สี่ปีมาแล้วที่พม่าตกอยู่ในภาวะสงคราม ความจริงตลอด 80 ปีมานี้ พม่าก็อยู่ท่ามกลางการสู้รบมาตลอด คำถามที่ว่าจะหยุดความรุนแรงและผลักดันให้เกิดสันติภาพในพม่าอย่างยั่งยืนได้อย่างไร น่าจะอยู่ในความคิดคำนึงของผู้นำในอาเซียนและผู้นำโลกอีกหลายๆ คน แต่ท้ายสุด เมื่อได้โอกาสแก้ปัญหาแล้วก็มักจะถอดใจ เพราะความซับซ้อนของปัญหาในพม่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะเข้าใจ ไม่ต้องพูดถึงจะแก้ปัญหาได้
ผู้เขียนกำลังพูดถึงบทบาทของอาเซียน และประธานอาเซียน กับวิกฤตการณ์ในพม่าค่ะ ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ประธานอาเซียนหมุนเวียนสับเปลี่ยนไป 4 คนประเทศแล้ว และมีทูตพิเศษ (special envoy) ที่เป็นตัวแทนแต่ละประเทศช่วยขับเคลื่อนให้พม่ากลับมาสงบอีกครั้งไปแล้ว 4 คน ก่อนมาเลเซียจะขึ้นมาในปีนี้ ลาวเป็นประธานอาเซียนในปี 2024 และแต่งตั้งอาลุนแก้ว กิดติคุณ ให้เป็นทูตพิเศษอาเซียนด้านพม่า ในแวดวงการเมืองอาเซียนและวงการทูต
ท่านอาลุนแก้วถือเป็นนักการทูตที่ครบเครื่องที่สุดคนนึงของลาว ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเป็นทูตพิเศษ ท่านก็มีโอกาสได้พบปะกับมิน อ่อง ลาย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าอยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถผลักดันอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ ส่วนหนึ่งเพราะว่านโยบายของประเทศลาวและผู้นำสูงสุดของลาวเองไม่ได้ อิน กับพม่า แม้ว่าท่านอาลุนแก้วจะเดินสายพบปะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพม่า แต่ท้ายสุดเราก็กลับมาที่ความจริงใจของประธานอาเซียนในปีนั้นๆ ว่าจะจริงจังกับปัญหาพม่าแค่ไหน
เมื่อมาเลเซียขึ้นมาเป็นประธานอาเซียน เราเห็นภาพที่แตกต่างออกไป มาเลเซียแต่งตั้งออตมัน ฮาชิม เป็นทูตพิเศษด้านพม่ามาตั้งแต่เดือนมกราคม แต่เราจะเห็นว่านายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และโดดลงมาเล่นเอง ตั้งแต่แต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ใครอ่านใจอันวาร์ อิบราฮิม ก็คงจะรู้ว่าหน้าที่ของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คือเข้าไปช่วยแก้ปมเงื่อนในพม่า เพราะมาเลเซียไม่ได้มีชายแดนติดกับพม่า ไม่ได้ “อิน” กับสงครามความขัดแย้งในพม่า วิกฤตการณ์โรฮีนจาเมื่อหลายปีก่อนอาจจะทำให้สังคมมุสลิมในมาเลเซียตื่นตัวบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับกันว่ามาเลเซียแทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองในพม่า
แล้วเหตุใดนายกรัฐมนตรีมาเลเซียจึงมุ่งมั่นกับพม่านัก? ถึงขนาดยอมเดินทางเช้าไปเย็นกลับมากรุงเทพฯเพื่อพบปะกับมิน อ่อง ลายในวันที่ 17 เมษายน โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเข้าหารือด้วย ตั้งแต่รัฐบาลไทยเชิญมิน อ่อง ลายให้มาเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไทยก็กลายเป็นตำบลกระสุนตก เพราะถูกรุมประณามจากคนไทยด้วยกันเองและนานาชาติ ที่มองว่าเหตุใดไทยต้องไปให้ความชอบธรรมกับมิน อ่อง ลาย ที่ผ่านมามีแต่ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างจีน รัสเซีย และเบลารุส ที่อ้าแขนต้อนรับมิน อ่อง ลาย
ผู้เขียนอาจมองต่าไไงออกไป เพราะเชื่อว่าผู้ที่จะยุติปัญหานี้ได้ต้องเป็นคนที่ผูกปมนี้เท่านั้น ทางออกของสงครามกลางเมืองในพม่ามี 2 ทางเท่านั้น ท างออกแรกคือกลุ่มกองกำลังติดอาวุธต้องชนะกองทัพพม่าแบบเด็ดขาด หมายถึงต้องบุกเข้าไปยึดเนปยีดอ มัณฑะเลย์ หรือย่างกุ้ง เหมือนกับที่กองทัพเวียดนามเหนือบุกยึดไซง่อนได้แบบเบ็ดเสร็จในวันที่ 30 เมษายน 1975 ล้มล้างรัฐบาลเวียดนามใต้ และสถาปนาอำนาจนำของตนเองขึ้นมา หากติดตามข่าวสารจากพม่าอย่างใกล้ชิดจะพบว่า ฝ่ายต่อต้านยึดฐานปฏิบัติการทางทหารพม่าได้เรื่อยๆ ล่าสุดกองกำลังกะเหรี่ยง KNLA โจมตี บก.ควบคุมยุทธการที่ 12 ของพม่า ที่ตั้งอยู่บนถนนสายเอเชียหมายเลข 1 (AH1) ในจังหวัดกอกาเร็ก เมื่อยึดได้แล้วก็จับกุมทหารพม่าและยึดอาวุธได้อีกส่วนหนึ่ง แต่วงจรที่ตามมาคือทหารพม่าก็จะส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิด และมักเป็นการทิ้งระเบิดในพื้นที่ชุมชนของประชนชนที่บริสุทธิ์ รอบนี้ พม่าส่งเครื่องบิน YAK-130 มาทิ้งระเบิดที่วัดและชุมชน ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ต่อคำถามว่ากองกำลังฝ่ายต่อต้านมีโอกาสได้รับชัยชนะแบบเด็ดขาดหรือไม่ คำตอบคือมี แต่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากและต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าจะถึงเวลานั้น ก็คงจะมีประชาชนเสียชีวิตไปอีกเป็นจำนวนมาก
ทางออกที่สอง คือการนำคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจา เริ่มจากการเจรจาหยุดยิงก่อน ในภาวะที่พม่าประสบกับแผ่นดินไหว จนมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 3,706 คน หลังแผ่นดินไหวจนถึงวันนี้ กองทัพพม่าทิ้งระเบิดไปแล้ว 120 ครั้ง ทำให้ประชาชนเสียชีวิตแล้ว 72 ราย แม้ในช่วงวันหยุดเทศกาล “ตะจาน” หรือสงกรานต์พม่า ก็ยังไม่หยุดโจมตีในบรรยากาศที่ประชาชนกำลังเฉลิมฉลองเพื่อคลายความเศร้าหมองจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหว บทบาทของอาเซียนที่ควรจะเป็นคือต้องกดดันให้ SAC หยุดยิง อย่างน้อยก็ชั่วคราว ในช่วงที่ทีมงานกู้ภัยยังไม่สามารถกู้ผู้เสียชีวิตทั้งหมดออกมาจากซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนได้ และประชาชนจำนวนมากยังไม่มีที่อยู่ แม้ SAC จะเคยประกาศหยุดยิงชั่วคราวไปแล้ว แต่ก็ยังมีการสู้รบกันอยู่ ผู้เขียนมองว่าการประกาศหยุดยิงของ SAC ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว หากจะผลักดันให้เกิดการหยุดยิงที่แท้จริง อาเซียนหรือแม้แต่ไทยเองก็ต้องเข้าไปเป็นตัวกลางเพื่อเจรจา และมีมาตรการเพื่อลงโทษฝ่ายที่ไม่รักษาข้อตกลงหยุดยิง เมื่อมีการหยุดยิง (ที่ใช้ได้จริง) แล้ว อาเซียนต้องเป็นเจ้าภาพเพื่อนำคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายมาเจรจา แต่การเจรจาในประเทศที่แตกเป็นเสี่ยงๆ และมีความขัดแย้งร้าวลึกขนาดนี้มา 80 ปีแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
การเจรจาเพื่อนำไปสู่สันติภาพในพม่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ก่อนอื่นผู้เจรจาต้องทราบเป้าหมายของตนเองก่อน ว่านอกจาก SAC แล้วท่านต้องเจรจากับใคร แน่นอนว่าคนที่เราไม่ได้ยินชื่อมาสักพักใหญ่คือด่อออง ซานซูจี ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค NLD เราต้องเข้าใจก่อนว่าสงครามครั้งนี้เป็นปัญหาการเมือง ที่เกิดจากรัฐประหารปี 2021 หากจะแก้กันจริงๆ ก็ต้องแก้ปัญหาการเมืองไปควบคู่กับการเจรจาหยุดยิง ที่ผ่านมา รัฐบาล NUG พยายามส่งสัญญาณไปถึง SAC ว่าพร้อมจะเจรจาหากจำเป็น แต่ SAC เองก็ไม่ต้องการคุยกับ NUG
ผู้เขียนขอย้ำส่งท้ายบทความในสัปดาห์นี้ว่าหากมาเลเซียอยากเป็นประธานอาเซียนแบบโลกจำ การยุติปัญหาในพม่าจะเป็นผลงานชิ้นโบแดง เวลาเหลือไม่มาก เรากำลังจะเข้าสู่ครึ่งหลังของปีแล้ว แต่การโน้มน้าวให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายในพม่ามาเจรจากันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้เขียนยังเชื่อว่าเวลาจะอยู่ข้างผู้ที่มีความตั้งใจจริงเสมอ

