มักจะมีการอธิบายกันว่า คนที่ออกมาวิจารณ์การเมืองและการทำงานการเมืองในช่วงนี้ว่าเป็นพวกที่ไม่เข้าใจว่าการเมืองในโลกที่เป็นจริงคืออะไร
ก็หวังว่าคนที่ออกมาวิจารณ์เรื่องนี้จะเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่อยากทำให้คนอื่นเชื่อด้วยวัตถุประสงค์อื่น
เพราะมีหลายคนที่เขาไม่ได้เชื่อแบบนี้
ส่วนคนที่คล้อยตามกันไปก็มีหลายแบบแหละครับ เอาที่สบายใจ
ที่น่ากังวลมันอยู่ที่ว่า ในช่วงนี้แนวคิดที่อ้างว่าการเมืองที่เป็นจริงในโลกที่เป็นจริงมันเริ่มมีปริมณฑลที่กว้างขวาง ครอบคลุม และสอดคล้องกันมากขึ้น ทั้งการเมืองในประเทศ และการเมืองระหว่างประเทศ
ตั้งแต่การตั้งรัฐบาล การทำงานที่ถูกมองทำไมทำเรื่องนู้นไม่ได้สักที ทำไมเรื่องนี้เปลี่ยนไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ รวมกระทั่งการไปมีบทบาทเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายเรื่องหลายราว ตั้งแต่ใกล้บ้านถึงไกลบ้าน
ประการแรก ถ้ายังเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของวาทกรรม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ วาทกรรมที่ว่าด้วยเรื่องว่าการเมืองในโลกที่เป็นจริงมันก็เป็นอย่างนี้ มาลองทำดูสิ มันก็ต้องเป็นแบบนี้สิ มันก็เป็นการพยายามอธิบายว่านี่คือสัจธรรม นี่คือความจริงหนึ่งเดียว และที่สำคัญนี่คือภาวะวัตถุวิสัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าเพ้อฝัน
มากนัก จงเชื่อเรา ถ้าไม่เชื่อเราเจ้าก็มีจิตสำนึกที่ผิดพลาด
มันก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ คนที่เคยสมาทานแนวคิดรวมกลุ่มแบบนี้สุดท้ายก็จะยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้ได้ไม่ยาก
จนคำนึงถึงความเป็นมนุษย์น้อยลง
เพราะไปอ้างว่าตนเข้าใจมนุษย์มากที่สุด เป็นที่หนึ่งในความเข้าใจเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่แท้
ลามไปจนเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด เพราะพิสูจน์ได้ (ข้ออ้างอันเป็นนิรันดร์คือ ความเชื่อของฉันคือวิทยาศาสตร์ เพราะมันพิสูจน์ได้จากการหาเหตุผลที่เข้าข้างสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทั้งที่มิติอื่นของความเป็นวิทยาศาสตร์คือความไม่ถือมั่น เพราะยึดถือเอาไว้เพื่อเผื่อใจว่าที่เรายึดถือไว้นั้นจะต้องรอการพิสูจน์ผิดได้)
ประการที่สอง คือแนวคิดที่เชื่อว่าการเมืองที่เป็นจริงมันก็เป็นอย่างนี้ มันเป็นเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ของตัวเอง เรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็ก บางครั้งก็หมกมุ่นเรื่องอำนาจและความขัดแย้งไปเสียทั้งหมด ทั้งที่การเมืองทั้งในและนอกประเทศอาจไม่ได้มีแต่มิติเรื่องของอำนาจและความขัดแย้งเท่านั้น
คนที่เรียนรัฐศาสตร์เองแม้หลายคนจะเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ของตัวเอง และความขัดแย้ง แต่ก็ไม่ได้มองว่ารัฐศาสตร์มีเท่านี้ การเมืองมีเท่านี้ เขาเลือกที่จะเชื่อ แต่เขาจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อเขาเชื่อว่ามันมีด้านอื่นด้วยนั่นแหละครับ ไม่งั้นเขาก็คงไม่ต้องเลือก ไม่ต้องยืนยันหรอกครับ

ความคิดที่ว่าการเมืองทั้งในประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของอำนาจ ความขัดแย้ง สงคราม และผลประโยชน์นั้น ไม่ได้หมายความว่ามันไม่จริง แต่ก็มีบางพวกที่เชื่อว่าถ้าเราเชื่อแบบนี้มากเกินไป หรือพยายามให้คนอื่นเขาเชื่อตามเราแบบนี้มากจนไม่มองเรื่องอื่นๆ เสียบ้าง มันก็ทำให้เราส่งเสริมความคิดที่ว่าการเมืองที่ดำเนินอยู่นี้มันมาถูกทางแล้ว เป็นไปทางอื่นไม่ได้ หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก การเมืองเป็นเรื่องของการบังคับให้เกิดการทำตามที่คนมีอำนาจต้องการ ไม่มีอะไรได้มาฟรี
สุดท้ายต้องคิดนะครับว่ามันคือการแก้ตัว หรือการแก้ปัญหา
และสุดท้ายอีกขั้นหนึ่งคือ มันคือการเพิ่มปัญหา เพิ่มแรงกดดัน หรือแก้ปัญหาที่อ้างว่ากำลังทำอยู่กันแน่
ประการที่สาม ความคิดเรื่องการเมืองที่เป็นไปตามโลกแห่งความจริงนี้มักให้ความสำคัญกับรัฐและรัฐบาล ในฐานะผู้กระทำการหลักในทางการเมือง รัฐและรัฐบาล (และนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เข้ากุมอำนาจรัฐ) คือผู้ที่รู้ดีที่สุด ไม่ต้องไปฟังคนอื่นนอกวงอำนาจ เช่น นักวิชาการ และประชาชน ซึ่งจะให้พูดง่ายกว่านั้นก็คือ ไม่ต้องไปฟังคนที่ไม่ได้อยู่ในวงอำนาจหรอก พวกนั้นไม่หวังดี มีอคติ ไม่มีความรู้ ถ้าเป็นนักวิชาการก็จะโดนวิจารณ์ว่าเอาแต่คิด ไม่เคยทำงานจริง หรือวางตัวไม่เหมาะสม เป็นนักวิชาการได้อย่างไร ความรู้ไม่ถึง หรือมองว่าฝ่ายที่ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาลเป็นศัตรูของรัฐ ไม่หวังดี
ความย้อนแย้งในเรื่องนี้คือ การไล่วิจารณ์คนอื่นแบบนี้คือตัวสะท้อนความสั่นคลอนของความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นแบบไก่กับไข่หรือไม่ คืออ้างว่าสิ่งที่ฝ่ายรัฐบาลทำนั้นถูกแล้ว มีแต่คนที่หวังดี ไม่ร่วมมือ อิจฉา มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ที่ปล่อยข้อมูลที่ผิด จ้องจะล้มล้าง
หรือว่าจริงๆ สิ่งที่ทำมันไม่ถึง ไม่เข้าท่า แล้วก็แถไปเรื่อยๆ โทษคนอื่นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนเองอยู่รอด
ถามว่าจะวัดอย่างไรว่าอะไรมันเกิดก่อน อาจจะวัดยากเพราะฝ่ายที่สั่นคลอนอาจจะปากแข็ง แต่ถ้าอาการมันคลั่งขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็คงเห็นกันเองล่ะครับฝ่ายไหนก็ฝ่ายนั้นก็พยายามดิ้นรนกันไป ต่างฝ่ายก็อ้างว่าอีกฝ่ายคลั่ง (กว่า) นั่นแหละครับ
การให้ความสำคัญกับรัฐและรัฐบาลมันก็ไม่ได้ผิดในตัวของมันเอง แต่ในโลกของการเมืองและการเมืองระหว่างประเทศในวันนี้มันก็มีตัวแสดงทางการเมืองอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกมากมาย โดยเฉพาะพวกที่ไม่ใช่รัฐและรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประชาสังคม ธุรกิจข้ามชาติ องค์กรระหว่างประเทศหรือคนทั่วไปที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายข้ามชาติ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกในวันนี้ในหลายเรื่องไม่ได้เกิดจากรัฐทำเพราะหวังดีกับประชาชนและโลก แต่มันเกิดจากการคัดค้านสิ่งที่รัฐบางรัฐและรัฐบาลบางรัฐบาลทำ หรือพยายามจะทำด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งแวดล้อมที่ทำให้มันดีขึ้น การส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และการสร้างความร่วมมือในหลายๆ ด้านในโลก
หัวใจสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ ความคิดเรื่องของการเมืองแบบเป็นจริงได้แบบเดียวเท่านั้น บางครั้งก็อธิบาย “ความเปลี่ยนแปลง” ไปในทางอื่นๆ ในโลกไม่ได้ ยิ่งความเปลี่ยนแปลงที่ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการทำให้โลกมันดีขึ้นโดยไม่ใช่รัฐเป็นผู้ริเริ่ม หรือโลกต้องดีขึ้นจากสงครามมันก็เป็นไปได้อยู่ตั้งหลายครั้ง
ประการที่สี่ แนวคิดเรื่องการเมืองบนความเป็นจริงของโลกเมื่อต้องการให้เชื่อฟังและยึดมั่นว่าการกระทำของรัฐและรัฐบาลเท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ จะมองว่าแนวคิดและองค์กรที่เหนือกว่า หรือนอกจากรัฐและรัฐบาลนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญและน่ายึดถือ หรืออาจยึดถือได้ถ้าไม่ขัดกับผลประโยชน์ของชาติที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์กรระหว่างประเทศ หรือคุณค่าอื่นๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน และในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สิ่งที่รัฐและรัฐบาลและผู้ที่สมาทานแนวคิดนี้เชื่อก็คือ โลกนี้โหดร้าย วุ่นวาย ไม่มีเหตุผลอื่นๆ นอกจากผลประโยชน์ อำนาจที่แข็งแกร่ง และการสยบยอมอำนาจรัฐ หรือรัฐที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะทำให้เราปลอดภัย
องค์กรระหว่างประเทศที่มาจากความร่วมมือกันก็ถูกมองว่าไม่ใช่พ่อใช่แม่ มีแต่รัฐบาลนี่แหละที่เป็นพ่อเป็นแม่ ต้องรู้จักเคารพสำนึกบุญคุณว่าได้บริหารประเทศมาถูกทางแล้ว คนอื่นคือคนไม่หวังดี ล้มเหลว ถ้าไม่ล้มเหลวต้องชนะแล้ว การชนะการเลือกตั้งคือสิ่งที่มันพิสูจน์ความสำเร็จกับความชอบธรรมจริงๆ หรือไม่ ทั้งที่ในรอบล่าสุดการชนะเลือกตั้งกับการตั้งรัฐบาลได้เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ คนเขาก็ตั้งข้อสงสัยกัน (ไม่ได้หรือยังไง)
ประการที่ห้า การเมืองมันเป็นเรื่องของการจัดการกับธรรมชาติที่โหดร้ายและเห็นแก่ตัวของมนุษย์เท่านั้นหรือไม่ และการจัดการกับธรรมชาติและความเห็นแก่ตัวของผู้ปกครองทั้งรัฐและรัฐบาลมันก็เป็นเรื่องของการเมืองเช่นกันไม่ใช่หรือ?
โลกสมัยใหม่มันไม่ได้อ้างว่าผู้ปกครองคือคนที่มีธรรมชาติเหมาะสมที่สุด มันอ้างในเรื่องพันธสัญญาในการเข้ามาทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ส่วนรวม และความเชื่อในเรื่องการตรวจสอบ กำกับ เรียกคืน และร่วมใช้อำนาจกับรัฐ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้แปลกแยกไปจากการเมืองในโลกสมัยใหม่ แถมยังเป็นฐานความชอบธรรมสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้งด้วยซ้ำ
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกว่าการเมืองที่ชอบอ้างว่าโลกมันเป็นจริงแบบนี้เท่านั้นมันไม่จริง
แต่เราอาจจะต้องเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์และคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของตัวเรา ของคนประเทศอื่นที่เขาอาจไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลของเขาทั้งหมด หรืออาจไม่ได้เห็นด้วยกับผู้นำทางความคิดของเขาในแบบหน้ามืดตามัวไปเสียทุกเรื่อง เราอาจต้องมองความเป็นไปได้ในทางอื่นๆ สร้างความเชื่อแบบรับฟังกันมากขึ้น พยายามไม่ผลักอีกฝ่ายเป็นศัตรูกันไปเสียทุกเรื่อง
การเมืองไม่ใช่เรื่องที่ทำเฉพาะเรื่องที่ทำได้
แต่บ่อยครั้งมันเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าเราจะไปถึงจุดที่เราคิดเราฝันได้อย่างไร
อย่าหยุดคิดหยุดฝันในโลกที่กำลังโหดร้ายขึ้น
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

