ชนชั้นนำสมัยเปลี่ยนชื่อประเทศ จาก “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” เมื่อ 86 ปีที่แล้ว-พ.ศ. 2482 สืบเนื่องถึงปัจจุบัน สร้าง “ความเชื่อใหม่” ดังนี้
1.คนไทยมีเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ “ไม่เหมือนใครในโลก”
2.กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย มีดินแดนกว้างขวางทอดยาวลงไปทางใต้ตลอดแหลมมลายู “ตามความเข้าใจ” ในข้อความจารึกพ่อขุนรามคำแหง
3.มลายู สามจังหวัดชายแดนใต้กับสตูล ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนด้วยการอาศัยแผ่นดินพ่อขุนรามคำแหงกรุงสุโขทัยที่กว้างไกลสุดแหลมมลายู
กลุ่มชนชั้นนำในกองทัพ อาศัยเหตุดังกล่าว ยกประวัติศาสตร์บาดหมาง “สร้างบาดแผล” ให้ชาวมลายู 3 จังหวัดชายแดนใต้ (รวมสตูล) ดังนี้
(1.) ดินแดนภาคใต้ตอนล่างไม่ใช่ดินแดนมลายู แต่เป็นดินแดนสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง
(2.) คนมลายูมาอาศัยดินแดนสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งส่วนมากใช้คำรุนแรงขับไล่ให้พ้นแผ่นดินพ่อขุนรามคำแหง
หลักฐานวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยและมลายูเป็นที่รับรู้และรับรองระดับนานาชาติ มีดังนี้
1.สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย แต่เป็นรัฐเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีจารึกระบุอาณาเขตทางใต้อยู่เมืองพระบาง (จ. นครสวรรค์) มลายูจึงไม่ใช่ของสุโขทัย
2.จารึกพ่อขุนรามคำแหง ทำขึ้นในแผ่นดิน ร.3 เพื่อต่อต้านเจ้าอาณานิคมจากยุโรป ข้อความในจารึกว่าสุโขทัยมีอำนาจเหนือแหลมมลายูจึงเชื่อถือไม่ได้
3.คนหลายชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมมลายู ตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานอยู่มลายูปตานี (ปัตตานี) อย่างน้อย 3,000 ปีมาแล้ว (ร่วมสมัยบ้านเชียง อุดรธานี) ซึ่งเก่าแก่กว่าสุโขทัยนับพันปี จึงไม่ควรมีใครไล่ใครออกนอกพื้นที่
4.รัฐปัตตานีมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่าเริ่มมีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ รับฮินดู-พุทธจากอินเดีย ราว พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรมทวารวดี) รุ่นราวคราวเดียวกับเมืองนครปฐม, เมืองลพบุรี ซึ่งเก่าแก่กว่าสุโขทัย 800 ปี
5.คนมลายูชำนาญการเดินเรือในทะเลสมุทร จึงเดินเรือค้าขายกับจีนและอินเดียในนามที่รู้จักดีคือ “ศรีวิชัย”
6.กษัตริย์อโยธยา-อยุธยา พึ่งพาความชำนาญทะเลสมุทรจากมลายู จึงยกย่อง 2 อย่าง ได้แก่ (1.) ยกย่องมลายูให้ดูแลการค้าทางตะวันตก แล้วแต่งตั้งหัวหน้าตำแหน่ง “จุฬาราชมนตรี” (2.) ขณะเดียวกันก็ให้ชาวมลายูรับราชการกองทัพเรือ เรียก “อาสาจาม”
7.เครื่องประโคมนำเสด็จของกษัตริย์อโยธยา-อยุธยา ได้ต้นแบบจากชวา-มลายู เรียกปี่ชวา, กลองแขกมลายู หรือ “กลอง 4 ปี่ 1” คือกลองในพระราชพิธี แล้วย่อเหลือ “ปี่กลอง” กระบี่กระบอง และชกมวย
8.มลายูเป็นกลุ่มหนุนรัฐสุพรรณภูมิ มีการค้าทางทะเลกว้างขวาง แล้วมีพลังยึดอยุธยา แผ่นดินเจ้านครอินทร์
9.การค้าขนาดเล็กไปตามแม่น้ำลำคลองชายฝั่งทั่วอ่าวไทย เป็นกิจกรรมสำคัญของมลายู แล้วเป็นพลังให้ชุมชนโบราณเติบโตขึ้น
10.ชาวมลายูนับไม่ถ้วนเข้าสู่ภาษาและวัฒนธรรมไทย แล้วกลายตนเป็นไทย พบทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และชายฝั่งอ่าวไทย
“ปลดล็อก” ประวัติศาสตร์ไทย
คำ “ขอโทษ” จะยิ่งใหญ่ในความทรงจำของ “มวลมหาประชาชน” เมื่อแปลงพลัง คำ “ขอโทษ” ร่วมผลักดัน “ปลดล็อก” ประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้
คนไทยเป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” จึงมีบรรพชนร่วมและวัฒน ธรรมร่วมกับคนอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว
ถ้าเอาคนอุษาคเนย์ของแต่ละประเทศทุกวันนี้มายืนปนกัน โดย “แก้ผ้า” และ “ห้ามพูด” จะแยกไม่ออกบอกไม่ได้ในทันทีว่าใคร? ประเทศไหน? เพราะล้วนเป็นคนจำพวกเดียวกัน
1.ประเทศไทยมีความเป็นมาตั้งแค่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (หรือยุคหิน) ทั้งของผู้คนและดินแดน เป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์อย่างแยกออกจากกันมิได้
ดังนั้นไทยและอุษาคเนย์จึงมีบรรพชนร่วมกัน
2.ไทยมีคาบสมุทรอยู่เกือบกึ่งกลางภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นจุดนัดพบทางการค้าและสงครามของคนนานาชาติพันธุ์จากดะวันตก-ดะวันออก
นอกจากนั้นแต่ละรัฐ มีพื้นที่มาก มีคนน้อย ต่างต้องการผู้คนเพิ่มเติม เพื่อผลิตอาหารและกิจกรรมอื่นๆ ทำให้มีประเพณีกวาดต้อนโยกย้ายถ่ายเทผู้คนในการสงครามสม่ำเสมอเข้าสู่ระบบเกณฑ์แรงาน ยิ่งทำให้ต้องผสมผสานมากขึ้นกับนานาชาติพันธุ์ ร้อยพ่อพันแม่
สงครามสมัยก่อนๆ ต้องการคน ไม่ต้องการดินแดน
3.คนพื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์ เป็นเครือญาติบรรดาคนซึ่งอยู่ที่นี่ บริเวณประเทศไทยปัจจุบัน อาจพูดตระกูลภาษาต่างๆ ได้แก่ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เมี่ยน ฯลฯ แต่นานไปเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนต้องตกอยู่ในอำนาจของภาษา และวัฒนธรรมไท-ไต ต่อจากนั้นบางกลุ่ม (ซึ่งมีมลายูอยู่ด้วย) ทยอยกลายตัวเองเป็นคนไทย
เริ่มแรกของคนไทย พบสมัยอโยธยา ราว 800 ปี เรือน พ.ศ. 1700

