หน้าแรก คอลัมนิสต์ จบอะไรก็สอบเป...

จบอะไรก็สอบเป็นครูได้ : ดราม่าหรือฆ่าสิทธินิสิตนักศึกษาครู : โดย รศ.ดร.สมบัติ นพรัก

30.03.17 | 14:10 น.

เป็นนโยบายหลอกลวงนิสิตนักศึกษาครูหรือเปล่า? ว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วพวกเขาจะมีพื้นที่ของวิชาชีพครู ตามที่เรียนมาในหลักสูตรครูที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด เหมือนกับพื้นที่ของวิชาชีพอื่นๆ ในประเทศไทย เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัช บัญชี วิศวกร สถาปนิก ทนายความ ฯลฯ เนื่องจากมีกฎหมายรับรองวิชาชีพเช่นเดียวกับครู ที่มีคุรุสภาเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนิสิตนักศึกษาครูต้องเรียนหลักสูตรครูปริญญาตรี ที่ใช้เวลาถึง 5 ปี และมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวในโลก ที่กำหนดหลักสูตรผลิตครูปริญญาตรี 5 ปี โดยรัฐบาลอ้างว่าวิชาชีพครูมีความสำคัญจึงต้องเรียนมากกว่าหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี ของสาขาอื่น และนอกจากเรียนแล้วยังต้องฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู (ฝึกสอน) ด้วย 1 ปี มิฉะนั้นจะไม่สามารถเป็นครูที่ดีได้

พวกเขาอยากเป็นครูที่ดี ครูมืออาชีพจึงมาเรียนหลักสูตรครู

แล้วจู่ๆ ก็มีหนังสือที่ ศธ 0206.4/ว 5 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2560 จากสำนักงาน กคศ. แจ้งเรื่อง การปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีใจความสำคัญคือการปรับคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยเป็น “มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหรือหลักฐานที่ใช้แสดงในการประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภาออกให้เพื่อปฏิบัติหน้าที่สอน ก่อนการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา”

หนังสือดังกล่าวก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากสถาบันผลิตครูและผู้เรียนครู ที่คัดค้านการให้ผู้ที่สำเร็จปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ มาสมัครสอบครูผู้ช่วย ไม่ใช่เพราะกลัวสอบสู้ไม่ได้ แต่เป็นการพิทักษ์สิทธิตามกฎหมายที่มีรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วก็มีกระแสโจมตีตามมาติดๆ ว่า “ดราม่า” ไม่เข้าใจหนังสือที่ออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์โดยตรงให้คนเรียนครูที่ยังไม่ได้รับหลักฐานมาสมัครก่อนได้

สรุปคือโวยวายโดยใช่เหตุ (งี่เง่า) ความเข้าใจของคน “งี่เง่า” ที่ถูกกล่าวหาว่าก่อกระแสดราม่านั้น เป็นความเข้าใจของกลุ่มคนที่ยึดหลักการและเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลมาตลอดเวลา ว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับวิชาชีพครู เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ ที่คุ้มครองผู้เรียนในหลักสูตรของวิชาชีพนั้นๆ

Advertisement

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายแพทย์กับกฎหมายครู ดังนี้

พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525

การควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ว่าพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กำหนดไว้ 9 ประการ โดยข้อยกเว้นทั้ง 9 ประการ ต้องมีกฎหมาย ระเบียบ สถาบันผลิตแพทย์รองรับทั้งสิ้น

มาตรา 28 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้คำหรือข้อความที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆ ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้แก่ตน เว้นแต่ผู้ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขานั้นๆ จากแพทยสภาหรือที่แพทยสภารับรองหรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อบังคับแพทยสภา

พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546

มาตรา 43 ให้วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุมตามพระราชบัญญัตินี้ การกำหนดวิชาชีพควบคุมอื่น ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่กำหนดไว้ 8 ประการ โดยแต่ละประการกำหนดการยกเว้นการจัดกิจกรรมเฉพาะ เพื่อการจัดการศึกษา อาทิ วิทยากรพิเศษ ผู้จัดการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งเป็นข้อยกเว้น เช่น บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารระดับเหนือเขตพื้นที่ เป็นต้น

มาตรา 46 ห้ามมิให้ผู้ใดแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมจะประกอบวิชาชีพ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากคุรุสภา และห้ามมืให้สถานศึกษารับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคุรุสภา

กฎหมายวิชาชีพแพทย์กับครูมีข้อกำหนดและข้อห้ามเหมือนกัน แต่มีผลบังคับแตกต่างกัน เพราะวิชาชีพแพทย์ไม่เคยเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้เรียนแพทย์เข้าไปสอบบรรจุเป็นแพทย์ แต่วิชาชีพครูถูกละเมิดกฎหมายวิชาชีพโดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการที่รับผิดชอบกฎหมาย ดังข่าวนี้

“เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.เสนอ (ตามนโยบายรัฐมนตรี) โดยมีมติสำคัญคือ เป็นครั้งแรกที่มีการปรับแก้หลักเกณฑ์การรับสมัคร ให้คนที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอนที่คุรุสภาออกให้ สามารถสมัครสอบแข่งขันได้ ดังนั้น หากใครมีความรู้ความสามารถก็ขอให้มาสมัคร เพราะเราอยากได้คนเก่งมาเป็นครู เมื่อสอบแล้วก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเพื่อให้ได้ใบอนุญาตที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนคุรุสภา”

ท่านรัฐมนตรี ศธ. ได้รับทราบหรือไม่ว่าคนที่เรียนครูนั้นก็คัดมาจากคนเก่ง และเป็นคนเก่งที่สถาบันผลิตครูเอามาเติมเต็มศาสตร์แห่งความเป็นครู และหล่อหลอมจิตวิญญาณความเป็นครู แบบที่คนไม่ได้เรียนครูไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้าการจัดการศึกษาหลักสูตรครูภายใต้ความรับผิดชอบของท่านรัฐมนตรีล้มเหลว ก็คงเป็นความล้มเหลวของท่านรัฐมนตรีด้วย ท่านรัฐมนตรีกำลังทำลายหลักการ และทำผิดกฎหมายวิชาชีพครูภายใต้ความรับผิดชอบกฎหมายของท่านเอง ถึงแม้ท่านจะป้องกันตัวเองไว้ด้วยการกำหนดว่า ต้องเข้าสู่กระบวนการรับใบอนุญาตที่ถูกต้อง แต่นั่นเป็นภายหลังจากเป็นครูแล้วใช่ไหม? “เคยมีแพทย์ได้รับอนุญาตให้รักษาคนไข้ก่อนได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปไหมครับ?”

การอ้างการขาดแคลนครูในสาขาที่สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดรับสอบบรรจุนั้น มีตัวเลขผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรวิชาชีพครูทุกสาขาวิชารวมสาขาขาดแคลนที่ สพฐ.ต้องการอย่างพอเพียง ข้อมูลมีดังนี้ครับ

ปีการศึกษา 2560 สำเร็จการศึกษาจำนวน 52,570 คน (จะรับบรรจุปีนี้ประมาณ 12,000 คน) นอกจากนั้นยังมีผู้สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษาที่ผ่านมาอีก ได้แก่ ปีการศึกษา 2556, 2557, 2558, 2559 มีจำนวน 23,579 คน, 35,428 คน, 51,135 คน, 60,798 คน เรียงตามลำดับ

ในขณะที่แต่ละปีที่ผ่านมามีการบรรจุครูเฉลี่ยไม่เกิน 10,000 คน จึงมีผู้สำเร็จวิชาชีพครูที่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพครู สะสมมาจากแต่ละปีการศึกษาจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนคนตัวเลขว่างงานสะสมนี้ ไม่ได้แสดงว่าผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรครูไม่เก่งนะครับ แต่ไม่มีที่ว่างบรรจุพวกเขาเหล่านั้นให้เป็นครูต่างหาก และหากท่านรัฐมนตรีเห็นว่าคนเรียนครูไม่เก่ง ท่านต้องมีนโยบายคัดเลือกคนเก่งมาเรียนครูก่อนให้สอบบรรจุครับ และหากสถาบันผลิตครูไม่มีคุณภาพ ท่านก็ต้องพัฒนาสถาบันผลิตครูที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่านครับ กรุณาอย่าสับสน หากนโยบายท่านรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาการศึกษา ด้วยการทำลายระบบการผลิตครูเช่นนี้ ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยุบสถาบันผลิตครูทั้งหมด ไม่ว่าคณะครุศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ หรือสถาบันผลิตครู อื่นๆ ทั้งหลาย รวมทั้งยุบคุรุสภาที่มีหน้าที่ดูแลกำกับมาตรฐานบัณฑิตครูด้วย เพราะมีอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

และประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ว่า ความสำเร็จใน “การยุบสถาบันผลิตครู และสถาบันควบคุมคุณภาพครู” ครั้งนี้ เป็นผลงานการแก้ปัญหาการศึกษาของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชื่อ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ในรัฐบาล คสช.ของนายกรัฐมนตรี ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประเด็นที่ 2 “ไม่เห็นด้วยแล้วจะทำอย่างไร?” เพื่อยับยั้งการบังคับใช้คำสั่งทางปกครอง คือ มติ ก.ค.ศ.

วิธีที่จะทำให้ได้ผลดีที่สุด ในการยับยั้งมติ ก.ค.ศ.ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง คือการใช้อำนาจหนึ่งในสามตามรัฐธรรมนูญ คืออำนาจตุลาการ ทางศาลปกครอง และศาลอาญาครับ

วิธีที่ 1 การฟ้องต่อศาลปกครอง โดยผู้ที่จะฟ้องศาลปกครองได้ ได้แก่ผู้ได้รับผลกระทบต่อคำสั่งทางปกครอง ตาม มติ ก.ค.ศ. คือ กลุ่มนิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2560 ในปีนี้ จำนวน 52,570 คน สามารถฟ้องคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ ก.ค.ศ. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อศาลปกครองได้ทั่วประเทศ โดยใช้ข้อมูลข้างต้น เป็นมูลการฟ้องต่อศาลปกครอง

ทำไมต้องฟ้องศาลปกครอง? เพราะศาลปกครองจะพิจารณาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับเอกชนหรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องจากมาจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจทางปกครองออกกฎ คำสั่งหรือกระทำการอื่นใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ลักษณะคดีปกครอง คดีปกครองเป็นคดีพิพาทที่มีลักษณะสำคัญ 2 ประการประกอบกัน

ลักษณะข้อที่ 1 คดีปกครองนั้นเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง การพิจารณาลักษณะข้อที่ 1 จึงเป็นการพิจารณาลักษณะของ “คู่ความ” หรือ “คู่กรณี” ในคดี

ลักษณะข้อที่ 2 คดีปกครองเป็นคดีพิพาทที่เกิดจากการกระทำประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังต่อไปนี้ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประเภทแรก คือ การกระทำที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ออกกฎ ออกคำสั่ง หรือกระทำการอื่นใด ประเภทที่สอง คือ การที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ประเภทที่สาม สัญญาทางปกครอง

การพิจารณาลักษณะข้อที่ 2 จึงเป็นการพิจารณาลักษณะของ “การกระทำที่เป็นเหตุให้เกิดข้อพิพาท”ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น ให้ผู้ฟ้องคดีขอทุเลาการบังคับคดีด้วย เนื่องจากการฟ้องคดีต่อศาลปกครองไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง (มติ ก.ค.ศ.) ดังนั้น ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล กฎหรือคำสั่งทางปกครอง (มติ ก.ค.ศ.) ย่อมมีผลใช้บังคับอยู่ ฝ่ายปกครองจึงสามารถใช้มาตรการการบังคับทางปกครอง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง (มติ ก.ค.ศ.) นั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดียังคงได้รับความเสียหายอยู่ตลอดเวลา แม้ว่ามีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วก็ตาม จึงมีการบัญญัติกฎหมายที่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการกำหนดวิธีการหรือมาตรการบรรเทาทุกข์แก่คู่กรณีเป็นการชั่วคราว ก่อนการพิพากษาเพื่อยับยั้งการมีผลบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง (มติ ก.ค.ศ.)

การฟ้องต่อศาลปกครองนั้น สามารถฟ้องได้ทั้งภายในกรุงเทพฯ และศาลปกครองในจังหวัดต่างๆ ดังนี้ เชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา ขอนแก่น พิษณุโลก ระยอง นครศรีธรรมราช อุดรธานี อุบลราชธานี เพชรบุรี และนครสวรรค์ วิธีที่ 2 ผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครอง (มติ ก.ค.ศ.) แจ้งความดำเนินคดีอาญารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ก.ค.ศ. ตามมาตรา 157 ที่สถานีตำรวจภูธรทุกแห่งในประเทศไทย ดังนี้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ถึงเวลาบัณฑิตครูที่จะสอบบรรจุในปีนี้ (2560) เดินทางไปศาลปกครอง และสถานีตำรวจภูธรในบ้านเกิดของท่าน เพื่อพิทักษ์สิทธิอันชอบธรรมของท่านตามกฎหมาย หรือยังครับ?

รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก
คณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา