บทเรียนราคาแพงของสังคมไทย : ไม่ซื่อสัตย์ต่อคุณภาพงาน
ความเสียหายของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมานั้น ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตผู้คน ทั้งบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่ก็ยังมีความสูญเสียอื่นๆ อีกมหาศาลตามมา ที่สำคัญทำให้เกิดภาพลบในวงการก่อสร้าง บริษัทผู้รับเหมา และประเทศไทยได้ถูกกระจายออกไปทั่วว่า “คุณภาพงานการก่อสร้างเริ่มเปิดแผล” คุณภาพงานก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มสั่นคลอนตามมา
ทั้งนี้ เพราะบริษัทผู้รับเหมาทั้งหลายเริ่มถูกขุดคุ้ยทั้งเรื่องการประมูล การออกแบบ และการควบคุมงาน รวมทั้งวิศวกรผู้รับผิดชอบ ลึกลงไปถึงคุณภาพเหล็กและปูนซีเมนต์ ตลอดจนวัสดุก่อสร้างต่างๆ
ทั้งหลายทั้งปวง ยึดโยงกับคุณภาพงานและคุณภาพของตึกที่สร้าง ที่ต้องให้ความตระหนักถึง
ความมั่นคงแข็งแรง และที่สำคัญไม่เบียดบังผลประโยชน์งบประมาณจากทางราชการ ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่การตรวจสอบเรื่องราวของการดำเนินงานก่อสร้างตึก สตง. และทำการค้นหาความผิดพลาดต่างๆ นานา
ความจริงยังมีเรื่องราวที่ต้องเร่งเคลียร์การก่อสร้างก่อนหน้าตึก สตง.ถล่มเช่นกัน นั่นก็คือ
การก่อสร้างทางยกระดับและการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่บริเวณพื้นที่ก่อสร้างถนนพระราม 2 หลายครั้ง ที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายเช่นกัน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง และคุณภาพของงานที่ย้ำรอยคุณภาพการก่อสร้างทั้งสิ้น
จึงอาจจะกล่าวได้ว่า การที่เกิดอุบัติเหตุในประเด็นการก่อสร้างงานหลายๆ เหตุการณ์ เมื่อสาวลึกลงไปแล้วส่วนหนึ่ง ผลการตรวจสอบไปแล้วบางส่วน พบว่าเกี่ยวข้องกับคุณภาพของงานทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับรวมงานการก่อสร้างอื่นๆ ในประเทศไทยอีกนับสิบนับร้อย จะประกันคุณภาพงานเหล่านี้ได้อย่างไรหรือไม่
ผมเข้าใจว่าในหลายๆ กรณี ทั้งการก่อสร้างตึกอาคาร การก่อสร้างถนนหนทางต่างๆ รวมทั้งสะพาน และแม้แต่การจัดบริการสาธารณะอื่นๆ อีกมากมาย มีความยึดโยงกับการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจและความไม่ซื่อสัตย์ต่อคุณภาพงาน ที่ควรจะได้ตระหนักถึงการตรวจสอบคุณภาพของงาน คุณภาพการก่อสร้าง และให้ถือว่าการละเลย การเพิกเฉย ที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามีข้อสรุปว่า ส่วนหนึ่งมาจากความไม่โปร่งใส ความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อคุณภาพงาน จนกลายเป็นค่านิยมการเรียกรับผลประโยชน์จากการก่อสร้างและการจัดโครงการบริหารสาธารณะอื่นๆ ที่นิยมกระทำกัน โดยเฉพาะบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างกับผู้ว่าจ้างที่เป็นส่วนราชการ ที่เราเรียกกันว่า “การเรียกเงินทอน”
การเรียกเงินทอนจึงอาจจะกลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่ดูจะลามไปเกือบทุกวงการของสังคมไทย โดยเฉพาะส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางครั้งก็มีทั้งนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนพัวพันด้วย ที่อาจเรียกได้อีกว่าเป็นการคอร์รัปชั่นจากโครงการก่อสร้างในหลายๆ ประเภท รวมทั้งการจัดบริการสาธารณะอื่นๆ ที่กล่าวมา
โจทย์ใหญ่ของสังคมไทยจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม สะพานพระราม 2 เกิดอุบัติเหตุและการก่อสร้างอื่นๆ กับการจัดบริการสาธารณะที่ไร้คุณภาพ เราจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร จะทำให้เกิดความรับผิดชอบต่อคุณภาพงานที่มีความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างไร
พูดให้ง่ายๆ ชัดๆ ก็คือ เราจะสร้างความซื่อสัตย์สุจริต และ “ไม่ขี้โกง” เพื่อปลูกฝังเข้าไปในจิตสำนึกของคนไทยอย่างไร ผมจึงไม่ค่อยแปลกใจนักที่ตัวเลขดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index: CPI) เป็นองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ซึ่งจัดอันดับประเทศไทยให้อยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ ได้คะแนนอยู่ในช่วงประมาณ 34-37 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 และตีพิมพ์เผยแพร่ทุกปี ซึ่งจัดอันดับประเทศจากระดับความทุจริตในภาครัฐ พบว่าประเทศไทยในรอบ 10 กว่าปี ระดับความโปร่งใสและการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชั่น ของไทยจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ประเทศไทยจะได้คะแนนอยู่ในระหว่างช่วง 34-37 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 100 กว่าๆ จากจำนวน 180 ประเทศ
โดยในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้เผยแพร่ผลสำรวจดัชนี CPI ประจำปี 2567 พบอีกว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ลดลงจากปี 2566 (35 คะแนน) และอยู่ในอับดับที่ 107 ของโลก
ผมจึงไม่แน่ใจว่าภาพลักษณ์ประเทศในเรื่องเหล่านี้ได้ถูกนำมาถกเถียงในระดับนโยบายของรัฐหรือไม่อย่างไร เพื่อร่วมกันวางรากฐานที่จะนำสังคมไทยไปสู่สังคมที่โปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และปราศจากการคอร์รัปชั่น ซึ่งจะต้องมีจุดเริ่มต้นและต้องใช้เวลาเพื่อวางแผนดำเนินการตั้งแต่ระดับการศึกษา ที่จะปลูกฝังเด็กและเยาวชนในอนาคต รวมทั้งสถาบันทางการเมือง ทั้งนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชนที่จะร่วมกันสร้าง “สังคมธรรมาภิบาล” โดยรวมของประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักกันอย่างมีระบบและมีแผนที่ชัดเจน
แม้ว่าประเทศไทยจะมีกลไกตรวจสอบภาครัฐและกลไกองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งคิดว่าอาจจะไม่เพียงพอและอาจจะตกหล่น ทำได้อาจจะขาดประสิทธิภาพ ซึ่งก็ควรจะต้องเสริมด้วยภาคประชาสังคม กลุ่มคนในองค์กรต่างๆ ทางสังคมที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งถูกส่งเสริมให้ตระหนักและมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อการตรวจสอบคุณภาพงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความรู้เท่าทันและช่วยกันต่อต้านการเบียดบังงบประมาณแผ่นดินของรัฐต่อไปในอนาคต
ผมจึงเข้าใจว่างานโครงการของรัฐทั้งทางส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย ได้มีการวางระเบียบไว้ว่า จะต้องเปิดเผยรายละเอียดการดำเนินโครงการงานของรัฐแจ้งให้ประชาชนทราบ โดยเฉพาะรายงานความก้าวหน้าและคุณภาพของงาน แต่ในทางปฏิบัติก็มักจะละเลยกันในทางปฏิบัติกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะรัฐบาลเองก็ให้ความใส่ใจในเรื่องนี้น้อยมาก ทุกอย่างจึงกลายเป็นการปล่อยปละละเลย และแก้ปัญหากันแบบวัวหายล้อมคอกไปในที่สุด
ผมค้นเอกสารตัวอย่างในการประกาศนโยบายการปราบการทุจริตคอร์รัปชั่นของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ของจีน โดยมีกฎเหล็กพอจะนำมาเป็นแบบอย่างง่ายๆ ที่รัฐบาลไทยควรทำเป็นแบบอย่างเช่น 1) ผู้บริหารประเทศและข้าราชการทุกระดับรับใช้ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามรับสินบนทั้งหน้าบ้าน ในบ้าน หลังบ้าน 2) ห้ามขึ้นป้ายปูพรมหรือมอบช่อดอกไม้แก่รัฐมนตรีและคนในรัฐบาล 3) ห้ามจ่ายเงินหลวงอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะการไปตรวจราชการ 4) ต้องทำการพิสูจน์ว่า รถหรูราคาแพงกับนาฬิกาแบรนด์ดังที่ใช้อยู่ รัฐมนตรีและข้าราชการต้องชี้แจง ท่านได้มาจากไหนเพราะเหตุใด และมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ “สี จิ้นผิง” ประกาศนโยบายให้ผู้นำที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการได้ทำตนเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะการประกาศนโยบายความซื่อสัตย์สุจริตและไม่คอร์รัปชั่น
ผมจึงเสนอว่าในเบื้องต้นให้ผู้นำประเทศและรัฐมนตรีประกาศเจตนารมณ์และทำเป็นแบบอย่าง เพื่อเป็นแบบให้กับการทำงานของข้าราชการและภาคธุรกิจเอกสาร ประชาสังคมที่จะร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการประกาศคุณภาพงานการก่อสร้างงานทุกประเภททุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ แล้วกลับมาทำวาระแห่งชาติเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตของคนในชาติต่อไป

