หน้าแรก คอลัมนิสต์ ธาตุแท้ การเม...

ธาตุแท้ การเมือง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ การต่อสู้ แข็งขืน

28.03.17 | 12:37 น.

แม้โดยธรรมชาติของการเมือง คือ การเจรจา คือการต่อรองและ “ประนอม” ประโยชน์ แต่นั่นมิได้หมายความว่าจะไม่มี “การต่อสู้”

เหมือนกับ “ประชาธิปัตย์” จะโอนอ่อนให้กับ “คสช.”

แต่บทบาทของ “ประชาธิปัตย์” ไม่ว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่าจะเป็นนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ก็แตกต่างจากบทบาทของ “กปปส.”

ด้านหลักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้านหลักของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ด้านหลักของนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อาจยังพุ่งเป้าเข้าหา “เพื่อไทย”

แต่ก็ใช่ว่าจะงอก่องอขิงต่อ “คสช.”

Advertisement

ตรงกันข้าม ต่อการปรองดอง สมานฉันท์ ก็ยังมี “แง่ง” ตรงกันข้าม ต่อนโยบายเศรษฐกิจโดยเฉพาะการขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่อง ก็ยังมี “ความหงุดหงิด”

นี่ย่อมเป็นธรรมชาติของ “นักการเมือง” ของ “พรรคการเมือง”

เมื่อ “ประชาธิปัตย์” เป็นเช่นนี้ “เพื่อไทย” ยิ่งมีลักษณะที่รุนแรง และแข็งขืนมากยิ่งกว่า

ทำไม “เพื่อไทย” จึงต้องออกมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” คณะกรรมการที่เป็นกลางมาสรุปข้อคิดเห็นในเรื่องปรองดอง สมานฉันท์

เพราะอยู่ใน “จังหวะ” ที่สมควรจะ “ปฏิบัติ”

นี่เท่ากับตอกย้ำและเน้นให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว “คสช.” มิได้เป็นกลาง มิได้อยู่เหนือความขัดแย้ง หากแต่เป็น 1 ในคู่แห่งความขัดแย้ง

ไม่จำเป็นต้อง “ย้อน” ไกลไปถึงรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 หากแต่พลันที่ “คสช.” ตัดสินใจทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และเข้าเป็น “รัฐบาล” โดยไม่อาศัย “คนกลาง”

นั่นเท่ากับ “คสช.” เป็นคู่แห่ง “ความขัดแย้ง” เต็มตัว

การออกมาพูดว่า “คสช.” เข้ามาเพื่อเป็นกรรมการ จัดการกับปัญหาและความขัดแย้ง แต่คำพูดก็เหมือนกับการโฆษณา

จำเป็นต้อง “ตรวจสอบ” ผ่านการปฏิบัติที่ “เป็นจริง”

กรณี “คณะกรรมการอิสระ” มาสรุปประเด็นในเรื่องของการปรองดอง สมานฉันท์ แม้ “ประชาธิปัตย์” จะทำเฉยๆ แต่เชื่อได้เลยว่าลึกๆ แล้วเห็นด้วยกับ “เพื่อไทย”

เพราะนี่คือ “ธรรมชาติ” ของ “พรรคการเมือง” ของ “นักการเมือง”

ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ จากกรณีการออกหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว ฆ่าชาวนา” อันเป็นผลงานของบรรดาอดีต ส.ส. “เพื่อไทย”

นั่นละสะท้อน “ธรรมชาติ” ของ “นักการเมือง” อย่างเด่นชัด

การออกมาสกัด การออกมาขัดขวางโดยอ้างคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ห้ามการชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน สามารถมองได้อย่าง “เข้าใจ”

แม้หลายคนจะสงสัยว่า บรรดาฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายอำนวยการแห่ง “คสช.” มีใครได้อ่านหนังสือ “ทำลายจำนำข้าว ฆ่าชาวนา” จนจบหรือไม่

หรือเห็นเพียง “ชื่อ” บนปก ก็ยินยอมไม่ได้แล้ว

คำถามก็คือ เมื่อถูกห้าม ถูกสกัดและขัดขวาง ถามว่าสามารถยุติบทบาทและความหมายของหนังสือได้หรือไม่

ตอบได้เลยว่า ไม่ได้

นอกจากไม่ได้แล้ว หนังสือ “ทำลายจำนำข้าว ฆ่าชาวนา” ยังดำเนินไปในแบบเดียวกันกรณี “ขันแดง” ในห้วงแห่งสงกรานต์อีกด้วย

กลายเป็น “คสช.” ต่างหากที่โฆษณาให้ “เพื่อไทย”

การเคลื่อนไหวอย่างที่เห็นจาก “เพื่อไทย” อย่างที่เห็นจาก “ประชาธิปัตย์” คือ ธรรมชาติและความเป็นจริง

ความเป็นจริงของการเมือง ความเป็นจริงของพรรคการเมือง และความเป็นจริงของนักการเมืองถึงจะตราประกาศและคำสั่งออกมาดุดันเพียงใด

คนที่เป็น “นักการเมือง” ย่อมหาโอกาส หา “ช่องทาง” ได้

อาการงอก่องอขิง เหมือนกับว่าจะสยบยอมอย่างหมอบราบคาบแก้ว จึงเสมอเป็นเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้าและมีลักษณะชั่วคราว

ตัวจริงก็อย่างที่เห็นจาก “เพื่อไทย” หรือแม้กระทั่ง “ประชาธิปัตย์”