาจทดแทนได้ของเรา

กระนั้นสำหรับฝ่ายที่จะต้องรักษาดูแลคือบุคลากรทางการแพทย์ คุณหมอและคุณพยาบาลแล้ว เรื่องสำคัญที่สุดของเรานั้นอาจจะเป็นเคสที่ 125 จาก 500 เคสที่เขาต้องรับมือในวันนั้นเวรนั้น เป็นคนที่ถูกรถชนคนที่ 3 จาก 5 ในคืนนี้ หรือเป็นผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A รายที่ 85 ในรอบสามวัน

นอกจากนี้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเราในขณะนั้นก็เหมือนปัญหาของคนอื่นมากมายที่เข้ารับบริการทางการแพทย์นั้นเช่นกัน และก็เป็นเพียง “เรื่องหนึ่ง” สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่จะต้องรับมือด้วย

ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ และยอมรับว่าก่อนที่จะมาพบเรื่องอันเป็นที่สุดของเรา คุณหมอหรือคุณพยาบาลท่านนั้นเขาต้องพบกับความเจ็บป่วยหรือกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดของคนอื่น คนสำคัญที่สุดของคนอื่นมาแล้ว ถ้าเขาหรือเธอจะมีท่าทีที่ไม่น่าพึงใจ หรือเหมือนไม่เห็นความสำคัญเร่งด่วนกับกรณีของเราหรือญาติเราไปบ้าง หากพิจารณาจากแง่มุมอื่นนอกตัวเราไป ไม่ว่าจะในมุมของผู้ให้การรักษาหรือคนเจ็บคนไข้รายอื่น ก็อาจจะทำให้เราวางความรู้สึกว่าเรื่องของเราสำคัญที่สุด หรือทำไมถึงมาพูดอย่างนั้น แสดงอย่างนี้กับเราลงไปได้บ้าง ซึ่งการวางความรู้สึกนั้นลงได้ ก็มีส่วนช่วยให้ตัวเราเป็นอย่างกรณีของญาติคนไข้ที่เป็นข่าวที่จังหวัดระยองที่ “ระเบิดตัวเอง” ไปโดยไม่จำเป็นที่อาจจะต้องไปจบที่คดีอาญา

ภายใต้ข้อจำกัดด้านการสาธารณสุข สิ่งที่จะพอมาถอดชนวนการระเบิดจนกลายเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงต่อกัน อาจจะต้องอาศัย Empathy หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเราของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และฝ่ายแพทย์พยาบาล

สำหรับฝ่ายบุคลากรนั้น แม้จะพอเข้าใจและเห็นใจต่อสภาพงาน ความกดดัน ความเหน็ดเหนื่อย และความรับผิดชอบของพวกท่านก็ตาม แต่ถ้าเป็นไปได้และไม่เหนื่อยจนเกินไป หากท่านพอจะมองด้วยมุมมองของเรื่อง ซูชิกล่องที่ 500 ของเรา แต่เป็นกล่องเดียวของที่จะได้รับบ้าง ก็อาจจะช่วยเพิ่มความรู้สึกเห็นใจและเมตตากับฝ่ายผู้ป่วยและญาติที่ดูเหมือนเป็นพวกเซ้าซี้พูดไม่รู้เรื่อง แล้วไม่แล้ว หรือเหมือนจะดูเอาแต่ใจเรียกร้องเกินกว่าเหตุลงได้บ้าง

คนไข้รายที่ 110 ของวันนี้สำหรับท่าน อาจจะเป็นแม่ซึ่งเป็นบุพการีคนเดียวของเขาที่เหลืออยู่ในโลกนี้สำหรับเขา หรือเด็กคนที่คุณบอกกับพ่อแม่เขาว่าระวังจะต้องสูญเสียไปหากไม่ปฏิบัติตามที่คุณบอกเตือน อาจจะเป็นลูกคนแรกของพวกเขาที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่ถึงสิบปีที่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเพิ่งหายป่วยจากโรคภัยอย่างเดียวกันนั้นมาก็ได้

กล้า สมุทวณิช