มองจากด้านของหลอกว้านจงการเกิดขึ้นของ ขบวนการโจรโพกผ้าเหลือง คือผลผลิต จากความเสื่อมทรุด ล้มเหลว ในการบริหารราชการแผ่นดินของราชสำนักที่เริ่มจาก
ฮวนเต้กระทั่งเลนเต้
ดังที่ปรากฏผ่านสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่ว่า ราชการกฎหมายแผ่นดิน ผันแปร อาณาประชาราษฎรทั้งปวงได้รับความเดือดร้อน
เกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมเป็นอันมาก
และตัวอย่างหนึ่งอันเป็นความร้ายแรง ส่งผลสะเทือนเป็นอย่างสูงก็คือการเกิดขึ้นของ
โจรโพกผ้าเหลือง
กรณีของ โจรโพกผ้าเหลือง จึงนับเนื่องเป็น อาเพศ หนึ่ง
นอกเหนือจาก เวลาตะวันเที่ยงเกิดลมพายุหนัก มีงูสีเขียวใหญ่ตกลงมาพันอยู่ที่เท้าพระเก้าอี้ซึ่งเสด็จอยู่นั้น
กระนั้น อาเพศอันเนื่องแต่ โจรโพกผ้าเหลือง ก็เพริศแพร้วพรรณราย
ฝ่ายเมืองกิลกกุ๋นนั้นมีชายพี่น้อง 3 คน ชื่อ เตียวก๊ก หนึ่ง เตียวโป้ หนึ่ง เตียวเหลียง หนึ่ง
แลเตียวก๊กนั้นไปเที่ยวหายาบนภูเขา
พบคนแก่คนหนึ่ง ผิวหน้านั้นเหมือนทารก จักษุนั้นเหลือง มือถือไม้เท้า คนนั้นพาเตียวก๊กเข้าไปในถ้ำ
จึงให้หนังสือตำรา 3 ฉบับชื่อ ไทยแผงยาวสุด
แล้วว่า ตำรานี้ท่านเอาไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจะถึงตัว
เตียวก๊กกราบไหว้แล้วจึงถามว่า ท่านนี้ชื่อใด
คนแก่นั้นจึงบอกว่า เราเป็นเทวดา
บอกแล้วก็เป็นลมหายไป
สํานวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ให้รายละเอียดบางประการแผกต่างออกไปและมีส่วนในการเติมเต็มให้สมบูรณ์ นั่นก็คือ แลเตียวก๊กนั้นเข้าสอบชิงตำแหน่งขุนนางตรีมิได้
จึงขึ้นไป เสาะหาตัวยาบำบัดโรคบนภูเขา แล้วได้พบกับผู้เฒ่าคนหนึ่ง ดวงตาแจ่มใส ใบหน้าอ่อน ถือไม้เท้าทำด้วยกิ่งหลี
ท่านผู้เฒ่าเรียกเตียวก๊กเข้าไปในถ้ำ แล้วมอบทิพยคัมภีร์ 3 ฉบับให้พลางว่า
คัมภีร์นี้เรียกว่า ไทยแผงยาวสุด แปลว่า หลักวิถีสันติสุข เจ้าจงเก็บไว้ศึกษาแล้วนำไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวง หากเจ้าคิดมิซื่อเอาตำรานี้ไปใช้ในทางที่ผิดแล้วไซร้จักต้องมีอันเป็นไปต่างๆ นานา
เตียวก๊กกระทำคำนับแล้วถามชื่อแซ่ของท่าน ผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่าตอบว่า ข้าเป็น เซียนอยู่ดินแดน
ปักษ์ใต้
พูดแล้วก็หายวับไปกับลม
กระนั้น เมื่ออ่านจาก ประวัติศาสตร์จีน ยุคราชวงศ์ อันเรียบเรียงโดย สายฝน รุ่งประเสริฐ วรรณสินธพ,
สุรภาพร รังสีอุทัย แห่งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ก็จะสัมผัสได้ในรายละเอียดที่มากยิ่งขึ้น
เริ่มจากชาวนาในแถบเมืองอู๋จวิ้นบุกเข้าเมือง สังหารขุนนาง
สี่ว์เซิง หัวหน้ากบฏชาวนาก่อการกบฏ ขึ้นที่ จี้ว์จัง (ปัจจุบัน บริเวณเมืองฮือซีในมณฑลเจ้อเจียง)
เพียงไม่กี่วันก็สามารถรวบรวมกำลังคนได้หมื่นกว่าคน
ฮั่นหลิงตี้ บัญชาให้ผู้ตรวจการเมืองหยางโจวและผู้ว่าราชการเมืองตันหยางยกกำลังไปปราบปราม
แต่ถูกกบฏชาวนาตีแตกพ่าย
ชื่อเสียงของสี่ว์เซิงโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังตั้งตัวเองเป็น หยางหมิงหวงตี้ หรือ
จักรพรรดิหยางหมิง
ปี ค.ศ.174 แม่ทัพเมืองอู่จวิ้นรับสมัครไพร่พล
จับมือกับขุนนางโจวจวิ้นโค่นล้มสี่ว์เซิง กลุ่มกบฏแม้จะถูกปราบได้ แต่กลุ่มกบฏที่ใหญ่กว่ากำลังเตรียมก่อตัวขึ้น
นั่นก็คือการก่อตัวที่เมือง จี้ว์ลู่จวิ้น หรือ กิลกกุ๋น
หากอ่าน สามก๊ก ฉบับสมบูรณ์อันแปลและเรียบเรียงโดย พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช อย่างประสานกับ ประวัติศาสตร์จีน ของ สายฝน รุ่งประเสริฐ วรรณสินธพ และ สุรภาพร รังสีอุทัย จะได้รสชาติที่เข้มข้นขึ้น
เริ่มจากสำนวนการแปลของ พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช
ที่ จวี้ลู่จวิ้น มี 3 พี่น้อง จางเจวี่ย จางเป่า จางเหลียง จางเจวี่ยเคยสอบซิ่วไฉไม่ได้
ครั้งหนึ่งขึ้นเขาเก็บยา
พบชายชรา นัยน์ตาสีเขียว ผิวหน้าดังทารก มือถือไม้เท้า ชายชราเรียกจาง เจวี่ยเข้าไปในถ้ำ
แล้วมอบตำราแห่งสันติ 3 เล่มให้แล้วกล่าวว่า ข้าคือเซียนเฒ่าแห่งหนานหัว
พูดจบก็กลายเป็นลมหายไป
สํานวน สายฝน รุ่งประเสริฐ วรรณสินธพ และ สุรภาพร รังสีอุทัย เริ่มจากการระบุ
จี้ว์ลู่จวิ้น (กิลกกุ๋น) มีพี่น้องสามคน คือ จางเจี่ยว (เตียวก๊ก) จางเป่า (เตียวโป้) จางเหลียง (เตียวเหลียง)
ทั้งสามคนล้วนมีความสามารถ ทั้งยังชอบช่วยเหลือชาวบ้าน
จางเจี่ยวรู้วิชาแพทย์จึงช่วยรักษาโรคให้คนจนโดยไม่คิดเงิน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่รักของคนจน
เขารู้ว่าชาวนาถูกขูดรีดจากเจ้าของที่ดิน ทั้งยังต้องประสบภัยแล้ง
จึงอยากที่จะเห็นโลกที่มีแต่สันติสุขที่สามารถทำให้พวกเขาอยู่อย่างมีความสุขได้ จึงตัดสินใจตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิเพื่อรวบรวมผู้คน
เรียกว่า ลัทธิไท่ผิง (หนทางมหาสันติ)
รับลูกศิษย์มากมายมาช่วยกันเผยแผ่ลัทธิ ผู้เลื่อมใสศรัทธาลัทธิไท่ผิงมีมากขึ้นเรื่อยๆ จางเจี่ยวจึงส่งจางเปาพร้อมทั้งลูกศิษย์เดินทางไปทั่ว
ด้านหนึ่ง เพื่อรักษาโรค อีกด้านก็เพื่อเผยแผ่ลัทธิ
จากสำนวนแปลคลาสสิก เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มาถึงสำนวนแปลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นของ วรรณไว พัธโนทัย ไม่ว่าจะเป็นของ พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช
ดำเนินไปตามแนวทางของ หลอกว้านจง
นั่นก็คือ กรณีของ เตียวก๊ก เตียวโป้ เตียวเหลียง เป็นเรื่องของ เทวดา เป็นเรื่องของ เซียน ดำเนินไปตามขนบแห่งลัทธิเต๋า
มีจุดดาลมาจาก คนแก่คนหนึ่ง ผิวหน้าเหมือนทารก จักษุเหลือง ถือไม้เท้า
มอบคัมภีร์ ไทยแผงยาวสุด หรือ หลักวิถีสันติสุข พร้อมกำชับหนักแน่นจริงจัง
นำไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวง
ต่อเมื่อมาถึงรุ่นใหม่อย่าง สายฝน รุ่งประเสริฐ วรรณสินธพ และสุรภาพร รังสีอุทัย แห่งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรตินั้นหรอก
จึงเน้นไปยัง หยางหมิงหวงตี้ แถวแถบแห่งมณฑลเจ้อเจียง
จึงเน้นไปยัง การรีดนาทาเร้นของเจ้าของที่ดิน บวกกับภัยแล้งครั้งเล่าบีบให้ชาวบ้านตาดำๆ ทนต่อไปไม่ไหว
จึงรวมตัวกันขึ้น ต่อต้าน
ภาพที่ได้รับการวาดภาพตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เมื่อล่วงเข้าสู่การตีความยุคใหม่จึงได้ก่อให้เห็นรูปแห่งพัฒนาการในการมองและตีความ
จาก โจรโพกผ้าเหลือง กลายเป็น กบฏชาวนา24
สะท้อนพัฒนาการในทาง ความคิด และลักษณะในทาง การเมือง ในการดำรงอยู่และดำเนินไปแห่งยุคสามก๊ก
ภายใต้ กลียุค จึงสะท้อนลักษณะ ปฏิวัติ

