สงกรานต์ 2568 – ช่วงสงกรานต์ในปีนี้เป็นวันที่หยุดยาวที่สุดในชีวิตของผม เนื่องจากผมไม่ค่อยมีภารกิจใน
ช่วงวันพฤหัสฯและศุกร์อยู่แล้วในช่วงนี้
ก็เลยหยุดยาวๆ ไปเป็นอาทิตย์ นั่งเคลียร์งานไปเรื่อยๆ
วันสงกรานต์ในเมืองไทยนี่จะเรียกว่า “วันสงกรานต์” น่าจะยากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะต้องเรียกว่า “เทศกาลอภิมหาสงกรานต์”
เพราะไม่ได้จัดวันเดียว
และไม่ใช่สามวัน
แต่จัดยาวกันเป็นเดือน มีสงกรานต์ แล้วมีวันไหล
ไหลกันไปหลายที่ ทั้งชุมชนเก่าและชุมชนใหม่ที่สร้างไม่เกินสามสิบสี่สิบปีแบบชุมชนเคหะก็มี
นี่ยังไม่นับพระประแดง และพื้นที่อื่นๆ อย่างนครสวรรค์
เรื่องราวเหล่านี้อาจจะเรียกว่าประเพณีสงกรานต์นั้นมีวิวัฒนาการในตัวของมันเองมากที่สุด
มีสีสันมากที่สุดและมีคนเกี่ยวข้องมากที่สุด
วันปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ยังไงก็เทียบไม่ติด
ที่ผมชอบที่สุดคือ มันหลากหลายเสียจนเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรเลยก็ยังได้
และแต่ละคนก็มีเรื่องราวบางส่วนของสงกรานต์ได้เช่นกัน
อย่างผมไม่ไปสาดน้ำ ไม่อยากไปยุ่งกับใคร ไม่อยากเปียก แต่สุดท้ายก็ต้องไปงานทำบุญกระดูกบรรพบุรุษอยู่ดี (ไทยเชงเม้งกระมัง ถ้าจะเทียบ) แต่ก็จะเป็นหลังช่วงสงกรานต์นิดหนึ่ง
เพื่อนต่างประเทศบางท่านก็เขียนมาหา มาสุขสันต์วันสงกรานต์ ผมก็ไม่ได้อธิบายไปว่ามันไม่ใช่คริสต์มาส ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้า ไม่ใช่ตรุษจีนอะ บางทีไม่ได้มีอะไรมาก แต่ก็ขอบคุณไว้ก่อน
เขียนมาเพื่อให้เห็นว่าในระดับชีวิตคนบางคนที่เป็นคนกรุงเทพฯอาจจะไม่มีอะไรมาก
ขณะที่ภาพของคนเดินทางกลับบ้าน รถติดยาวก็ยังมีให้เห็นเช่นเคย
แต่ข่าวในทีวีอาจจะเปลี่ยนไปมากอยู่ อย่างน้อยในการรับรู้ของผม (ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าปีนี้หยุดยาว แล้วมีช่วงที่หยุดต่ออีกสองวันจะได้ยาวกว่าเดิม) ก็เลยไม่ค่อยได้เห็นข่าวเรื่องการเดินทางตามสถานีรถสาธารณะ
มากเท่ากับข่าวเทศกาลสงกรานต์ที่ห้างใหญ่ต่างๆ จัด ซึ่งคิดว่าปีนี้เป็นปีแรกที่มีความอลังการต่อเนื่องมาจากเรื่องของงานปีใหม่ที่หลายห้างใหญ่นั้นพยายามจะนำเสนอการเป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลกันเพื่อรองรับความต้องการของผู้คน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร
ที่กล่าวมาก็เหมือนจะไม่มีอะไรมากนัก ในต่างจังหวัดก็เห็นข่าวสงกรานต์แต่ละจังหวัดที่มากกว่าจังหวัดหลัก เพราะมีนักการเมืองเข้าไปสนับสนุน แถมได้ถ่ายทอดสดทีวีช่องเล็กๆ ด้วย
ส่วนในกรุงเทพฯ หลายปีที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือความพยายามที่จะจัดระเบียบสงกรานต์ให้ไปเล่นกันในพื้นที่เฉพาะ ห้ามเล่นตามถนนทั่วไป โดยเฉพาะซอยที่ถูกขยายจนเต็ม
แต่ปีนี้บางซอยที่ตั้งท่าห้ามเสียดิบดี ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายซอยตามขอบเมืองกรุงเทพฯก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนคนละแบบกับภาพหลักที่ถ่ายทอดออกทีวีที่เป็นเทศกาล มีวงดนตรี และมีสีสันนักท่องเที่ยว
แต่จะเรียกพื้นที่นี้ว่า “ชานเมือง” คงไม่ได้ เพราะเมืองกรุงเทพฯขยายตัวจนกินพื้นที่ หรือไปเชื่อมพื้นที่เมืองของจังหวัดโดยรอบไปหมดแล้ว
ในส่วนที่ผมมีประสบการณ์ตรงก็คือ อุดมสุข ไล่ลามไปจนถึงแพรกษาของสมุทรปราการ บางพลี และซอยเล็กซอยน้อยต่อลาซาล-แบริ่ง
หลายปีก่อนที่ผมย้ายมาอยู่ละแวกนี้ ในช่วงสงกรานต์นี่อารมณ์คือสงครามน้ำกลางเมือง ต้องตุนอาหารเอาไว้เพราะเล่นกันหนัก สาดกันฉ่ำ โดยเฉพาะร้านเล็กร้านน้อยที่ลูกจ้างอ้างไม่ได้กลับภูมิลำเนา ถ้าไม่ขับรถออกจากบ้านนี่รอดยาก (จะเห็นว่ามุมคนไม่เล่นกับคนเล่นไม่เหมือนกัน พวกชอบเล่นก็แต่งตัวพร้อมออกไปเล่น)
แต่สักสองสามปีที่ผ่านมา ก็มีปรากฏการณ์เรื่องการระบาดของโควิด และเกิดการจัดระเบียบพื้นที่ห้ามเล่นสงกรานต์ตามถนน และซอย แต่ให้ไปเล่นในจุดใหญ่ๆ ในพื้นที่ซอยที่กลายสถานะเป็นถนนตามชื่อข้างบนก็จะเงียบเหงา จนวันนี้ไม่แน่ใจว่าไม่เล่นเพราะกลัวคำสั่ง หรือไม่เล่นเพราะกลัวโควิด และไม่อยากจะเล่น
และปีนี้เหมือนจะชัดเจนว่าจะมีพื้นที่เล่นที่ทาง กทม.อนุญาตให้เล่น ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ถนนข้าวสาร ถนนสีลม หรือพื้นที่เอกชนประเภทหน้าห้าง หรืออาร์ซีเอ
หลายคนก็ชอบ เพราะทุกอย่างดูจะบริหารจัดการง่าย ดึงดูดนักท่องเที่ยว และจะเห็นภาพของคนที่หลั่งไหลขึ้นรถไฟฟ้าหรือพาหนะอื่นมุ่งหน้าไปเล่นในพื้นที่ ทำให้ทุกอย่างเหมือนเป็นระเบียบ เหมือนเป็นระบบ เหมือนเป็นสิ่งที่ตกลงร่วมกัน
แต่ในส่วนตัวผม ในช่วงที่อาจจะออกไปธุระเล็กๆ น้อยๆ ก็จะต้องผ่านมาทางส่วนรอยต่อสมุทรปราการกับขอบเมืองกรุงเทพฯตะวันออก ก็ยังมีการเล่นน้ำกันตามถนนใหญ่ ตามซอย ที่ยังมีบรรยากาศถังน้ำหน้าบ้าน เล่นสาดรถสาดมอเตอร์ไซค์กันหน้าห้างอิมพีเรียลสำโรง ซึ่งยังไม่ใช่พื้นที่กรุงเทพฯ
ถนนอุดมสุข (กรุงเทพฯ) ยามดึกก็เต็มถนนลาซาล (กรุงเทพฯ) มีหน้าตึกเล็กๆ แบริ่ง (สมุทรปราการ) ก็มีมากกว่าหน่อย และแพรกษา (สมุทรปราการ) ก็มากสักหน่อย จนเป็นข่าวสามวันสามคืน
ระดับการเล่นแบบมีถังสักใบหน้าบ้าน หรือมีอ่างเป่าลมแล้วเด็กกับผู้ใหญ่เต้นกันฉีดน้ำนี่บางคนอาจไม่ชอบ ดูไม่เป็นระเบียบ
แต่ในอีกมุมมันก็มีเวลาสามวันที่จบแล้วก็คือจบ เป็นเหมือนวันที่พอให้กันได้บ้าง ถ้าไม่ใช่แบบเช่นรถน้ำมา หรือขับรถกระบะสาดกันไปทั่ว เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่
จากเดิมที่เรามองว่าบ้านเมืองเรามีพื้นที่ราษฎร พื้นที่หลวง
วันนี้มีพื้นที่ราชการ (พิธีดั้งเดิม สรงน้ำ บางทีก็ยังติดว่าเป็นพื้นที่หลวง) พื้นที่เอกชน ธุรกิจรายใหญ่ มาจนถึงพื้นที่ราชการ “อนุญาต” ให้เล่น แล้วก็พื้นที่ถูกห้ามไม่ให้เล่น แต่บางครั้งขนาดมันเล็กๆ หน้าบ้าน ในซอยหน้าห้องแถว
มาจนถึงพื้นที่ถูกมองว่าควบคุมไม่ได้ (unruly space) ซึ่งคำนี้เป็นคำที่อาจไม่ได้เข้าใจตรงกันนัก
เพราะถ้ามองในมุมรัฐ ก็จะมองแค่ว่าเป็นพื้นที่ที่ควบคุมไม่ได้ในแง่ unregulated space มากกว่า คือเชื่อว่าการควบคุมได้เป็นเงื่อนไขหลัก รัฐต้องมีอำนาจควบคุม เอกชนก็ได้ประโยชน์จากการควบคุมของรัฐ รัฐมีหน้าที่ทำให้การควบคุมสร้างความสงบสุข ทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ ถ้าไม่ควบคุมด้วยกฎหมาย ก็อาจจะต้องคุมด้วยการออกแบบ หรือคุมโดยการตั้งคำถามว่าใครเป็นเจ้าของ เช่นจัดงานในพื้นที่ก็ต้องขออนุญาตหรือไม่ แค่ไหนที่รัฐเข้าไปกำกับดูแลได้
ในความเป็นจริง พื้นที่เมืองบางส่วนเป็นพื้นที่เมืองที่อาจเรียกว่า พื้นที่ควบคุมไม่ได้แบบ unruly จะแปลก็คือ เกเร จัดการยาก ดื้อด้าน ไร้ระเบียบ ไร้ความเหมาะสมทำให้น่าอับอายขายหน้าประชาชี ไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมือง ของชุมชน
ไม่มีแม้กระทั่งชุมชนมาบริหารจัดการ เป็นภาระ ไม่น่าคบหา
แต่เอาจริงมันก็มีกฎกติกาในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าทุกคนจะเชื่อถือไปเสียทั้งหมด หรือเข้าใจตรงกันเสียทีเดียว
ที่สำคัญมันท้าทายความเข้าใจเรื่องของพื้นที่สาธารณะที่ต้องหมายถึงความสวยงาม และนึกคิดด้วยการใช้เหตุผลแบบสานเสวนา พูดคุยกันก็รู้เรื่อง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญนำถกแถลง สาธารณะคือความดีงาม ความสูงส่ง
สงกรานต์สามวันหลักสำหรับผมคือการนั่งดูการเติบโตของพื้นที่ที่เกเรที่รัฐอึดอัด ทุนใหญ่ไม่เกี่ยว สื่อลงภาพความไร้ระเบียบ
นั่งดูว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความพยายามควบคุมจับปรับ ยกเลิก ผลักดันออกนอกพื้นที่กรุงเทพฯไปให้ได้มากที่สุดนั้นทำได้แค่ไหน
ตั้งแต่พื้นที่เล็กๆ มีเด็กฉีดน้ำ หรือแอบสาดคนเดินแบบขำๆ ไปจนถึงพื้นที่ที่ปิดกั้นทั้งถนน ไม่ได้โฆษณาให้มาเที่ยว ไม่ได้มีคอนเสิร์ต ไม่มีใครประกาศเป็นเจ้าภาพงาน ไม่มีคนตัดริบบิ้น ไม่มีนักข่าวลงไปทำข่าวที่เน้นนักท่องเที่ยว หรือภาพลักษณ์ที่ดีงามของประเทศไทย หรือซอฟต์พาวเวอร์อะไร
เรื่องนี้บางทีก็ไม่ใช่ชุมชนในความหมายของความโบราณ แต่เป็นพื้นที่แรงงาน หรือพื้นที่ใหม่ที่คนจำนวนมากย้ายมาอยู่ อาจไม่ใช่บ้านที่ตนเป็นเจ้าของ อาจเป็นหอพัก อพาร์ตเมนต์ อาจเป็นคนที่กลับต่างจังหวัดไม่ได้
ไม่ได้สนับสนุนอะไรนะครับ แต่บางทีมันเหมือนมันไม่ใช่พื้นที่ที่จงใจจะขายว่านี่คือวัฒนธรรมอันดีงามจากอดีต หรือวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เหมาะสมในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และนำลูกค้าเข้ามาอุดหนุน
หรือเป็นผลงานของหน่วยงานรัฐที่จัดงานให้ลุล่วง นับสถิติลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย
ความดื้อด้าน เกเร ไร้ระเบียบ สักสองสามวัน ที่หลายคนเดือดร้อนนี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกมองข้าม
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ปัญหาด้วยระเบียบ กฎหมาย พลังชุมชน ความเป็นเจ้าของในนามของเอกชน อะไรเหล่านี้ตามตำราของการมองพื้นที่ในเมือง
มันคือความชั่วคราวที่ทุกเรื่องมันกลับตาลปัตรชั่วคราว (carnivalization) ในฐานะของความท้าทายอำนาจ โครงสร้าง และกฎระเบียบ
ใครหลบได้หนีได้ก็หลบไป
ใครหลบไม่ได้ก็บ่นไป
แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ
เรื่องนี้อาจจะสุดขั้ว
แค่ชวนคิดว่า ถ้าไม่ได้มองเรื่องสุดขั้ว เรามองพื้นที่เหล่านี้ในเมืองอย่างไร เช่นหาบเร่แผงลอยบนถนน ฟุตปาธที่ถูกรุกล้ำ การจราจรที่ขับกันเละเทะเพราะมีรูปแบบการใช้พาหนะที่ต่างกัน ตั้งแต่ช้าง รถเข็น จักรยาน มอเตอร์ไซค์ซิ่ง มอเตอร์ไซค์ส่งของ มอเตอร์ไซค์ปกติที่ขี่ไปทำงานเพราะบ้านไกล และประหยัดค่าเดินทาง รถเมล์ รถร่วม รถยนต์ รถซิ่ง
การคิดเรื่องระเบียบ แผนปฏิบัติงาน ยุทธศาสตร์ การสร้างสำนึก การสร้างวินัย หรือจับปรับ หรือการสร้างความฝันว่าชุมชนจะจัดการกันเองได้ ในพื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พูดแล้วดูง่าย หรือชวนให้คนสงสัยว่าทำได้จริงไหม
นี่คือโจทย์ท้าทายการบริหารเมืองที่ทำให้เห็นว่าสามวันที่ถูกมองว่าเป็น “สามวันอันตราย” ในหลายพื้นที่บางทีอาจจะยุ่งยากน้อยกว่าพื้นที่เมืองที่ดื้อด้าน เกเร อีกหลายมิติที่กล่าวมาที่เป็นประสบการณ์จริงๆ ในแต่ละวันที่เห็นกันตามข่าว
และเป็นความอึดอัดใจในทางการบริหารจัดการเมืองอีกมากครับ
ของจริงอันตรายทุกวันครับ สนุกบ้าง เถื่อนบ้าง หงุดหงิด รำคาญใจกันบ้าง
เป็นเรื่องที่ชีวิตเมืองของคนที่หลากหลายยังดำเนินต่อไปครับผม

