หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์ Futue...

คอลัมน์ Futuer perfect แข่งขันสู่ความเป็นอมตะ : เป้าหมายถัดไปของซิลิคอน วัลเลย์ โดยทีปกร วุฒิพิทยามงคล

3.04.17 | 13:00 น.

ในหนังสือ Homo Deus “หนังสือภาคต่อ” ของ Sapiens, ตำนานมนุษยชาติที่ไล่เรียงจากต้นกำเนิดจนมาถึงปัจจุบัน, คุณ Yuval Noah Harari ผู้เขียน ทำนายไว้อย่างน่าสนใจว่า หลังจากที่มนุษย์ “เอาชนะ” อุปสรรค 3 ประการที่กัดกินพวกเรามาตลอด ซึ่งคือ สงคราม, โรคระบาด และการขาดแคลนอาหาร (War, Plague and Famine) ได้แล้ว มนุษย์จะมีเป้าหมายใหม่อีก 3 ประการให้วิ่งวนค้นหา นั่นคือ ความเป็นเลิศจนเกือบแตะขอบเขตเทพเจ้า (Divinity) ผ่านทางการตัดแต่งทางพันธุกรรมและการใช้ไบโอเทคโนโลยีเพื่อประกอบร่างมนุษย์เข้ากับเครื่องจักรด้วยวิธีการต่างๆ, ความสุข (Bliss) ผ่านทางการใช้ยาและการปรับจูนคลื่นสมอง, และสุดท้ายคือ ความเป็นอมตะ (Immortality)

แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าถึงแม้เราจะยังต่อสู้กับอุปสรรคเก่า 3 ประการไม่เสร็จดี-อันที่จริง, เรียกว่าไม่เสร็จสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการต่อสู้เท่านั้นเอง! ลองดูอัตราการขาดแคลนอาหารที่จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในประเทศยากจน, สงครามที่เปลี่ยนรูปแบบไป และ “มีพิษภัย” มากขึ้นเพราะมีเทคโนโลยีอย่างเช่นโดรนมาช่วยหนุน, โรคภัยที่พัฒนาตัวเองขึ้น เกิดซุปเปอร์บั๊กที่ยาต่างๆ ต้านทานได้ยากขึ้นทุกที-ก็ดูเหมือนว่า ซิลิคอนวัลเลย์จะ “หลุด” จากความเป็นจริงและส่วนอื่นๆ ของโลก ไปวิ่งไล่ตามเป้าหมายใหม่ คือความเป็นอมตะเสียแล้ว

ความเป็นอมตะที่ซิลิคอนวัลเลย์จินตนาการไว้นั้นมาในรูปแบบที่ต่างๆ กัน รูปแบบหนึ่งที่มีผู้คาดเดาว่าน่าจะเป็นไปได้ในอีกไม่กี่สิบปี คือการอัพโหลด “จิต” เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ (mind-uploading) ในเมื่อกายหยาบนั้นสูญสลายไปได้เสมอ-ทำไมเราไม่นำส่วนที่เป็น “เรา” เข้าไปในระบบที่มีความทนทานและยืดหยุ่นมากกว่าเสียเลยล่ะ-ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ตัวยงคนหนึ่งคือ Ray Kurzweil นักอนาคตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เขาเขียนไว้ในหนังสือ The Singularity Is Near ที่ปัจจุบันได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่วาง “พิมพ์เขียว” ของอนาคตไว้ได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุดเล่มหนึ่งว่า

“การอัพโหลดจิตจะเป็นการจำลองแบบสมองของมนุษย์ บนระบบอิเล็กทรอนิกส์ แบบจำลองสมองมนุษย์บนนั้นจะทำงานได้รวดเร็วกว่าสมองชีวภาพของพวกเรามาก” เขาคาดเดาว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะพร้อมใช้ในปี 2030 (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อีกไม่นาน-อีกแค่ 13 ปีเท่านั้น!)

โดยส่วนตัวผมคิดว่าคำทำนายของ Ray Kurzweil นั้น “มองโลกในแง่ดี” เกินไป เทคโนโลยีนี้คงเกิดขึ้นได้จริง แต่ในเวลาอีกเพียง 13 ปีนั้นน่าจะเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป สำหรับพรมแดนที่เรายังถือว่า “รู้น้อยมาก” อย่างสมองมนุษย์

Advertisement

มีบางการทำนายที่ให้ระยะเวลากับเทคโนโลยี Brain Uploading ยาวนานกว่าของ Kurzweil เช่น โครงการ 2045 Initiative ของมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย Dmitry Itskov ผู้ตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างเทคโนโลยีที่จะ “โอนถ่ายบุคลิกภาพของมนุษย์ ไปสู่ตัวกลางที่ไม่เป็นชีวภาพ เพื่อยืดชีวิตไปจนถึงจุดที่เป็นอมตะ”

เป้าหมายการ “ยืดเวลาชีวิต” นี้ เป็นเรื่องที่หลายบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ พุ่งเป้าไปในปัจจุบัน บริษัท Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิลก็ตั้งเป้าหมายไว้อย่างเดียวกันโดยมาจากตัวหัวหน้าอย่าง Larry Page เลยทีเดียว นิตยสาร TIME โปรยปกถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าตื่นเต้นว่า Google VS Death

ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเป้าหมายที่ดูยิ่งใหญ่ และเป็นอุดมคติอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็มีผู้แสดงความกังวลว่า การตั้งเป้าของซิลิคอนวัลเลย์ในครั้งนี้จะเป็นการราดน้ำเกลือลงบนบาดแผลที่ชื่อว่าความเหลื่อมล้ำหรือเปล่า Paul Graham Raven นักเขียนนิยายไซไฟเขียนวิจารณ์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “จริงๆ แล้วเทคโนโลยีที่ช่วยยืดยาว เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์ก็มีอยู่แล้วนะ ไม่เห็นต้องพัฒนาเลย-คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ได้ : น้ำสะอาดๆ, การปรับปรุงคุณภาพสาธารณสุขในเมือง, ระบบประกันสุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้, รายได้ขั้นต่ำ หรือกระทั่งการศึกษาฟรี”

นั่นคือเขาวิจารณ์ว่า-แทนที่ซิลิคอนวัลเลย์จะไปพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมีเฉพาะกลุ่มคนรวยที่เข้าถึงได้ (หรืออย่างน้อย เข้าถึงได้ก่อนคนที่มีรายได้ต่ำ) พวกเขาควรเบนความสนใจมาพัฒนาสิ่งที่จะทำให้มนุษยชาติทั้งปวง “ก้าวไปพร้อมกัน” ได้น่าจะดีกว่า

Atul Gawande เขียนไว้ในหนังสือ Being Mortal (ตาย-เป็น โดยสำนักพิมพ์ openworld ในฉบับภาษาไทย) ถึงเรื่องการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย และการตายอย่างทรงเกียรติ เขาพูดถึง “จุดจบที่ดีของชีวิต” และขีดจำกัดของการแพทย์-เขาไม่หวังให้มนุษย์มีชีวิตอยู่จนถึงปีที่อนันต์ แต่กลับกัน เขาหวังว่าชีวิตมนุษย์จะสิ้นสุดอย่างดีพอ

เทคโนโลยีการยืดยาวชีวิตจนเป็นอมตะนั้นเป็นเป้าหมายสูงส่งเลิศเลอ มันอาจสร้างรอยระยิบระยับประทับใจได้ในดวงตาของใครบางคน แต่สิ่งที่ผู้วิจารณ์หลายๆ ท่านว่าไว้ก็คือ มันเป็นเป้าหมายที่กำลังถามความแตกต่างทางชนชั้นทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวหรือเปล่า และถ้าเป็นอย่างนั้น เราควรมาช่วยกันแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะดีไหม?

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล