หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ชะตากรรมของโคอาลา

28.04.25 | 09:05 น.

โคอาลา – หลายคนคงรู้จัก โคอาลา สัตว์พื้นเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลีย ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว โคอาลา ไม่ใช่หมี แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้อง (Marsupialia) ชนิดหนึ่ง แต่เพราะหน้าตารูปร่างคล้ายกับสัตว์ในตระกูลหมี ก็เลยทำให้เรียกกันผิดๆ ว่า หมีโคอาลา หรือหมีต้นไม้ กันนั่นเอง

นักสัตววิทยา ถือว่า โคอาลาเป็น “ซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต” เพราะมีการขุดค้นพบซากฟอสซิลของโคอาลาขนาดยักษ์ อายุมากถึงกว่า 20 ล้านปี ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย โคอาลาจึงเป็นสัตว์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งชนิดหนึ่ง แม้แต่ชื่อของมันยังเรียกความสนใจได้ คำว่า “โคอาลา” เป็นคำภาษาอะบอริจิน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลีย ความหมายของคำนี้คือ “ไม่กินน้ำ” ที่คนพื้นเมืองเรียกมันเช่นนั้นเพราะโคอาลาเป็นสัตว์ที่ไม่กินน้ำเลย เนื่องจากได้รับน้ำในปริมาณที่พอเพียงจากอาหารหลักของมัน คือใบยูคาลิปตัส อยู่แล้วนั่นเอง

หยิบเรื่องโคอาลามาเล่าสู่กันฟังเพราะเพิ่งพบข่าวพิลึกชิ้นหนึ่งจากออสเตรเลีย นั่นคือ จู่ๆ ทางการรัฐวิกตอเรีย รัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ก็ส่งมือปืนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตระเวนไล่ยิงโคอาลาในพื้นที่ป่าสงวนของวนอุทยานแห่งชาติ ยุดจ์ บิม กันสนุกมือ ตามรายงานข่าวระบุว่า มีโคอาลาตกตายจากคำสั่ง “ประหาร” ครั้งนี้ไปราว 700 ตัวเลยทีเดียว ก่อให้เกิดเสียงโวยวาย โจมตีกันวุ่นวายขึ้นตามมา

การฆ่าหมู่สัตว์น่ารักอย่างโคอาลาขนานใหญ่ครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากเกิดไฟป่าขึ้นในพื้นที่กว่า 5,500 เฮกตาร์ ของวนอุทยานแห่งนี้ ไฟป่าซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากฟ้าผ่าดังกล่าว เผาผลาญพื้นที่ป่าที่มีต้นยูคาลิปตัส หรือที่เรียกกันในท้องถิ่นว่า ต้น “บลู กัม” (blue gum) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของโคอาลาอยู่ด้วยไปราว 1 ใน 3 เลยทีเดียว ข้ออ้างของทางการรัฐวิกตอเรียก็คือ บริเวณที่เกิดไฟป่า มีโคอาลาอยู่ราว 2,000-3,000 ตัว แน่นอนมีส่วนหนึ่งเสียชีวิต มีบ้างที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟลวก ส่วนที่ยังเหลือรอดชีวิตมาได้ก็ตกอยู่ในสภาพไม่มีอาหารกินเพียงพอ

บรรดากลุ่มหรือองค์กรที่ออกมาโวยวายต่อต้านปฏิบัติการครั้งนี้ เห็นตรงกันว่าวิธีการเช่นนี้ออกจะเป็นการแก้ปัญหาที่ลวกๆ ง่ายๆ ไปสักหน่อย บางกลุ่มอย่างเช่น องค์กร เฟรนด์ ออฟ ดิ เอิร์ธ (เอฟโออี) สำนักงานประจำนครเมลเบิร์น ชี้ให้เห็นว่า ปฏิบัติการครั้งนี้นอกจากจะมีปัญหาในเชิงจริยธรรมแล้ว ยังเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย และจะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อไปในอนาคต เอฟโออีระบุด้วยว่า การฆ่าหมู่ด้วยวิธีใช้มือปืนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไล่ยิงนั้น ทำให้ผู้สังหารไม่มีทางประเมินสภาพของเหยื่อได้ว่า อยู่ในสภาพที่ควรฆ่าทิ้งหรือไม่ เช่น ไม่สามารถบอกได้ว่าโคอาลาตัวนั้นๆ ได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า หรือมันมีลูกติดตัวอยู่ด้วยหรือไม่ เท่ากับเป็นการฆ่าลูกโคอาลาที่ยังต้องพึ่งพาแม่อยู่ไปด้วยอย่างโหดร้ายทารุณ

Advertisement
(ภาพ-Wikipedia)

ผู้สันทัดกรณีในเรื่องนี้ระบุว่า การบริหารจัดการเรื่องโคอาลาของรัฐวิกตอเรีย เป็นปัญหาคาราคาซังมาช้านาน เหตุผลก็เพราะจำนวนประชากรโคอาลาในรัฐนี้ขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะหลังทศวรรษ 1920 เรื่อยมา หลังเกิดปรากฏการณ์จำนวนโคอาลาหดหายไปอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษที่ 19 เรื่อยมาจนถึงราวต้นศตวรรษที่ 20 จากสาเหตุการสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัย การเกิดโรคระบาด และถูกมนุษย์ล่า เพื่อถลกหนังของมันมาใช้ประโยชน์

การลดจำนวนลงของโคอาลาดังกล่าว ส่งผลให้เกิดโครงการรณรงค์เพาะเลี้ยงโคอาลาบนเกาะนอกชายฝั่ง แล้วนำเอาโคอาลาที่เพาะเลี้ยงได้กลับมาปล่อยในพื้นที่ธรรมชาติในแผ่นดินใหญ่ของประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการขึ้นตามมาเพราะเกิดการกระจุกตัวของประชากรโคอาลา ที่ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติเหล่านี้ นอกจากนั้นยังเกิดปัญหาในเชิงพันธุกรรม จากการผสมพันธุ์กันเฉพาะในกลุ่มจำกัด ขาดความหลากหลายขึ้นตามมาอีกด้วย

ข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบระบุว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วในเวลานี้ จำนวนประชากรโคอาลาในวิกตอเรียมีมากกว่า 450,000 ตัว ซึ่งถือว่ามีมากจนเกินไป สร้างปัญหาการกระจุกตัวของโคอาลาในบางพื้นที่ ที่มีจำนวนโคอาลาหนาแน่นเกินไปจนไม่สามารถ “อยู่อย่างยั่งยืน” ได้ เกิดสภาพขาดแคลนอาหาร และร่างกายอ่อนแอง่ายต่อการได้รับเชื้อโรคต่างๆ อีกต่างหาก

เอฟโออีแย้งว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะทางการรัฐวิกตอเรียไม่บริหารจัดการให้ถูกต้องเอง เอฟโออีชี้ว่า ในช่วงระหว่างปี 1995 จนถึงปี 2010 ทางการทำโครงการปลูกป่ายูคาลิปตัสในพื้นที่ 170,000 เฮกตาร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พื้นที่ดังกล่าวดึงดูดเอาบรรดาโคอาลาเข้ามาอยู่อาศัยมากมายมหาศาล เมื่อจำเป็นต้องโค่นป่าปลูกเหล่านี้เพื่อเคลียร์พื้นที่ตามกำหนดทุกๆ 14 ปี ก็ส่งผลให้เกิดภาวะอดอยากและเสียชีวิตของโคอาลาติดตามมา

ข้อถกเถียงว่าด้วยชะตากรรมของโคอาลาในวิกตอเรียครั้งนี้ ยังไม่ได้ข้อยุติ คนนอกอย่างเราๆ ท่านๆ ก็ได้แต่ตั้งความหวังว่า จะมีทางออกที่เหมาะสมเพื่อให้สัตว์น่ารักนี้สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้โดยสันติในไม่ช้าไม่นานครับ

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์