เคยได้ยินได้ฟังนักเขียนและช่างภาพสารคดีชื่อดังให้สัมภาษณ์ว่า บางครั้งได้มีโอกาสเข้าไปยังพื้นที่ธรรมชาติที่ยังมีความสมบูรณ์ ยังเป็นที่ลี้ลับ ยังไม่ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้รู้สึกตื่นเต้นดีอกดีใจกับการได้ไปสัมผัสและเก็บภาพทุกแง่มุม
แต่เมื่อมานั่งเขียนและตระเตรียมภาพถ่ายอันพิเศษสุดเพื่อจะนำตีพิมพ์
กลับมีความรู้สึกและสำนึกบางอย่างผุดขึ้นมาเตือนสติว่า ถ้าสถานที่แห่งนั้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยที่ตนเองเป็นผู้ชักนำผ่านทางข้อเขียนและรูปถ่ายงามจับใจ
แล้วแหล่งธรรมชาตินั้นจะเหลือความเป็นธรรมชาติได้อีกต่อไปไหม
คำถามที่เกิดขึ้นกับตนเองก็คือ ความงดงามทั้งหลายในโลกนี้ มนุษย์เราจำเป็นต้องเข้าไปให้ถึงทุกถิ่นที่จริงหรือ
ปล่อยให้มันอยู่ดีๆ ของมันเองก็ได้กระมัง
นึกถึงข้อคิดนี้ เพราะโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นแหล่งท่องเที่ยวภูกระดึง จ.เลย กำลังจะคืนชีพมาอีกครั้ง หลังจากพยายามหลายรอบแล้วก็ต้องเก็บพับไป
หนนี้มารื้อฟื้นในยุครัฐบาลอำนาจพิเศษอย่างนี้ น่าเชื่อว่าโอกาสจะสำเร็จเสร็จสิ้นเสียที มีความเป็นไปได้สูงมาก
เพราะเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วย จะคัดค้านกันทางไหนอย่างไรได้เล่า
คนที่ปัดฝุ่นโครงการนำเสนอเข้า ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือว่าจับจังหวะได้อย่างชาญฉลาด
แม้ว่าที่นำเสนอ ครม. ยังเป็นแค่ขั้นตอนให้รับทราบผลการศึกษาความเป็นไปได้ โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นผู้สรุป ยังคงต้องผ่านขั้นตอนอื่นๆ อีก
แต่ขอทำนายว่าหนนี้น่าจะผ่านตลอดม้วนเดียวจบ
แถมรายงานที่นำเสนอเข้า ครม.นั้น ก็สรุปเอาไว้อย่างสวยหรู เช่น การออกแบบเป็นไปตามมาตรฐานสากล และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
การก่อสร้างใช้วิธีประกอบชิ้นส่วนจากพื้นที่นอกเขตป่าไม้ และขนส่งขึ้นไปติดตั้งทางอากาศ ไม่มีการตัดต้นไม้ใหญ่
การสูญเสียพื้นที่ป่าบริเวณก่อสร้างสถานีต้นทางและสถานีปลายทาง รวมทั้งจัดวางเสากระเช้าแค่ไม่กี่พันตารางเมตร ต้นไม้ที่จะสูญเสียมีแค่ ลูกไม้ กล้าไม้ ไม้ไผ่
ผลกระทบต่อสัตว์ป่าก็แทบไม่มี โดยพื้นที่โครงการไม่อยู่ในเขตแหล่งอาศัยหรือหากินสำคัญ เป็นแค่เส้นทางเดินผ่านตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ จะมีการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวให้มีไม่เกิน 5,000 คน ตรงกับจำนวนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อะไรเหล่านี้ เป็นต้น
เรียกว่าเป็นรายงานที่ชงอย่างกลมกล่อม พร้อมยกซดยกดื่มในเร็วๆ นี้
แต่มานั่งคิดดูก็น่าแปลกใจ เพราะเหตุผลที่ผลักดันให้สร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงที่มีมาตลอดก็คือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย หรือที่สภาพร่างกายและวัยไม่เหมาะสมกับการเดินเท้าขึ้นไปท่องเที่ยว
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกระเช้า ก็ยกประเด็นที่ว่า ตราบใดที่ยังต้องเดินเท้าขึ้นไปยังยอดภูกระดึง โดยใช้เวลาเกินกว่าครึ่งวัน หรือไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง จะเป็นวิธีที่ช่วยควบคุมนักท่องเที่ยวไม่ให้ล้นเกินบนยอดภู
อีกทั้งขนาดต้องเดินเท้าเช่นนี้ ในหน้าท่องเที่ยว จำนวนผู้คนที่ขึ้นไปแออัดกันบนนั้นก็ปาเข้าไปหลายพันจะถึงหมื่นก็มี
ดังนั้น รายงานที่นำเสนอ ครม.อันระบุว่า แม้มีกระเช้าขึ้น ก็จะควบคุมให้อยู่ประมาณ 5,000 คน ซึ่งดูจะไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่สอดรับกับเจตนาที่จะก่อสร้างกระเช้าเพื่อความสะดวก
แต่นั่นแหละ ความที่เป็นช่วงรัฐบาลพิเศษ จะเดินหน้าเรื่องไหนก็ลุล่วงรวดเร็ว ภายใต้ความสงบเรียบร้อย ทุกคนต้องให้ความร่วมมือ
โอกาสที่จะเหาะและแห่ขึ้นไปคราวนี้ เป็นไปได้มากจริงๆ
เพราะเรามักไม่ยอมปล่อยให้ธรรมชาติอยู่นอกเหนือการเหยียบย่ำเข้าถึงของมนุษย์

