หน้าแรก คอลัมนิสต์ ครุศาสตร์ ตาย...

ครุศาสตร์ ตายแล้ว? : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

30.03.17 | 13:15 น.

ความเคลื่อนไหวในแวดวงการศึกษาไทยวันนี้ คงไม่มีอะไรที่ร้อนแรงน่าติดตามไปกว่า กรณีที่ผู้นำสถาบันการศึกษาหน่วยผลิตและพัฒนาครู นักศึกษาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์หลายมหาวิทยาลัย ประกาศคัดค้าน ต่อต้านมติคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

สาระหลักของมติดังกล่าวก็คือการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เดิมที่เคยยึดถือปฏิบัติมา ผู้ที่จะเข้าสอบรับราชการเป็นครูผู้ช่วยเพื่อก้าวไปเป็นครูเต็มตัวต่อไป รวมทั้งครูเอกชนต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูที่ผ่านการรับรองจากคุรุสภา เป็นว่ายังไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูก็สมัครสอบได้ ใบประกอบวิชาชีพครูไว้ขอภายหลังเมื่อพัฒนาตนเองมาถึงเกณฑ์ที่กำหนด

มติที่ว่าเป็นผลให้ผู้เรียนสาขาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์หลักสูตร 5 ปี เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับพวกตน เพราะเปิดช่องให้ผู้ที่เรียนสาขาอื่นๆ ซึ่งใช้เวลาเรียนเพียง 4 ปี สมัครสอบเข้ามาเป็นครูได้ ทำให้เกิดข้อโต้แย้งว่า มตินี้เป็นการทำลายระบบการผลิตครู ที่พยายามพัฒนามาตามลำดับ ต่อไปใครจะมาเรียน 5 ปีให้เสียเวลาและเสียเปรียบ

ทั้งๆ ที่แนวทางปฏิบัติและนโยบายเดิมกำหนดให้ผู้เป็นครูต้องเรียน 5 ปี ส่วนผู้ที่ไม่ได้จบมาทางสายครูต้องเรียนเพิ่มเติมวิชาความเป็นครู เพื่อให้เกิดทักษะการจัดการเรียนการสอน หลักสูตร การวัดและประเมินผล จิตวิทยาฯ และผ่านการรับรองจนได้รับใบประกอบวิชาชีพครูเสียก่อนถึงจะสมัครเป็นครูผู้ช่วยได้

ขณะที่ผู้ผลักดันแนวทางตามมตินี้ให้เหตุผลว่า เป็นความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา เพื่อสนองตอบยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งหน่วยผลิตไม่ได้ผลิตหรือผลิตให้ไม่ทัน

Advertisement

ความขัดแย้งเรื่องนี้จึงสะท้อนมุมมองที่ต่างกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลจากมุมของตัว ฝ่ายหนึ่งอ้างถึงแนวทางนโยบายและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อีกฝ่ายหนึ่งพูดถึงมาตรฐานที่ควรจะยืนหยัด ดำรงรักษา ไม่ให้ย่อหย่อน

ประเด็นจึงมีว่า ระหว่างนโยบายกับมาตรฐานหรือความสามารถขั้นต่ำที่ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ ต้องมี เราควรยึดหลักอะไรเป็นสำคัญ ก่อนหลัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก.ค.ศ.ในฐานะองค์กรกลางบริหารบุคคลของวิชาชีพครูซึ่งมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รักษามาตรฐานวิชาชีพ ควรมีฐานคิดอย่างไร มาตรฐานควรเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและสถานการณ์ หรือนโยบายเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์แต่มาตรฐานต้องคงไว้

ระหว่างทักษะทางความรู้ กับทักษะความเป็นครูที่มีจิตวิญญาณ ซึ่งหมายถึงทักษะการถ่ายทอด ทักษะการสื่อสาร ทักษะการจัดการเรียนการสอนที่คนเป็นครูจำเป็นต้องมี เพราะความรู้สามารถหาได้ทั่วไปในตำรา ในสื่อใหม่ สื่อเก่าทั้งหลายแหล่ ขณะที่ทักษะการเรียนรู้ต้องฝึกฝน จนเข้าถึงจิตวิญญาณ ความคิดสองแนวทางที่ว่า เราควรจะยึดอะไรเป็นหลักเป็นรอง

กรณีนี้จึงท้าทายแนวความคิดยุคใหม่ที่ว่า ความรู้ไม่สำคัญเท่ากระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นอย่างยิ่ง

ความพยายามเอาเม็ดเงินค่าตอบแทนที่ได้รับแตกต่างกันระหว่าง ผู้จบหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปีกับ 4 ปี ซึ่งต่างกันแค่ 750 บาท มาเป็นตัวช่วยสนับสนุนมติดังกล่าว จึงไม่ได้ตอบโจทก์ประเด็นมาตรฐานและความไม่เป็นธรรม ที่ฝ่ายคัดค้านยกขึ้นมา ได้อย่างมีน้ำหนักเพียงพอ

เรื่องนี้จึงสะท้อนถึงการกำหนดนโยบายสาธารณะที่รวบรัด ขาดกระบวนการพูดคุย ปรึกษาหารือ รับฟังความเห็นและผลกระทบที่รอบด้าน จึงส่งผลให้เกิดปฏิกิริยา ข้อเรียกร้องให้ทบทวน หรือยกเลิก ส่วนจะลุกลามเลยไปถึงขั้นเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล หรือฟ้องร้องต่อศาลปกครองด้วยหรือไม่ ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

อีกทั้งจะมีรายการผสมโรงจากเหตุการใช้คำสั่งมาตรา 44 ยุบ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และปรับโครงสร้าง ก.ค.ศ.ใหม่ล่าสุด ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 16/2560 ทำให้ผู้ที่ถูกปลดไม่พอใจและร่วมต่อต้านกับฝ่ายที่คัดค้านโดยบริสุทธิ์ใจ ด้วยหรือไม่ต้องติดตามการคลี่คลายของสถานการณ์ต่อไปอีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มองอีกมุมในด้านกลับกัน การที่มีมติเปลี่ยนแปลงมาตรฐานนี้ออกมา น่าจะเป็นสัญญาณให้ฝ่ายสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตครูได้ใช้โอกาสนี้ทบทวนตัวเอง เพื่อตอบคำถามหรือเสียงวิจารณ์ที่มีมาตลอด ที่สังคมไทยตกอยู่ภายใต้วิกฤตทางการศึกษายังหาทางออกไม่เป็นเพราะ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ตายแล้ว ใช่หรือไม่

เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็เกิดคำถามว่า เศรษฐศาสตร์ตายแล้ว และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตทางการเมือง ก้าวไม่พ้นปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรัฐศาสตร์ตายแล้ว

หรือ นักครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์จะโต้แย้งว่าไม่ใช่ประเด็นครุศาสตร์ตายแล้ว ศึกษาศาสตร์ตายแล้ว แต่เป็นเรื่องที่ผู้รักษากฎ กติกา มารยาท มาตรฐานย่อหย่อน ไม่เป็นธรรม โลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามความคิด ความเชื่อของคนเพียงส่วนน้อยแต่มีอำนาจ จนนโยบายคือความถูกต้อง ก็ว่ามา

สมหมาย ปาริจฉัตต์