หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : นายกรัฐมนตรี‘คนเดียว’

23.03.25 | 11:01 น.

ที่เห็นและเป็นไป : นายกรัฐมนตรี ‘คนเดียว’

วันจันทร์นี้แล้ว 24 มีนาคม สภาผู้แทนราษฎรจะเข้าสู่วาระ “อภิปรายทั่วไปเพื่อไม่ไว้วางใจ” เป้าหมายตามญัตติคือ “ถล่มนายกรัฐมนตรี-แพทองธาร ชินวัตร” เพียงคนเดียว โดยมีสร้อย ว่า “คนในครอบครัว” เข้าไปด้วยในคอนเซ็ปต์ “ดีลแลกประเทศ”

“ดีล” อะไร “แลกประเทศ” แบบไหน เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านต้องเปิดโปงออกมาให้ประชาชนได้เห็นความจริง หากทำไม่ได้ฝ่ายค้านย่อมเสียหาย แต่หากพยายามแล้วถูกขัดขวางด้วยทีม “องครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับ” ที่ “พรรคเพื่อไทย” ตั้งขึ้นมาและซ้อมรบกันเอาจริงเอาจัง จนข้อมูลไม่สามารถส่งถึงการรับรู้ของประชาชนได้ ความอยากรู้อยากเห็นจะยิ่งเพิ่มขึ้น และเป็นโอกาสให้เป็นเรื่องที่เปิดโปงกันในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นการก่อกระแสอีกช่องทางซึ่งพิสูจน์แล้วว่าหากเป้าหมายอยู่ที่การสร้างกระแสความคิดประชาชน จะเป็นช่องทางที่ได้ผลไม่น้อยกว่าการอภิปรายในสภา

เพราะ “พรรคประชาชน” ยืนหยัดที่จะอภิปราย “นายกรัฐมนตรี” เพียงคนเดียว หมายถึง “ไม่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวผู้นำ” ณ ที่นี้จึงอยากรู้ว่า “ผู้นำแบบไหน” ที่เหมาะสมกับการเป็นผู้บริหารประเทศในยุคสมัยเช่นนี้

ในประเทศที่ผู้คนแตกแยกทางความคิด นักวิเคราะห์ทั้งหลายถูกชี้หน้าว่ามี “อคติส่วนตัว” ทำให้ความคิดไม่เป็นที่เชื่อถือจากคนทุกกลุ่มได้

Advertisement

แต่เพื่อให้เกิดความรู้ในคำตอบนี้ จึงเลือกที่จะทดลองหาคำตอบจาก “AI”

คำถามที่ตั้งเพื่อให้ AI ตอบคือ-ท่ามกลางกระแสโลกที่พัฒนาความสามารถของ AI เพื่อช่วยในการบริหารจัดการในทุกด้านให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเทศมหาอำนาจใช้ความเหนือกว่าทั้งด้านเทคโนโลยี และทุกๆ ด้าน ดำเนินสงครามการค้าอย่างเอาจริงเอาจัง โดยประกาศละเลยความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่ก่อนหน้านั้นนำมาซึ่งความช่วยเหลือประเทศที่ด้อยกว่าให้พัฒนาอย่างมีความหวังในโอกาสของความเจริญรุ่งเรืองให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในความเปลี่ยนแปลงของโลกดังกล่าวนี้ สำหรับประเทศเล็กๆ ที่ประชาชนยังไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง อำนาจและทุนผูกขาดสร้างกลไกควบคุมความเป็นไปของประเทศให้อยู่ในกรอบที่ยังเอื้อต่อการเอารัดเอาเปรียบประชาชนส่วนใหญ่ ที่ต้องอยู่ในสภาพด้อยโอกาสที่จะหาทางนำพาการอยู่ร่วมกันให้พ้นจากความเหลื่อมล้ำ ที่ผู้ได้เปรียบซึ่งเป็นคนส่วนน้อยกดข่มคนส่วนใหญ่ให้เป็นเหยื่อของการแสวงประโยชน์

ประเทศที่มีระบบราชการเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ ข้าราชการขาดสำนึกในการบริการประชาชน ความเจริญเติบโตมีอุปสรรคมากมาย ทั้งระบบการศึกษาที่ปิดกั้นโอกาสการสร้างความรู้ความสามารถเพื่อเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพเหมาะสมกับพัฒนาการของโลก

ทรัพยากรของชาติถูกคนส่วนน้อยยึดกุมเป็นเจ้าของ จนชะตากรรมของคนส่วนใหญ่หนีไม่พ้นจากความขาดแคลน ยากจน เป็นประเทศที่หนี้สินสาธารณะหรือหนี้ภาครัฐสูงจนกู้เพิ่มไม่ได้ และหนี้ครัวเรือน หนี้ส่วนบุคคลมากมายจนผู้คนหมดเรี่ยวแรงที่จะคิดสร้างเนื้อสร้างตัว มีชีวิตอย่างยากลำบาก

ท่ามกลางเศรษฐกิจโดยรวมที่เสื่อมทรุด ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางไปไม่รอด และเริ่มลามถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้คนในสังคมมีชีวิตอยู่กับการฝากความหวังไว้กับสิ่งที่เอาความคิดความเชื่อไปใส่ว่าศักดิ์สิทธิ์ และหวังพึ่งให้เนรมิตชีวิตที่ดีกว่าให้ ท้อแท้กับความคิดพึ่งพาตัวเอง ด้วยไม่เคยทำให้เข้าใกล้ความสำเร็จ เนื่องจากพลังอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำมีอำนาจมากมายในการบั่นทอนจิตใจ เป็นอุปสรรคต่อความหวังในความสำร็จ

ช่วยวิเคราะห์ให้หน่อยว่าประเทศแบบนี้ ควรจะมี “ผู้นำ” แบบไหน

เป็นคำถามที่ได้คำตอบมาแล้วทั้งจาก Gemini, DEEPSEEK, Chat GPT

ทั้ง 3 ศาสดา AI ให้คำตอบได้ชัดเจนทีเดียวตั้งแต่ระดับวิสัยทัศน์ ถึงความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ที่ควรมี และในการปฏิบัติ

คล้ายๆ กัน มีรายละเอียดที่แตกต่างกันในบางเรื่อง

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นหากอ่านอย่างละเอียดแล้ว ลองเทียบกับ “ผู้นำประเทศที่เป็นอยู่” จะทำให้สามารถเข้าใจได้ว่า

“ทำไมญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ฝ่ายค้านจึงมุ่งที่ “นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว”