เรื่องชาติ (nation) ที่ใครๆ ก็รักนั้นคือความพยายามที่จะสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันของประชาชนในรัฐ (state) โดยมีการรับรองด้วยกฎหมายสัญชาติ (nationality) ซึ่งประชาชนในรัฐนั้นย่อมมีความหลากหลายในเชื้อชาติ (race) เช่นสหรัฐอเมริกาที่ประกอบด้วยคนผิวขาวนานาชาติ อาทิ อังกฤษ เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ คนผิวดำ คนผิวเหลืองอย่าง จีน ญี่ปุ่น ไทย ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ฯลฯ เขาก็รักชาติอเมริกันและภูมิใจในความเป็นคนมีสัญชาติอเมริกัน (American nationality) ของเขา
สำหรับราชอาณาจักรไทยนั้น สันนิษฐานว่าจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงได้สังเกตในระหว่างประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง ได้เห็นข้อพิพาทระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในสังคมยุโรป อันนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันและนำมาซึ่งความล่มสลายของรัสเซียในที่สุด จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456 ที่ตราออกมาเป็นกฎหมายในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
จากแนวคิดเชิงป้องกันมิให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในสังคมไทย จึงทรงพยายามให้มนุษย์ที่มีความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาตินี้ มีความเชื่อทางการเมืองร่วมกัน โดยการทำให้ทุกคนมีสัญชาติไทยเหมือนกัน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใดจะสังเกตเห็นว่าการผสมกลมกลืนคนต่างด้าว โดยการให้สัญชาติไทยภายใต้ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456
ตลอดเวลากว่าสี่สิบปีนี้ได้ทำให้คนต่างด้าวและบุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยได้รับสัญชาติไทยก็ตามกฎหมายไทยในช่วงนี้ยอมรับให้สัญชาติไทยแก่บุตรของบิดามารดาต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย โดยไม่สนใจว่าบิดามารดาต่างด้าวนั้นจะเข้าเมืองถูกหรือผิดกฎหมาย หรือไม่สนใจว่าบิดามารดาต่างด้าวนั้นจะมีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวหรือถาวร จะสังเกตว่าไม่ปรากฏแนวคิดที่หวงแหนสัญชาติไทยใน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456
ผลของความมีผลของกฎหมายฉบับนี้ตลอดเวลา 39 ปี จึงทำให้มนุษย์ที่มีความหลากหลายเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยในช่วงเวลาก่อน พ.ศ.2456 ได้มีสัญชาติไทย และสร้างความเชื่อให้แก่ผู้คนต่างเชื้อชาติกันให้มีความเชื่อทางการเมืองร่วมกัน
กล่าวคือ ความเชื่อในสัญชาติไทยนั่นเองซึ่งเป็นความสำเร็จในการผสมกลมกลืน (assimilation) ผู้คนในรัฐให้มีความรู้สึกเป็นชาติเดียวกันและเป็นพวกเดียวกันนั่นเอง
ครับ! อีทีนี้ในยุคดิจิทัลปัจจุบันเรื่องสัญชาติ (nationality) นี่แหละเป็นเรื่องที่ว่าคนจนไม่เกี่ยวเนื่องจากในหลายรัฐ (ประเทศ) ที่ทำการขายสัญชาติของประเทศตัวเองอย่างเป็นล่ำเป็นสันกันเลยทีเดียว ดังนั้น เรื่องรักชาติ เรื่องขายชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องพิจารณากันแล้วนะครับ เพราะคำนิยามของชาติที่ว่า “ชาติ คือความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน” เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นชาติแรกเลยทีเดียวละครับ ที่เริ่มการขายสัญชาติอเมริกันให้กับคนต่างชาติตั้งแต่ พ.ศ.2533 (27 ปีมาแล้ว) โดยออกวีซ่าแบบ EB-5 (Employment-Based Fifth Preference Immigrant Investor) เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐต้องการดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติที่นำเงินหนึ่งล้านเหรียญสหรัฐมาลงทุนในสหรัฐอเมริกาหรือจะลงทุนเพียงห้าแสนเหรียญสหรัฐ (สิบเจ็ดล้านห้าแสนบาท) ก็ได้หากไปลงทุนในชนบทที่มีอัตราว่างงานสูงเพื่อจ้างแรงงานให้ได้อย่างต่ำ 10 คนก็ได้ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติคนหนึ่งและคู่ครองพร้อมลูกๆ ก็ได้วีซ่าที่เรียกว่าใบเขียว (green card) ทันทีและภายใน 2 ปีก็จะได้สถานะเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร (permanent resident status) ซึ่งก็คือการก้าวเข้าเป็นพลเมืองสหรัฐต่อไป
แต่เรื่องการขายสัญชาติอเมริกันแบบนี้ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร เนื่องจากขั้นตอนมากและกินระยะเวลานานคือ จากใบเขียวไปถึงการได้สัญชาตินั้นต้องใช้เวลาถึง 7 ปีเลยนะครับ และตอนที่เป็นผู้อยู่อาศัยถาวรแล้วก็ต้องตั้งภูมิลำเนาอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อยปีละ 6 เดือนเลยทีเดียว
ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ทำตามสหรัฐอเมริกาเรื่องขายสัญชาติให้กับนักลงทุนต่างชาติเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ ฯลฯ ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก เพราะแพงและยุ่งยากมีขั้นตอนมากอย่างว่า
อีทีนี้นับจากช่วงสหัสวรรษคือตั้งแต่ ค.ศ.2000 เป็นต้นมาบรรดาประเทศเล็กๆ ที่ยากจนซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศเกาะอยู่แถบทะเลแคริบเบียนใกล้ๆ กับสหรัฐอเมริกา หรือเกาะมอลตา และไซปรัสในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เห็นช่องทำเงินได้ง่ายๆ ด้วยการขายสัญชาตินี่แหละครับ ก็เริ่มขายแบบราคาถูกไม่ยุ่งยากแบบหมูไปไก่มาแบบว่าเอาเงินมาแล้วก็เอาหนังสือเดินทาง (passport) ไปเลย โดยได้สิทธิของการเป็นพลเมืองประเทศนั้นๆ โดยทันที
ยกตัวอย่างประเทศโดมินิกาซึ่งเป็นประเทศเกาะในทะเลแคริบเบียนนั้นการซื้อสัญชาตินั้นมีราคาถูกที่สุดคือ 100,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณสามล้านห้าแสนบาท) แล้วก็ได้หนังสือเดินทางและได้เป็นพลเมืองของโดมินิกาเลยโดยไม่ต้องรอคอยอะไรให้ยุ่งยาก ส่วนอีก 2 ประเทศเกาะในทะเลแคริบเบียนเช่นกันคือ ประเทศเกรเนดากับประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส ก็เช่นกันแต่ราคาค่าซื้อสัญชาติของ 2 ประเทศนี้แพงกว่าโดมินิกากว่าเท่าตัวคือราคาสองแสนห้าหมื่นเหรียญสหรัฐ (ประมาณแปดล้านเจ็ดแสนห้าหมื่นบาท)
ท่านผู้อ่านที่เคารพส่วนใหญ่อาจจะสงสัยนะครับว่าการได้สัญชาติของบรรดาประเทศเกาะเล็กๆ ที่ล้วนแล้วแต่เล็กกว่าเกาะภูเก็ตของเราเสียอีก (ยกเว้นไซปรัสและโดมินิกา) แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร?
ครับ! คนรวยๆ เขามีสัญชาติอื่นและเป็นพลเมืองประเทศอื่นเผื่อไว้แบบกันเหนียวยังไงละครับ เพราะบรรดาประเทศเกาะเล็กๆ นี่ไม่ใช่ขี้ไก่นะครับ คนถือหนังสือเดินทางของประเทศเหล่านี้แล้วสามารถเดินทางเข้าประเทศต่างๆ ร่วม 130 ประเทศโดยไม่ต้องใช้วีซ่าหรือทำวีซ่าตอนไปถึงแล้วได้ทันที ซึ่งประเทศที่เข้าได้นั้นก็เป็นประเทศที่เจริญมากๆ ทั้งนั้น เช่น อังกฤษ แคนาดาและประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปทั้งหมด และอาจรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งสะดวกกว่าถือหนังสือเดินทางของไทยเราที่ไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าประเทศได้เพียง 71 ประเทศเท่านั้น
สำหรับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณนั่นนะครับ ก็ได้หนังสือเดินทางและเป็นพลเมืองของประเทศมอนเตเนโกรด้วยการซื้อสัญชาติเหมือนกัน แต่ใครอยากซื้อสัญชาติของประเทศมอนเตเนโกรตามอดีตนายกรัฐมนตรีคงต้องคอยไปก่อนนะครับ เพราะตอนนี้ทางประเทศมอนเตเนโกรเขายกเลิกการขายสัญชาติชั่วคราวครับ เพราะกำลังสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปอยู่เลยต้องสงบเสงี่ยมหน่อย
สำหรับคนรวยในเมืองไทยนะครับ ตอนนี้มีบริษัทจัดการเรื่องซื้อสัญชาติแบบนี้มาตั้งสาขาในเมืองไทยแล้วครับ ตามสบายครับ เห็นโฆษณาเป็นงานเป็นการครึกโครมอยู่ แต่เรื่องนี้คนจนไม่เกี่ยวนะครับ

