หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : Lost Judgment กับคำถามว่าทำไมเรายังต้องยึดถือ ‘กฎหมาย’ (ทั้งที่ก็รู้ว่ามันเต็มไปด้วยช่องว่างและไม่เป็นธรรม)

23.04.25 | 13:37 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : Lost Judgment กับคำถามว่าทำไมเรายังต้องยึดถือ‘กฎหมาย’ (ทั้งที่ก็รู้ว่ามันเต็มไปด้วยช่องว่างและไม่เป็นธรรม)

มีสถิติว่าคดีอาญาในประเทศญี่ปุ่น จำเลย 99.9% นั้นจะถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิด ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อทนายฝ่ายจำเลยที่ต้องหาข้อแก้ต่างให้จำเลยพ้นผิด ซึ่งเป็นแกนหลักของวิดีโอเกม Lost Judgment ที่นำเอา “ความท้าทาย” ดังกล่าวมา สร้างเป็นเกมสืบสวนกึ่งกฎหมาย

ผู้เล่นจะได้รับบทบาทเป็น “ทาคายูกิ ยางามิ” (ที่ใช้ตัวแบบจากดาราญี่ปุ่นชื่อดังค้างฟ้า ทาคุยะ คิมูระ) เด็กกำพร้าที่ได้รับเลี้ยงโดยหัวหน้าแก๊งยากูซ่ามัตสึกาเนะ ผู้เล็งเห็นถึงความใฝ่ดีและฉลาดเฉลียวของเขา จึงส่งเสียให้ได้เรียนต่อจนสอบได้เป็นเนติบัณฑิตญี่ปุ่นและทำงานทนายความในสำนักงานกฎหมายเกนดะ ผู้เป็นพี่น้องร่วมสาบานของมัตสึกาเนะ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ยางามิได้ว่าความให้จำเลยคดีฆาตกรรมคนหนึ่งพ้นจากความผิด ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาในวงการกฎหมาย แต่แล้วในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อมาก็พบว่าอดีตจำเลยของเขาถูกจับกุมโดยต้องสงสัยว่าสังหารแฟนสาวด้วยมีดและวางเพลิงเผาห้องพักของเธอ คดีดังกล่าวทำให้ยางามิถูกสังคมประณามว่าเป็น “ทนายฆาตกร” จนเขาต้องเลิกว่าความและมาเป็นนักสืบเอกชนสายบู๊ที่มีความรู้ทางกฎหมายนิดหน่อยแทน

เกม Lost Judgment เปิดฉากด้วยคดีอนาจารบนรถไฟกลางสถานีรถไฟชินจูกุ โดยผู้ต้องหาซึ่งเป็นอดีตตำรวจนครบาลโตเกียว แต่หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว อดีตตำรวจก็ลุกขึ้นแถลงการณ์ว่าเมื่อสองเดือนที่แล้วได้พบศพปริศนาถูกทิ้งไว้ในอาคารร้างแห่งหนึ่งริมแม่น้ำโอโอะกะในเมืองโยโกฮามา ผู้ตายคือครูฝึกสอนโรงเรียนเอกชนชื่อดังในเมืองดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ที่เคยกลั่นแกล้งรังแก (Bully) บุตรชายของเขาในสมัยที่เป็นนักเรียนจนต้องตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอย่างน่าเศร้า ถึงอย่างนั้นกฎหมายกลับเอาผิดอะไรไม่ได้เลยทั้งในทางแพ่งและอาญา เขาจึงหมดศรัทธาในระบบกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงคดีนี้ด้วย

Advertisement

ความไม่สมเหตุสมผลของการแถลงการณ์นี้เป็นเพราะในคดีฆาตกรรมดังกล่าว ตำรวจของโยโกฮามายังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนว่าผู้ตายเป็นใคร เช่นนี้จำเลยในคดีอนาจารที่โตเกียวจะล่วงรู้ข้อมูลนี้ได้อย่างไร หากจะบอกว่าเพราะเขาคือฆาตกรก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะเวลาตายของเหยื่อคดีฆาตกรรมจากการสอบสวนและผลการชันสูตรนั้นชัดเจนว่าในช่วงเวลาที่เหยื่อถูกปลิดชีพนั้น เขากำลังกระทำความผิดทางเพศในคดีนี้ที่
ชินจูกุซึ่งห่างจากโยโกฮามาออกไปเกิน 30 กิโลเมตร โดยมีกล้องวงจรปิดจับภาพได้อย่างชัดเจน

ผู้เล่นเกม The Lost Judgment ต้องเข้าไปสืบสวนหาความจริงในคดีที่สู้กันในศาล และรื้อค้นเข้าไปในอดีตอันน่าเศร้าที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งรังแกกันในโรงเรียนที่ส่งผลถึงความตายของผู้ถูกกระทำ พร้อมทั้งหาทางป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกรายใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมญี่ปุ่น ด้วยความเป็นวิดีโอเกมส์ ทำให้ผู้เล่นเป็นผู้ค่อยๆ เข้าไปซึมซับรับรู้เรื่องราวดังกล่าวด้วยตัวเองทีละน้อย ด้วยระบบที่ผู้เล่นจะได้เลือกผจญภัยและสืบสวนไปตามเนื้อเรื่องพร้อมใช้ชีวิตในเกมแบบกึ่งอิสระในเมืองสมมุติที่จำลองมาจากเมืองหรือย่านดังในประเทศญี่ปุ่น

อาจจะต้องเล่าข้ามไปถึงตอนจบนิดหน่อยแต่ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสสำหรับผู้สนใจจะเล่น เพราะจุดน่าสนใจที่ทำให้เลือกนำเรื่องนี้มาเขียน อยู่ที่บทพูดระหว่าง “ผู้อยู่เบื้องหลัง” การฆาตกรรมกับนักสืบยางามิ ที่แม้เราจะเดาได้ว่าการฆาตกรรมทั้งหลายในเรื่องนั้นมีมูลเหตุจูงใจจากความคับแค้นของเหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนโดยที่ผู้ก่อกรรมไม่ได้รับการลงโทษตามกฎหมาย จึงเลือกที่จะใช้ระบบศาลเตี้ยเพื่อสร้างความยุติธรรมในแบบของเขา

ยางามิพยายามชี้ให้ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ได้เห็นว่า ระบบ “ศาลเตี้ย” ที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหานั้นในที่สุดมันก็สร้างปัญหาอื่นตามมาอยู่ดี และผลของมันก็ทำให้คนบริสุทธิ์ที่เป็นฝ่ายซึ่งพยายามแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียนเช่นเดียวกันต้องมาสังเวยชีวิตไปด้วย เพราะลูกหลงความผิดพลาดความพยายามปกปิดความจริงเพื่อรักษาระบบศาลเตี้ยนั้นไว้

ถึงอย่างนั้น “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ยังคงยืนยันความชอบธรรมของตัวเองว่า “ที่มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะกฎหมายมันไม่รู้จักความยืดหยุ่น เต็มไปด้วยช่องว่างอันไร้ประสิทธิภาพจนไม่สามารถลากเอาคนที่สมควรรับผิดมารับโทษได้ และไม่สามารถปกป้องสุจริตชนได้ยังไงล่ะ สิ่งที่ฉันทำก็แค่การแสดงให้เห็นถึงความเป็นที่พึ่งไม่ได้ของระบบกฎหมาย ดังนั้นตราบใดที่มีเด็กถูกกลั่นแกล้งรังแกจนถึงแก่ชีวิต โดยที่กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถช่วยอะไรได้ ฉันก็จะเป็นคนที่ยอมมือเปื้อนทำหน้าที่นั้นแทน”

แม้จะเป็นคนละเรื่องในหลายมิติทั้งในเชิงประเด็นกฎหมายและความร้ายแรง แต่คำพูดของ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ก็สามารถสะท้อนถึงสิ่งที่เป็นปัญหาในประเทศไทยในตอนนี้ได้อย่างน่าสนใจ

ทั้งกรณีของอาคารที่ทำการ สตง.ที่ถล่มลงมาเป็นซากจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เปิดประจานความไร้ประสิทธิภาพของระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่กฎหมายและระเบียบหยุมหยิมที่มีไว้เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปโดยโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดของราชการ แต่ในความเป็นจริงก็ได้เห็นแล้วว่าในที่สุดกฎหมายและระเบียบเข้มงวดและระบบกำกับตรวจสอบต่างๆ นั้นก็เพียงทำให้ได้ผู้ที่มีความสามารถในการ “เสนอราคา” ได้ถูกตามระเบียบของราชการ แต่ไม่ได้มีความสามารถพอที่จะทำงานให้ลุล่วงสมประโยชน์โดยแท้จริงได้ จนบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนอมินีต่างชาติได้อาศัยช่องทางที่ “ถูกกฎหมาย” ดังกล่าวมาแย่งประมูลงานก่อสร้างของภาครัฐจำนวนมากไปได้เพราะเสนอราคาได้ต่ำสุดและมีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ แต่สุดท้ายก็ไปกดราคาเอากับผู้รับเหมาช่วงรายย่อย หรือบางทีก็ไม่จ่ายเงินให้ตามสัญญา ส่งผลที่สุดก็ทำให้มีการทิ้งงานแบบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง และกรณีร้ายแรงที่สุดคือการก่อสร้างที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานก็ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นดังที่ปรากฏ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะระบบการจัดซื้อจัดจ้างของราชการตามกฎหมายประกอบระเบียบต่างๆ นั้นจะต้องเลือกจากผู้เสนอราคาที่มีคุณสมบัติครบถ้วน “ถูกต้องทางเอกสาร” และเป็นรายที่เสนอราคาต่ำสุด

นอกจากนี้ก็มีกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถือ “กฎหมาย” เป็นหลักกลับทำให้ผู้ที่กระทำการโดยสุจริตหรือมีเหตุสุดวิสัยนั้นต้องรับผลร้ายโดยไม่จำเป็น เช่นเรื่องที่มีผู้ที่สอบบรรจุรับราชการได้แต่ไปรษณีย์ดันเอาหนังสือแจ้งผลไปส่งให้เขาล่าช้า ส่งผลให้ถูกตัดสิทธิและเยียวยาประการใดก็ไม่ได้ เนื่องจากหน่วยงานได้บรรจุแต่งตั้งผู้ที่สอบได้ลำดับรองลงมาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและมารายงานตัวเข้าทำงานในตำแหน่งนั้นแล้ว หรือที่เคยมีข่าวว่าผู้รับทุนการศึกษาในต่างประเทศป่วยเป็นจิตเวชจนไม่สามารถกลับมารับราชการได้ ก็ถูกฟ้องให้ชดใช้ทุนการศึกษาพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา

ตัวอย่างเพิ่มเติมในคดีอาญา ก็เคยมีข่าวว่าเหยื่อผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศที่ฮึดต่อสู้ป้องกันตัว แต่เป็นเหตุให้ผู้กระทำการล่วงละเมิดนั้นเสียชีวิต ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีฆ่าคนโดยเจตนาไปก่อน ส่วนเหตุผลเรื่องการป้องกันตัวซึ่งจะไม่เป็นความผิดนั้น ก็จะต้องไปแก้ตัวในการพิจารณาในชั้นศาล

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด จะเห็นได้ว่าแม้จะมีความไม่เป็นธรรมหรือเรื่องไม่น่าจะถูกต้อง แต่เมื่อนำกฎหมายและระเบียบต่างๆ มาจับพิจารณาก็ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือหน่วยราชการไม่สามารถดำเนินการเป็นอื่นได้ นอกจากต้องยึดตามตัวบทกฎหมาย ซึ่งก็คล้ายจะเป็นไปตามคำพูดของ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ในเกม Lost Judgment ที่ว่า “…ก็เพราะกฎหมายมันไม่รู้จักความยืดหยุ่น เต็มไปด้วยช่องว่างอันไร้ประสิทธิภาพ…” นั่นเอง

ถึงกระนั้น ถ้าเราจะแก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนกฎหมายและกระบวนการบังคับใช้ให้ “ยืดหยุ่น” เพื่อลดช่องว่างอันไม่เป็นธรรมให้ลดน้อยลงจะได้หรือไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น

ถ้าเราจะยืดหยุ่นว่ากรณีการป้องกันตัวจนทำให้คนตาย หากเข้าเงื่อนไขดังกล่าวโดยสมบูรณ์แล้ว ให้พิจารณาว่าผู้กระทำการนั้นไม่ได้กระทำความผิดตั้งแต่ต้น ไม่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือต้องมีกระบวนการชำระความใดๆ ในกระบวนยุติธรรมทั้งสิ้น เช่นนี้เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการป้องกันดังกล่าวทุกกรณีนั้นพอสมควรแก่เหตุ ไม่ใช่การวางกับดักกระทำการจบชีวิตบุคคลโดยอาศัยเหตุแห่งการป้องกันตามกฎหมาย

หากให้ดุลยพินิจแก่หน่วยงานที่ให้ทุนการศึกษาจะพิจารณาฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้รับทุนการศึกษาที่ผิดสัญญานั้นก็ได้ตามพฤติการณ์และความจำเป็นของแต่ละกรณี แล้ว “พฤติการณ์และความจำเป็น” ของใครจะถึงขนาดที่จะได้รับการยกเว้นไม่ดำเนินคดีได้บ้าง

เช่นเดียวกับกรณีที่ผู้ที่สอบบรรจุรับราชการได้แต่ไปรษณีย์ส่งเรื่องแจ้งผลล่าช้า หากจะ “ยืดหยุ่น” ว่าให้ถือว่าเขาได้เข้ารับราชการได้ แล้วเช่นนี้จะมีผลอย่างไรกับคนที่บรรจุไปแล้ว จะให้เขาออกจากงานตำแหน่งนั้นทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นก็ปฏิบัติตามกฎระเบียบขั้นตอนถูกต้องไม่แตกต่างกัน

ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หากจะ “ยืดหยุ่น” ให้หน่วยงานพิจารณาได้ว่าผู้รับจ้างรายใดจะสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้เป็นประโยชน์ที่สุดโดยเรียกราคาอันสมเหตุสมผลก็ให้พิจารณาจ้างรายนั้นได้ แล้วเกณฑ์เรื่อง “ประโยชน์สูงสุด” และ “ราคาอันสมเหตุสมผล” นั้นจะอยู่ตรงไหน ในที่สุดจะเป็นการเปิดช่องให้มีการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่

หรือแม้แต่การตรวจสอบการใช้เงินของรัฐโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่หลายเรื่องฟังดูไม่สมเหตุสมผลจนถูกนำมาเปิดเผยจนแม้แต่คอลัมน์นี้ก็เคยเขียนล้อเลียน แต่หากไม่มีองค์กรที่ทำหน้าที่ดังกล่าวเสียเลย จะมีหลักประกันใดว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐนั้นจะเป็นไปโดยถูกต้องตามเจตนารมณ์และขอบเขตหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานผู้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าในฐานะของทรัพยากรร่วมกันของประชาชนทุกคนในประเทศ

บางครั้งที่การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดนั้นอาจก่อให้เกิดผลประหลาด ทำให้เกิดสภาวะที่คล้ายกับการใช้กฎหมายนั้นเป็นต้นเหตุแห่งความเป็นธรรม แต่ในอีกทางหนึ่ง เหตุผลของกฎหมายที่ทำให้เกิดผลประหลาดนั้นก็อาจจะกำลังปกป้องประโยชน์และความเป็นธรรมในด้านหนึ่งได้เช่นกัน แต่ก็ขึ้นกับว่า กรณีที่ใช้กฎหมายบังคับแล้ว “ยุติธรรม” จะต้องยังมีมากกว่ากรณีที่ใช้กฎหมายแล้วเกิดความ “ไม่ยุติธรรม”

สำหรับคำตอบของนักสืบยางามิที่มีให้ต่อเหตุผลของ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ที่เลือกใช้วิธีการแบบ “ศาลเตี้ย” ในการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียนให้ผู้กระทำต้องตายตกไปตามเหยื่อนั้นมีว่า

“ใช่แล้ว กฎหมายมันมีช่องว่าง และมีคนที่อาศัยช่องว่างนั้นจนไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นกฎหมายก็กำลังพัฒนาไปเพื่อให้ช่องว่างนั้นลดลง มันก็อาจจะช้าและยังมีคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะกฎหมายอยู่ แต่ก็เพราะอย่างนั้น ฉันจึงต้องอยู่ฝั่งนี้ ฝ่ายเดียวกับกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหล่านั้น”

บทเรียนที่ได้รับจากเกมนี้ อาจจะเป็นข้อสรุปที่เฝือแบบพูดอีกก็ถูกอีกว่า กฎหมายนั้นเป็นคนละเรื่องกับความเป็นธรรม แต่เพราะอย่างนั้นเราก็ยังต้องยึดถือ “กฎหมาย” นั้นไว้ แทนที่จะใช้วิธีอื่นที่เหมือนจะยุติธรรมกว่า แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าวิธีการนั้นจะนำมาซึ่งปัญหาอื่นหรือไม่

หากในฐานะของผู้รู้ผู้ใช้กฎหมายไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็ควรจะรับรู้ถึงปัญหาที่มี และหาทางพัฒนาตัวกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้มีกรณีที่พลาดหลุดออกไปจากความยุติธรรมนั้นเหลือน้อยที่สุด