The Heritage Foundation เป็นองค์กรเอกชนที่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2516 โดยกลุ่มนักคิดอนุรักษนิยมชาวอเมริกัน มีผู้ร่วมก่อตั้งหลายคน เช่น นายพอล เวยริช (Paul Weyrich) นายเอ็ดวิน ฟิลเนอร์ จูเนียร์ (Edwin Feulner Jr.) และ นายโจเซฟ คูร์ส (Joseph Coors) ปัจจุบันมี นายเควิน เดวิด โรเบิร์ตส์ (Kevin David Roberts) นักประวัติศาสตร์และนักยุทธศาสตร์ทางการเมืองชาวอเมริกันเป็นประธานของ Heritage Foundation
The Heritage Foundation มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมแนวคิดและนโยบายแบบอนุรักษนิยมในสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามเย็น The Heritage Foundation มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียต The Heritage Foundation มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ซึ่งหลายนโยบายของอดีตประธานาธิบดีเรแกนได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ The Heritage Foundation ปัจจุบัน The Heritage Foundation ยังคงเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองสหรัฐอเมริกา และเป็นกลุ่มหลักของผู้อยู่เบื้องหลัง Project 2025
The Heritage Foundation ยึดมั่นในแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งให้ความสำคัญกับประเพณี ค่านิยมดั้งเดิม และการจำกัดบทบาทของรัฐบาลและ The Heritage Foundation มีชื่อเสียงในการเผยแพร่นโยบายและแนวคิดผ่านการวิจัย การจัดสัมมนา และการออกรายงานต่างๆ นอกจากนี้ The Heritage Foundation มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรครีพับลิกันที่ครองอำนาจอยู่ในสหรัฐอเมริกาปัจจุบันและมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของพรรครีพับลิกันเป็นอย่างสูง
Project 2025 เป็นโครงการที่จัดทำโดยกลุ่มนักคิดอนุรักษนิยม นำโดยมูลนิธิ Heritage Foundation ในสหรัฐอเมริกา มีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างรัฐบาลกลางและเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดี โดยโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ทำเนียบขาวเป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จากพรรครีพับลิกันโดยเฉพาะ ซึ่งมีสาระสำคัญ 5 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.เสนอให้ปรับโครงสร้างการบริหารของรัฐบาลกลาง โดยเน้นการทำให้สามารถปลดข้าราชการได้ง่ายขึ้น และลดอำนาจของข้าราชการในการกำหนดนโยบาย
2.การควบคุมการอพยพ มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยที่ชายแดน เพิ่มการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย และฟื้นฟูนโยบายที่บังคับให้ผู้ขอลี้ภัยรอในประเทศเม็กซิโกก่อนเข้าสหรัฐอเมริกา
3.ยกเลิกนโยบายที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการเปิดรับทุกคน (DEI) รวมถึงจำกัดการเข้าร่วมกีฬาของบุคคลข้ามเพศ และเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับสิทธิในการทำแท้ง
4.เสนอการลดภาษีนิติบุคคล เหลือ 18% และปรับโครงสร้างภาษีบุคคลให้มีเพียงสองอัตรา คือ 15% และ 30% เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
5.มีแนวโน้มที่จะยกเลิกกฎหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการผลิตพลังงานจากฟอสซิลมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันเพิ่มขึ้นและเลิกสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นต้น
ครับ! ตั้งแต่นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2568 ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยที่สอง เขาได้ดำเนินนโยบายและออกคำสั่ง
บริหารที่สำคัญตามโครงการ Project 2025 ของ The Heritage Foundation อย่างชัดแจ้ง ดังนี้
1.ทรัมป์ได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 60% และจากประเทศอื่นๆ ในอัตรา 10-20% เพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศและลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า
2.นโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม ทรัมป์จัดการให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายพลังงานที่เน้นการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างเต็มที่โดย
ส่งเสริมการผลิตพลังงานภายในประเทศ: ทรัมป์ได้ยกเลิกข้อกำหนดที่จำกัดการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อเพิ่มอุปทานพลังงานและลดราคาพลังงานภายในประเทศ
3.ทรัมป์ได้สั่งการให้เนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารถูกต้อง และยุตินโยบาย “พรมแดนเปิด” ของรัฐบาลก่อนหน้าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชายแดนใต้ เพื่อควบคุมการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ทรัมป์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติที่ชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก
4.ทรัมป์ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลยกเลิกกฎระเบียบที่สร้างภาระและทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนและมีการปรับโครงสร้างโครงการรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐอเมริกา และระงับการรับผู้ลี้ภัยจนกว่าจะมั่นใจว่าการเข้าประเทศของพวกเขาสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ
5.สหรัฐอเมริกา ได้ยุติการเป็นสมาชิกและการสนับสนุนทางการเงินให้องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยให้เหตุผลว่าเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐอเมริกา
ที่สำคัญที่สุดคือ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2568 เป็นต้นมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการบริหารของรัฐบาลกลาง โดยมุ่งเน้นให้สามารถปลดข้ารัฐการได้ง่ายขึ้น และลดอำนาจของข้ารัฐการโดย ทรัมป์ได้สั่งปลด พลอากาศเอกซีคิว บราวน์ ประธานคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วม ซึ่งเป็นตำแหน่งทางทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐอเมริกา และทรัมป์ได้แต่งตั้งอีลอน มัสก์ เป็นผู้นำทีมลดขนาดระบบรัฐการ โดยมัสก์ได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการยุบองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) โดยในวันแรกของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารและคำประกาศรวม 46 ฉบับ และยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารของรัฐบาล โจ ไบเดน 78 ฉบับ
การดำเนินการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการปรับโครงสร้างการบริหารของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปลดข้ารัฐการและลดอำนาจของข้ารัฐการในการกำหนดนโยบาย
ดูเหมือนว่า Project 2025 ก็คือโรดแมปของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ใน 4 ปีข้างหน้าเป็นแน่แท้
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

