หน้าแรก คอลัมนิสต์ กันดั้ม สงครา...

กันดั้ม สงคราม และทหารภิวัฒน์ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

28.03.17 | 13:00 น.

คนรุ่นผมมีประสบการณ์ที่น่าสนใจอยู่สองอย่างที่อยากจะเล่าให้ฟัง อย่างหนึ่งคือ เป็นเด็กในยุคสงครามเย็น และอย่างที่สองคือ เกิดมาในยุคของกันดั้ม (Gundam)

การเกิดมาเป็นเด็กของโลกสงครามเย็นมีความหมายสำคัญ ในทางวัฒนธรรมและรูปการณ์จิตสำนึก คือเราเป็นเด็ก ไม่ใช่วัยรุ่นเดือนตุลา เราไม่ได้เชื่อว่าเรามีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงโลก เราเติบโตมาในยุคที่บ้านเมืองขัดแย้งกันด้วยอุดมการณ์ และมักถูกสอนว่าบ้านเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ (การแสดงพลังคือการชมคอนเสิร์ต)

เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการยุติสงครามเย็นโดยตรง แต่เราก็ผ่านบรรยากาศของการเปลี่ยนผ่านจากยุคสงครามเย็นมาสู่โลกหลังสงครามเย็นมาจนได้ โดยที่เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นวีรบุรุษหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร เราเป็นเพียงแค่ผู้ตามและผู้เก็บเกี่ยวประโยชน์บางอย่างเท่านั้นเอง

และมีชีวิตอยู่ในสงครามแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งความขัดแย้งและการก่อการร้าย และสงครามสีเสื้อในบ้านเมืองเรา

ผมยังจำได้ว่าในโลกที่เต็มไปด้วยสงครามนั้น สิ่งที่เราร่ำร้องและใฝ่ฝันเสมอมาก็คือ “สันติภาพ” (และ “ความรัก”)

Advertisement

บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรหรอกครับ แต่เราสัมผัสมันได้รางๆ ว่ามันจะต้องมีสิ่งนี้อยู่สักที่ ท่ามกลางบรรยากาศของสงคราม ทหารภิวัฒน์และทหารนิยม

สมัยผมเป็นเด็กนักเรียน ผมยังเคยไปค่ายอบรมของทางพี่ๆ มหาวิทยาลัยที่จัดทำค่ายที่ชื่อว่าค่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ ผมจำได้รางๆ ว่า อาจารย์และพี่ๆ พูดถึงเรื่องราวของสงคราม ความสูญเสีย และพูดเรื่องอะไรใหญ่โตที่เด็กระดับมัธยมอย่างเราไม่ค่อยเข้าใจและไม่เคยได้ยินมาก่อน

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เราก็รู้สึกได้ว่าสงครามเป็นเรื่องที่อันตรายและยิ่งใหญ่ และอยู่ใกล้ตัวเรา

เรื่องราวอีกอย่างที่น่าสนใจในโลกยุค 1980s มาแล้วก็คือ การเฟื่องฟูของการ์ตูนญี่ปุ่นที่เข้ามาฉายที่บ้านเรา โดยเฉพาะพวกการ์ตูนและภาพยนตร์ต่างๆ ที่ว่าด้วยเรื่องของการต่อกรกับเหล่าร้ายและการต่อสู้เพื่อปกป้องโลก

ไม่ว่าจะเป็นไอ้มดแดง ขบวนการห้าสี หรืออัลตร้าแมน เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เสริมสร้างให้เรารู้สึกว่าต้องเสียสละและช่วยเหลือผู้อื่น และโลกนี้เต็มไปด้วยความดีและเลว

แต่มีชุดการ์ตูนอยู่ชุดหนึ่งที่ตอนเด็กๆ นั้นดูยาก แต่น่ามหัศจรรย์ เพราะฉายในช่องของกองทัพบกเองคือช่องเจ็ด ซึ่งมีรัศมีการส่งสัญญาณทั่วประเทศ นั่นก็คือการ์ตูนที่เป็นหนึ่งในตำนานของญี่ปุ่นและโลก

ผมกำลังพูดถึงกันดั้ม (Gundam) หรือกันดั้มมู ที่เป็นหนึ่งในต้นธารของวัฒนธรรมการ์ตูน และการหล่อหลอมสำนึกของคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ทั้งในเรื่องทัศนคติที่มีต่อสังคม สงคราม และวิทยาศาสตร์

กันดั้มนั้นอาจจะเป็นที่รู้จักของคนนอกในฐานะการ์ตูนที่มีมาต่อเนื่อง และเป็นที่มาของของเล่นหน้าตาแปลกๆ หรือกันพลา ที่อธิบายยากนิดหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ใช่สาวก เพราะเขาไม่ให้เรียกว่ากันดั้มคือหุ่นยนต์

อธิบายจริงๆ กันดั้มมันคือเทคโนโลยีบางอย่างที่ประกอบสร้างเป็นชุดเกราะ mobile suite ที่แต่ละฝ่ายนั้นใช้ต่อกรกันในสงครามที่เป็นความขัดแย้งของคนสองฝ่าย

จุดเด่นของเรื่องกันดั้มนอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์การรบของคู่ขัดแย้งกันแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ท่าทีของผู้เขียนที่มีต่อเรื่องของ “สงคราม”

จุดเด่นก็คือ ตัวเอกที่ต้องเข้าไปสวมชุดเกราะในการต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามในสงครามนั้น เป็นเพียงเด็กวัยรุ่นที่ถูกม้วนตัวเข้าไปในสงครามความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นแต่ได้รับผลกระทบโดยตรง และเป็นส่วนหนึ่งของมันในท้ายที่สุด

กันดั้มนั้นนอกเหนือจากจะสร้างเสริมจินตนาการทางเทคโนโลยีแล้ว เรื่องสำคัญก็คือ เป็นการ์ตูนที่พูดถึงมิติของสงครามไว้อย่างน่าสนใจ และชี้ให้เห็นว่าในสงครามนั้น บางทีมันไม่ใช่เรื่องของความถูกผิดง่ายๆ เช่น เรื่องของการต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาว ที่มันต้องการครองโลก และฝ่ายเราคือฝ่ายที่ถูกต้องขาวสะอาดในทุกๆ เรื่อง เพราะในเรื่องกันดั้มนั้นทั้งสองฝ่ายเป็นคนที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิต มีผลประโยชน์และมีความสูญเสียและความใฝ่ฝันทั้งสิ้น

หรือคำถามที่ตัวเอกในเรื่องมีอยู่ตลอดเวลาว่าเขาต้องออกไปรบทำไม ทำไมเขาต้องออกไปฆ่าคนอื่น หรือใครได้ประโยชน์อะไรจากการสงครามในครั้งนี้บ้าง พวกเขาเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ ในกระดานเท่านั้นเองหรือไม่

ความจริงแล้วถ้าย้อนกลับไปมองอีกครั้ง ก็น่าชื่นชมว่า โทรทัศน์ของกองทัพเองในยุคหนึ่งกล้านำการ์ตูนอย่างกันดั้มมาฉายในช่องของตน (จำได้ว่ายุคนั้นมีสองเรื่องที่ถูกมองว่ามีส่วนของการสร้างคำถาม และในขณะเดียวกันบางส่วนก็ romanticize สงคราม นั่นคือ กันดั้ม ทางช่องเจ็ดของกองทัพ และมาครอส ทางช่องเก้าของ อสมท แม้ว่ามาครอสจะดูง่ายกว่าสักหน่อย โดยเฉพาะคนที่ยังชื่นชอบกับเพลงประกอบสุดแสนอมตะอย่าง Do you remember love?)

จะว่าไปแล้วก็พูดยากครับ โลกมีหลายด้าน การเสพการ์ตูนแนวกันดั้มเองก็มีหลายระดับ บางคนก็อาจจะใฝ่ฝันเพียงแค่อยากเป็นนักบิน อยากต่อเครื่องบินจำลอง อยากสะสมหรือรับข้อมูลว่าในโลกนี้เทคโนโลยีการบินอะไรคือความสูงส่งที่สุดของเทคโนโลยี เราเป็นเด็กๆ ก็เริ่มจากการสะสมตัวประกอบ ซื้อกล่องดินสอที่มีรูปเครื่องบินรุ่นใหม่ ติดตามอ่านนิตยสารรายเดือนที่ว่าด้วยเครื่องบินรบ หรือเอาใจช่วยเพื่อนที่อยากจะสอบไปเป็นนักบินหรืออยากเป็นวิศวกร

โลกยุคก่อนอินเตอร์เน็ตคือโลกยุคที่เราเชื่อว่าอวกาศ การบิน และการรบในน่านฟ้าคืออนาคตและความยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ แสนยานุภาพของกองทัพอากาศในการมีเครื่องบินบางรุ่นนั้นมีความสำคัญมากๆ ในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ

ลักษณะของสังคมที่ผ่านกระบวนการทหารภิวัฒน์ (militarization) ในยุคนั้นมีความน่าสนใจที่แตกต่างกันไป ในแต่ละยุคสมัยไม่เหมือนกัน และในแต่ละยุคสมัยก็มีท่าทีและจังหวะโอกาสในการต่อรองและสร้างบทสนทนากับกระบวนการทหารภิวัฒน์ที่แตกต่างกันไป

โดยภาพรวมแล้วกระบวนการทหารภิวัฒน์คือ การที่สังคมถูกจัดระเบียบโดยหลักการเดียวกับการจัดกำลังกองทัพ ในระดับสูงสุดก็คือ การพัฒนาจากระดับของความเกี่ยวข้องกับความเป็นกองทัพมาสู่การถูกครอบงำโดยตรง โดยอุดมการณ์ของทหารที่เรียกว่า “ทหารนิยม” (militarism)

อธิบายง่ายสุดคือ ผู้นำกองทัพเป็นผู้นำประเทศ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ การที่องค์กรอย่างกองทัพไม่ใช่แค่ตัวผู้นำเองนั้นเข้าควบคุมวิธีการคิดและจัดการประเทศในทุกๆ เรื่อง

คำถามจึงไม่ใช่คำถามว่ากองทัพมีไว้ทำไม แต่กลายเป็นการไม่ต้องตั้งคำถามเอาเสียเลยว่ากองทัพมีไว้ทำไม เพราะทุกเรื่องที่กองทัพพูดนั้นคือเรื่องที่สำคัญและจำเป็นในทุกๆ มิติของบ้านของเมืองไปเสียแล้ว

ในสังคมตะวันตกเอง การถกเถียงเรื่องของทหารภิวัฒน์หรือกองทัพภิวัฒน์นั้นมีมานานแล้ว และมีลักษณะซับซ้อนกว่าสังคมที่ทหารเป็นผู้นำตรงๆ

อาทิ การมองการแก้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ ในฐานะของการประกาศสงคราม หรือการระดมกำลังในการสิ้นสุดภารกิจต่างๆ ที่หลายครั้งเมื่อเราใช้คำว่าสงครามใส่ลงไปแล้ว เราสามารถอธิบายเรื่องของข้อยกเว้นหรือความตะขิดตะขวงใจต่างๆ ได้ เพราะมันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาพใหญ่

เช่น สงครามกับความไม่รู้ สงครามกับความยากจน หรือสงครามกับยาเสพติด

คำว่าสงครามในเงื่อนไขนี้ทำให้เกิดอำนาจในทางสัญลักษณ์ที่กว้างขวางรุนแรง และไม่ใช่เวลาในการถกเถียงในเรื่องรายละเอียด หรือเกิดความเป็นไปได้ในการก้าวข้ามกลไกการตรวจสอบหรือข้อกังวลบางอย่างเพื่อความรวดเร็วฉับพลันตามสถานการณ์

ในบางครั้งทหารภิวัฒน์เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องของการวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจการเมืองเศรษฐกิจ เช่นทหารนั้นไปนั่งในตำแหน่งของบริษัทห้างร้านแค่ไหน อันนี้ง่ายๆ นับหัวดูได้

แต่ที่ยากคือการทำให้เกิดเครือข่ายความซับซ้อนของอุตสาหกรรมกับการทหารเข้าด้วยกัน ในบางยุคสมัย เช่นสมัยสงครามโลกนั้นบางประเทศต้องใช้กลไกเอกชนในการเข้ามาร่วมรับผิดชอบกับรัฐในการทำสงคราม หรือมีการถามคำถามว่าตกลงการรบนั้นมีไว้เพื่อสันติภาพ หรือมีไว้เพราะธุรกิจการพัฒนาอาวุธกันแน่

เรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องพิจารณาเรื่องของกองทัพภิวัฒน์ก็คือ เรื่องของการพูดถึงการจัดระเบียบทางสังคม ทางเพศสภาวะ หรือแม้กระทั่งความสนใจเรื่องของการวางแผนยุทธศาสตร์ว่าตกลงแผนยุทธศาสตร์มีนัยยะเหมือนแผนการรบ หรือการวางแผนพัฒนาประเทศสมัยใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และเน้นการมีส่วนร่วมมากกว่าเน้นไปถึงเป้าหมายบางประการที่ถูกกำหนดโดยฝ่ายยุทธการ

ในอดีตนั้นเทคโนโลยีกับการทหารมักไปด้วยกัน คือสังคมทหารนิยมมักสนใจความเจริญทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องของเครื่องบิและอวกาศ ดังนั้นวิทยาศาสตร์ก็มักจะเฟื่องฟู แต่ในหลายๆ สังคมกองทัพก็ทำได้แค่นำเข้าเทคโนโลยีมากกว่าพัฒนาเทคโนโลยี หรือพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ต่อยอดในด้านอื่น เช่น อินเตอร์เน็ต

วกมาถึงบ้านเรา เห็นเด็กรุ่นใหม่ตั้งคำถามเรื่องของการเกณฑ์ทหารก็เลยอดย้อนกลับไปนั่งคิดใหม่ว่า ตกลงการแสดงทัศนคติว่าด้วยการเกณฑ์ทหารนั้นมันเชื่อมโยงกับการมีชีวิต และตั้งคำถามกับกระบวนการทหารภิวัฒน์และทหารนิยมในแต่ละยุคสมัยกันอย่างไร เด็กสมัยนี้ไม่อยากเกณฑ์ทหารเฉยๆ หรือเขามีท่าทีกับทหารภิวัฒน์และทหารนิยมอย่างไร?

คำถามใหญ่อยู่ที่การมองว่าการเกณฑ์ทหารทำให้ไม่เกิดความสร้างสรรค์ หรือหนทางอื่นๆ ในการรับใช้ชาติ หรือพวกเขาอยากตั้งคำถามกับเรื่องสันติภาพและความรัก

เราพร้อมจะรบไหม? เราจะรบกับใคร? ใครจะเป็นคนกำหนดภัยและความมั่นคงให้กับเรา?

บางทีเรื่องราวในสมัยนี้อาจจะซับซ้อนกว่าในสมัยผม โลกสมัยนี้อาจจะไม่ใช่โลกของผู้ใหญ่และโลกที่เต็มไปด้วยสงครามในแบบเดิมๆ แต่มีเรื่องอย่าง
กันดั้มไว้เป็นทางออกเล็กๆ ในบางมุม และก็ไม่ได้ปฏิเสธสงครามเสียทีเดียว แถมยังถูกสอดแทรกเรื่องราวหลายมุมทางเทคโนโลยีและสงครามเข้ามาในโลกทรรศน์ของเราด้วย

คำถามถึงสันติภาพและความรักก็อาจไม่ใช่คู่ถกเถียงหลักของสงครามและความขัดแย้งในโลกสมัยนี้

บางทีในมหกรรมการเกณฑ์ทหารปีนี้ เราอาจจะได้เห็นข่าวที่น่าสนใจมากกว่าข่าวว่าใครจะเข้าข่ายต้องไปเกณฑ์หรือผ่อนผันบ้าง ประเด็นว่าเพศที่สามต้องมีใบรับรองแพทย์ในการขอไม่เกณฑ์ทหารไหม มาสู่คำถามว่าคนที่จะเข้าไปเป็นทหารในโลกสมัยนี้เขามองโลก มองสงคราม มองความขัดแย้ง มองความรัก มองสันติภาพ มองกันดั้ม และมองโลกในอนาคตที่พวกเขาต้องเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของกลไกสงครามนั้นอย่างไร

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์