การเมืองเรื่องของศาสนาเป็นแก่นที่นักชาตินิยมพม่ามักนำมากระตุ้นจิตสำนึกรักชาติในหมู่คนพม่าตลอดยุคอาณานิคม นับตั้งแต่พระเจ้าธีบอและพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ทรงถูกรัฐบาลอังกฤษเนรเทศออกนอกพม่า ชาวพม่ารู้สึกว่าศาสนาพุทธเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจและเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ของความเป็นพม่าไม่กี่อย่างที่ยังคงเหลืออยู่ และเป็นแสงไฟที่ยังส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของระบบอาณานิคมที่ครอบงำพม่า จึงไม่น่าแปลกใจว่าความรู้สึกร่วมของความเป็นชาติ หรือความเป็นคน “บะหม่า” หรือพม่าแท้นั้นมักร้อยเรียงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างเจ้าอาณานิคมและชาวพม่าในประเด็นที่เกี่ยวกับศาสนา บ่อยครั้งที่ความขัดแย้งทางศาสนาเริ่มมาจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ และโหมกระพือเป็นประเด็นทางสังคมขนาดใหญ่ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาณานิคมอังกฤษและชาวพม่าเริ่มเสื่อมลงตามลำดับ
หนึ่งในเชื้อไฟเล็กๆ ที่โหมกระหน่ำเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ คือข้อพิพาทว่าด้วย “รองเท้า” (Shoe Question) ซึ่งเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในรัชสมัยพระเจ้ามินดง (ครองราชย์ ค.ศ.1853-1878/พ.ศ.2396-2421) ในช่วงปลายรัชกาล เกิดความตึงเครียดระหว่างชาวอังกฤษกับชาวพม่าขึ้นเมื่อรัฐบาลอังกฤษออกคำสั่งห้ามคนของตนถอดรองเท้าเข้าท้องพระโรงในพระราชวังมัณฑะเลย์ เพราะมองว่าการถอดรองเท้าเป็นสัญลักษณ์ของการสยบยอมต่อราชสำนักพม่าอย่างหนึ่ง พระเจ้ามินดงจึงทรงตอบโต้โดยมิทรงยินยอมมีพระราชปฏิสันถารกับทูตอังกฤษคนใดอีกเลย เช่นเดียวกับกษัตริย์พระองค์ต่อมา พระเจ้าธีบอ พระราชโอรสของพระเจ้ามินดง ที่ทรงมีความสัมพันธ์ไม่สู้ดีนักกับชาวอังกฤษในมัณฑะเลย์เช่นเดียวกัน และข้อพิพาทว่าด้วยรองเท้าจะปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 1917 ขอบเขตและความรุนแรงของปัญหาจะรุนแรงกว่าข้อพิพาทครั้งแรกนัก
ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 สมาคมชาวพุทธหลายแห่งผุดขึ้นทั่วพม่า ทุกๆ สมาคมมีจุดมุ่งหมายตรงกันคือส่งเสริมการศึกษาพุทธศาสนาและจัดกิจกรรมเพื่อปลุกจิตสำนึกชาวพม่า ในสภาพการณ์ที่พวกเขาเชื่อว่าศาสนาของพวกเขากำลังถูกคุกคามอย่างหนักโดยชาวตะวันตก แต่องค์กรขนาดใหญ่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างพร้อมกับการก่อตั้ง YMBA (Young Men’s Buddhist Association) หรือองค์กรชาวพุทธหนุ่ม ในปี 1906 (พ.ศ.2449) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากองค์กรพุทธในชื่อเดียวกันที่ก่อตั้งขึ้นในศรีลังกามาตั้งแต่ปี 1898 (พ.ศ.2441) ในปี 1917 (พ.ศ.2460) YMBA เริ่มมีมาตรการกดดันคนอังกฤษ
จากการประท้วงประปรายไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ห้ามไม่ให้ใส่รองเท้าในพื้นที่วัดทั่วพม่า โดยเฉพาะตามพุทธสถานขนาดใหญ่และมีความสำคัญสูงสุดอย่างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ก่อนหน้านี้มีป้ายติดไว้ที่พระมหาเจดีย์ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดสวมรองเท้าเข้าในเขตพระเจดีย์ ยกเว้นชาวอังกฤษและยูเรเซียน (ลูกครึ่งอังกฤษ-พม่า หรืออังกฤษ-อินเดีย)”
ต่อมา YMBA และเลดิ สะยาดอ (Ledi Sayadaw) พระเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวพม่าทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์ในชื่อ “ว่าด้วยความไม่เหมาะสมของการใส่รองเท้าเข้าพื้นที่ของพระเจดีย์” และมีมติให้บอร์ดของพระมหาเจดีย์เปลี่ยนป้ายเป็น “ห้ามมิให้ผู้ใดสวมรองเท้าเข้าในเขตพระเจดีย์” เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างชาวตะวันตกและชาวพม่า มติของ YMBA ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากชาวพุทธทั่วพม่า เพราะ YMBA มีเครือข่ายที่กว้างขวาง องค์กรพุทธแทรกซึมเข้าไปตามหมู่บ้าน และจะเป็นพื้นฐานของขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นการเมืองนำศาสนาซึ่งจะเติบโตขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1920 เรื่อยมา
โดยปกติชาวพม่าถือว่าการถอดรองเท้าในเขตศาสนสถานเป็นการให้ความเคารพทั้งศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ และชาวพม่ามักถอดรองเท้าตั้งแต่เข้าเขตพุทธสถาน แต่ชาวตะวันตกที่มองว่าตนไม่ใช่ทั้งชาวพุทธ มิใช่ชาวพม่า และมองว่าตนคือ “ตะขิ่น” (thakin) หรือเจ้าอาณานิคม จึงมิต้องถอดรองเท้าเมื่อต้องเข้าไปในเขตพุทธสถาน
มติของ YMBA มีที่มาจากแนวคิดชาตินิยมที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในเวลานั้น และเหตุการณ์ปัจจุบันที่สร้างความไม่พอใจให้กับชาวพุทธพม่าเป็นพิเศษ คือ ในปี 1917 เกิดแผ่นดินไหวขึ้นในพม่าตอนล่าง เป็นเหตุให้เจดีย์หลายแห่งได้รับความเสียหาย หนึ่งในนั้นคือพระเจดีย์ชเวมอดอที่เมืองพะโค (หงสาวดี) ที่ยอดเจดีย์พังลงมาทั้งหมด หลังเกิดแผ่นดินไหวขึ้น เซอร์เรจินาลด์ แครดดอก (Sir Reginald Craddock) ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษประจำพม่าเดินทางไปสำรวจความเสียหายที่พระเจดีย์แห่งนี้ แต่ไม่ยอมถอดรองเท้า สร้างความรำคาญใจให้กับคณะกรรมการของวัด ทำให้ฝ่ายหลังต้องนำความไปแจ้งแก่ YMBA เป็นที่มาของการนัดประชุมสมาชิก YMBA ครั้งใหญ่ และนำไปสู่มติการแบนมิให้ชาวตะวันตกใส่รองเท้าเข้าพุทธสถานอีกต่อไป
แม้จะมีมาตรการออกมาห้ามชาวตะวันตกไม่ให้ใส่รองเท้าเข้าเขตพุทธสถาน แต่ก็มีชาวตะวันตกที่ละเมิดกฎข้อนี้ หลายปีหลังกฎดังกล่าวบังคับใช้ ชาวตะวันตกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีผู้หญิงรวมอยู่ในนั้นด้วยหลายคนสวมรองเท้าเข้าพระเจดีย์เองด่อหย่า (Eindawya – พระเจดีย์ขนาดย่อม ที่สร้างโดยพระเจ้าพุกามในปี 1847) และถูกทำร้ายร่างกายโดยพระภิกษุที่โกรธแค้น อังกฤษจับกุมพระที่ก่อเหตุได้ 4 รูป และดำเนินคดีกับทั้ง 4 รูป อู เคตตะยะ(U Kettaya) ซึ่งอังกฤษมองว่าเป็นผู้นำของพระภิกษุผู้ก่อเหตุได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต
หลังเกิดเหตุรุนแรงขึ้นที่มัณฑะเลย์ อังกฤษออกแถลงการณ์ว่าด้วยการสวมรองเท้าในเขตพุทธสถาน ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์กล่าวว่า ชาวตะวันตกให้ความเคารพชาวพม่า และศาสดาของศาสนาพุทธ การสวมรองเท้าเข้าเขตวัดมิใช่การแสดงความไม่เคารพ แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการหยิบยกประเด็นการสวมหรือไม่สวมรองเท้าเข้ามาโจมตีชาวตะวันตกและรัฐบาลอังกฤษรัฐบาลอังกฤษอ้างว่าได้ปรึกษารัฐบาลของสยามและศรีลังกาแล้ว และรัฐบาลของประเทศพุทธทั้ง 2 ประเทศก็ไม่มีเหตุขัดข้องให้ชาวตะวันตกสวมรองเท้าเข้าวัดพุทธ
นอกจากนี้ อังกฤษยังอ้างความแตกต่างทางวัฒนธรรมว่าการแสดงความเคารพสถานที่ สำหรับตนคือการถอดหมวก มิใช่การถอดรองเท้า แต่ในที่สุดรัฐบาลอาณานิคมก็ยอมรับข้อเสนอของ YMBA ให้ทุกคน ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือศาสนาใด ถอดรองเท้าเหมือนกันหมด โดยมีข้อแม้ว่าหากมีเหตุการณ์ความไม่สงบใดๆ เกิดขึ้น อังกฤษสามารถส่งทหารและตำรวจเข้าไปในเขตวัดได้โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ถอดรองเท้า
ในปี 1921 ปรินซ์ออฟเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร (ต่อมาจะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เป็นพระราชบิดาของพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2) จะเสด็จเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ และมีข่าวว่าพระองค์จะทรงเครื่องแบบทหารและเสด็จเยือนพระเจดีย์ชเวดากองด้วย สังคมพม่าลุ้นกันว่าพระองค์จะทรงถอดหรือมิถอดฉลองพระบาท หากมิทรงถอดก็คงจะเกิดความตึงเครียดตามมาเป็นแน่ แต่ในที่สุด ปรินซ์ออฟเวลส์ก็มิได้เสด็จเยือนพระเจดีย์ชเวดากอง และด้วยข้อพิพาทเรื่องรองเท้านี้ก็แทบจะไม่มีชาวตะวันตกผู้ใดที่ย่างกรายเข้าไปในเขตเจดีย์อีกเลย เพราะยังคงมองว่าการถอดรองเท้าไม่ใช่วัฒนธรรมของตน และการถอดรองเท้าอาจดูเป็นการศิโรราบต่อพลังชาตินิยมในพม่า
ความสำเร็จขององค์กรพุทธชาตินิยมพม่าในปลายทศวรรษ 1910 ในกรณีพิพาทเรื่องการถอดรองเท้านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ขบวนการชาตินิยมในยุคต่อมา ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่าจะมีลักษณะเป็นองค์กรการเมืองนำหน้าศาสนา
และเหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้นักชาตินิยมว่าจะสามารถเรียกร้องข้อเสนอที่ใหญ่กว่าการให้ชาวตะวันตกถอดรองเท้าเข้าพุทธสถานได้ จุดหมายปลายทางก็คือเอกราชของชาติ ศาสนาพุทธยังจะเป็นแรงบันดาลใจของนักชาตินิยมรุ่นใหม่ๆ อีกต่อมาหลายสิบปีจวบจนพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษในต้นปี 1948

