หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : คนละโลกกับ ‘ความจริง’

16.03.25 | 12:20 น.

ที่เห็นและเป็นไป : คนละโลกกับ‘ความจริง’

โอกาสที่ได้ร่วมวงสนทนากับผู้หลักผู้ใหญ่ 2-3 ท่านถึงความเป็นไปของบ้านเมือง โดยท่านหนึ่งโยนประเด็นเข้ามาให้ร่วมกันมอง โดยบอกว่า อนาคตของประเทศไทยเราน่าห่วงไปทุกด้าน และที่น่ากังวลใจคือ ทุกความน่าห่วงนั้นมองไม่เห็นว่าจะมีความหวังในการหาทางออกที่ดีให้พบได้อย่างไร

“เหมือนถูกบังคับให้เดินเข้าไปในถ้ำอันมืดมิด ทั้งที่รู้ว่าเป็นทางตัน แต่หมดหนทางที่จะหันกลับมา ทำได้แค่เดินต่อไปจนหมดแรงอยู่ก้นถ้ำ โดยไม่มีทางเลือกอื่น”

ฟังแล้วแม้จะเกิดคำถามว่า “มันเลวร้ายถึงขนาดนั้นเลยหรือ” และพยายามนิ่งฟังว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครที่เห็นต่างไปจากนั้น

สาระที่ได้จากมุมมองที่แลกเปลี่ยนกันคือ

Advertisement

ในทาง “การเมือง” ผลจากสงครามการค้า ที่ “มหาอำนาจโลก” เปลี่ยนวิธีการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ จากชนชาติที่เหนือกว่าพยายามหาทางช่วยประเทศที่เล็กกว่าให้มีโอกาสได้พัฒนาสู่ความเจริญรุ่งเรือง หรือเยียวยาให้พอประคองตัวให้อยู่ได้ กลายเป็นประเทศใหญ่ดิ้นรนที่จะเอาตัวรอด เอาประโยชน์ประเทศตัวเองเป็นเป้าหมายอย่างโจ่งแจ้ง กดดันประเทศอื่นทุกทาง โดยทิ้งความสนใจในการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรเหมือนที่อย่างน้อยเคยแสดงออกสิ้นเชิง กลายเป็นต่างประกาศชัดถึงความเห็นแก่ได้ พร้อมใช้อำนาจบาตรใหญ่เพื่อกดดันให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ

สถานการณ์แบบนี้ทำให้ในทางการเมือง “ประเทศเล็กๆ” จำเป็นต้องมี “ผู้นำ” หรือ “ผู้บริหารประเทศ” ที่มีความรู้ความสามารถพิเศษ ต้องมี “สติปัญญาสูงยิ่ง” ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้น อย่างน้อยต้องเก่งพอที่จะหลอมรวมคนในชาติให้ตระหนักถึงความยากลำบากที่จะต้องเผชิญกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ โดยสามารถสร้างความพร้อมที่จะร่วมกันฟันฝ่าสถานการณ์ที่เกินกว่า “วิกฤตปกติ” นี้

คำถามคือว่า “ประเทศเรามีความหวังที่จะมีผู้นำที่มีความสามารถพิเศษเช่นนั้น จากความเป็นไปของระบบการเมืองในปัจจุบันหรือไม่”

ใช่แล้ว! ไม่มีคำตอบจากวงสนทนา

ในมุมมองด้าน “เศรษฐกิจ” โลกที่ธุรกิจอุตสาหกรรมพัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วยแรงกดดันให้ต้องลงทุนทางเทคโนโลยี และสร้างความสามารถพื้นฐานให้กับผู้คนที่จะให้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนั้นให้ได้ การทำหามากินในทุกระดับอยู่ไม่ได้แล้วกับวิธีการทำงานแบบเก่าๆ ถูกทดแทนด้วยกิจการที่เทคโนโลยีมีบทบาท ธุรกิจที่ก้าวไม่ทันต้องล้มหายตายจาก ผู้คนไร้อาชีพ สิ้นหวังในการสร้างเนื้อสร้างตัวมากขึ้น ขณะที่ทุนข้ามชาติเข้ามากลืนธุรกิจของคนในชาติให้เห็นตำตา ขยายพื้นที่ หย่อมย่าน แทรกเข้าไปในชุมชนต่างๆ กันชัดๆ ตั้งแต่การเป็นเจ้าของกิจการอุตสาหกรรม การค้า การบริหาร และกระทั่งอาชีพทางการเกษตรอันเป็นพื้นฐานสุดของความเป็นไทย

ในวันที่กิจการในประเทศถูกควบคุมด้วยทุนต่างชาติ เราแก้ไขอะไรเหล่านี้ได้หรือไม่ นับจากนี้คนไทยรุ่นหลังๆ จะทำมาหากินอย่างไร ในอาชีพอะไร

อีกเช่นกัน! ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน นอกจากแบบ “เวลาจะนำพาไปเอง”

ในทาง “สังคม” เล่า สภาวะที่การเคลื่อนย้ายประชากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว สารพัดเชื้อชาติเข้าลงหลักปักฐานเป็นประชากรใหม่ประเทศ ทั้งที่เข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจ เจ้าของที่อยู่อาศัย ผู้ใช้แรงงาน เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว เกิดความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่อย่างกว้างขวาง

บริการสาธารณูปโภค การศึกษา การสาธารณสุข ที่ลงทุนไว้มีเงื่อนไขให้ต้องเผื่อแผ่แก่ประชากรผู้มาใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่โครงสร้างการจัดเก็บรายได้ภาครัฐยังขยายไปครอบคลุมได้ไม่ทั่วถึง เพราะส่วนใหญ่เป็นประชากรแฝงที่รัฐไม่มีข้อมูลที่จะเข้าไปจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

สังคมที่แปรเปลี่ยนและแปลกไปจากที่เคยเป็นมาเหล่านี้ จริงหรือไม่ที่ว่ากลไกรัฐปรับตัวไม่ทันที่จะรับมือได้อย่างเหมาะสม

ทั้งหลายเหล่านี้ ให้ภาพของภาระที่เกินกำลัง

เสียงเรียกหา “ผู้นำต้องมีความสามารถพิเศษกว่าปกติ” เป็นผู้ที่มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อรับมือกับ “วิกฤตแห่งยุคสมัย” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอจึงดังขึ้น

เป็นเสียงเรียกร้องกลางความเป็นจริงที่ว่า “รัฐธรรมนูญ” ซึ่ง “สร้างปัญหาให้กับรัฐบาลในการบริหารจัดการประเทศมากที่สุด” และก่อนหน้านั้นทุกฝ่าย โดยเฉพาะ “พรรคการเมืองทุกพรรค” เห็นร่วมกันว่าควรแก้ไข แต่วันนี้กระทั่งแค่การเป็นเจ้าภาพในการแก้ไข ยังหาผู้นำที่กล้าหาญไม่ได้

โครงสร้างระบบราชการที่เทอะทะ ซ้ำซ้อนในการทำหน้าที่ ก่อความไร้ประสิทธิภาพอย่างที่พูดมายาวนาน วันนี้แทบไม่มีใครพูดถึงอีกแล้ว

เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าการศึกษาที่ทำให้ต้องเสียเวลาอยู่กับระบบที่ไม่เอื้อให้มีความหวังกับการพัฒนาตัวเองให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก หรือจะว่าไปคือแทบทุกสิ่งอย่าง ทุกระบบที่จำเป็นต้องปฏิรูปกันใหม่

ใช่แล้ว! ในแวดวงสนทนา ล้วนมองไม่เห็นว่า “ใครจะทำ”