ชาติที่เคลื่อนไปในแผนสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนาได้ คือประเทศที่รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ไม่เพียงผู้นำ หรือคณะรัฐมนตรีมีความรู้ความสามารถ เฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ ที่จะเห็นความเป็นไปรอบตัวอย่างรู้เท่าทัน และว่องไวในการกำหนดมาตรการรับมือได้ และมีคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งกลไกราชการที่เชื่อมั่นในกันและกัน กล้าหาญพอที่จะร่วมมือกันจัดการโดยไม่หวาดระแวง สงสัยในกันและกัน
ความกังขาในกันและกันอาจจะมีบ้าง แต่ต้องไม่มากเกินจนกระทั่งเลือกที่จะตัดสินใจเดินคนละทางแบบไม่แคร์อำนาจการนำ
ความชัดเจนของทิศทางการบริหารจัดการประเทศว่าผู้นำจะพาไปทางไหน อย่างมีอำนาจและบารมีพอที่จะทำให้ผู้ร่วมรัฐบาลพร้อมจะเดินในทางเดียวกัน หรืออย่างน้อยต้องยินยอมที่จะเป็นไปตามการนำ คือความจำเป็นจะต้องเกิดขึ้น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความแน่ใจว่าการบริหารจัดการประเทศจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งใด
ประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาล้วนแล้วแต่ขับเคลื่อนไปด้วยเอกภาพการทำงานของกลไกรัฐนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่กำลังปรับโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ จีน สิงคโปร์ เวียดนาม แม้แต่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งชัดเจนว่าความเป็นเอกภาพของฝ่ายบริหารที่กลไกราชการมีความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมจะคิดอ่านและรับนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน
ด้วยมาตรฐานที่เอื้อต่อการสร้างศักยภาพดังกล่าว เมื่อนำมาใช้มองความเป็นไปของการบริหารจัดการประเทศไทยเรา เกิดคำถามว่า เรารู้สึกได้ถึงความเป็นเอกภาพนั้นได้จริงหรือ
ความเป็นหนึ่งเดียวอย่างยินยอมพร้อมใจที่จะเดินหน้าไปด้วยกัน มีอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล คณะรัฐมนตรีจริงหรือ ข้าราชการที่ควรเป็นกลไกที่สนับสนุนในทางปฏิบัติเพื่อให้นโยบายของรัฐบาลขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพในรูปธรรมของผลงาน เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นจริงหรือ
ประเทศไทยเราอยู่ในสภาวะ “ถูกแช่แข็งอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา” มายาวนาน เป็นที่รับรู้กันว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมาเป็น “ทศวรรษที่สูญหาย” หมายถึงไม่มีอะไรดีขึ้นเลย และจะว่าไปไม่เพียงเป็นประเทศที่อยู่ในความหยุดนิ่งเท่านั้น แต่กระทั่งหลายสิ่งที่สร้างขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วเป็นความหวังว่าจะเป็นปัจจัยที่นำ หรือเปิดทางให้ไปสู่การพัฒนาได้ กลับถูกทำลายให้เสียหาย หรือถูกปล่อยทิ้งให้เสื่อมทรุดไปไม่น้อย
ไม่ใช่ “ทศวรรษที่สูญหาย” เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงดูจะถอยหลังกลับไปอยู่ในสภาพที่เคยเป็น “ก่อนทศวรรษที่ผ่านมา” เสียด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบก้าวรีบเดินออกจากความล้าหลังนั้น
และอย่างที่บอก การเดินไปข้างหน้าได้ เอกภาพของการบริหารจัดการ และการปฏิบัติให้เป็นไปตามประสิทธิภาพการนำจะต้องเกิดขึ้น หรือควรเกิดขึ้น
แต่ถึงวันนี้หากตั้งคำถามว่า เชื่อมั่นได้แค่ไหนการบริหารจัดการประเทศอย่างมีความหวังเช่นนั้นจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้
แน่นอน คำพูดของผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล รัฐมนตรีร่วมคณะ และข้าราชการระดับสูง ที่ได้ยินได้ฟังทุกครั้งล้วนแล้วแต่พร่ำคำหวานให้แก่กัน โดยเฉพาะให้กับ “ผู้นำประเทศ-ผู้นำรัฐบาล”
แต่หากใช้ความพยายามสักนิด เพื่อให้เห็นว่าในความเป็นจริงเป็นอย่างคำหวานที่พ่นกันออกมาง่ายๆ หรือไม่
มองผ่านการจัดการเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โครงการแลนด์บริดจ์ เอ็นเตอร์ เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ การพนันออนไลน์ การสร้างกำลังซื้อในตลาดด้วยเงินดิจิทัล การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดดอกเบี้ยธนาคาร การหาทางให้ธนาคารปล่อยกู้ และอื่นๆ อีกมากมายที่จะเพิ่มความสามารถของรัฐบาลในการหาเงินมาบริหารจัดการประเทศ
ได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล และตอบสนองจากกลไกราชการอย่างให้เกียรติต่อ “การนำ” หรือไม่
อย่าว่าแต่ความพยายามที่จะฟื้นฟูโอกาสการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
แม้แต่การคิดจะหาทางให้ “กลไกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” ด้วยการทำให้ “ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา” มีความโปร่งใส สร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นให้นานาประเทศ โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่เป็น “ความเละเทะ ไร้ประสิทธิภาพ” ให้สมกับเป็น “สภาสูง” แหล่งรวมของ “สมาชิกรัฐสภาที่ทรงเกียรติ”
ความพยายามของพรรคแกนนำเป็นอย่างไร
ภาพของ “เกมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล-ภาพของการต่อต้านจากกลไกราชการ-ภาพของการดิ้นรนเอาตัวรอดของกลไกที่ควรจะล่มหัวจมท้าย” คือคำตอบที่ให้รับรู้ถึงความเป็นจริงของความพร้อมจะทำงานร่วมกัน ชัดเจนกว่า “คำหวาน” ที่พล่ามออกมา
คณะรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล และกลไกราชการแบบนี้หรือที่จะฝากความหวังไว้ได้ว่าจะ “ฟื้นคืนทศวรรษที่สูญหาย” มาร่วมกันสร้างโอกาสการพัฒนาประเทศ
สุชาติ ศรีสุวรรณ

