หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์ นิธิ ...

คอลัมน์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดอว์ซู-ในจอและนอกจอ(3) โดย นิธิ เอีียวศรีวงศ์

3.04.17 | 13:00 น.

เมื่อกล่าวโดยรวมดอว์ซูสนับสนุนการปฏิรูป แต่ไม่ใช่การปฏิรูปของประธานาธิบดีเต็งเส่งเสียทีเดียวนัก ดอว์ซูและ NLD มีบทบาททางการเมืองประหลาด กล่าวคือ ไม่มีนโยบายของตนเองในเรื่องอะไรทั้งสิ้น แม้ว่า NLD เป็นเพียงพรรคเดียว หากไม่นับพรรค USDP ของกองทัพ ที่มีสาขาพรรคเกือบทั่วประเทศ ฉะนั้นหากต้องการก็จะสามารถรู้สถานการณ์ในท้องถิ่นต่างๆ ได้อย่างดี จนอาจสร้างนโยบายทางเลือกขึ้นมาแข่งกับนโยบายของรัฐบาลได้ แต่ NLD ภายใต้ดอว์ซูไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนั่งในสภา และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายปฏิรูปเรื่องนั้นเรื่องนี้ของรัฐบาลเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรจากบทบาทของพรรคฝ่ายค้านในประเทศไทย และอีกหลายประเทศอาเซียน ทำให้ประชาชนไม่มีทางเลือกเชิงนโยบายจากพรรคการเมืองและรัฐสภา เข้าใจว่าคติการบริหารในวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ คือการรักษาความสงบเรียบร้อยของสถานะเดิมให้ดำรงอยู่ตลอดไป มากกว่าการปรับตัวเพื่อรับประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลง นโยบายระยะยาวที่ครอบคลุมการบริหารทั้งส่วนย่อยและส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็น นอกจากเป้าหมายซึ่งพูดกี่ทีก็เหมือนเดิมทุกที เช่น การพัฒนา, สัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ, บำบัดทุกข์บำรุงสุข, ฯลฯ

(ด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่มีใครรู้สึกอัศจรรย์ใจว่า ยึดอำนาจเข้ามาบริหารบ้านเมือง แล้วจึงตั้งสภาปฏิรูป ก็ทำไมไม่วางแผนปฏิรูปให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงค่อยยึดอำนาจเข้ามาบริหารทีหลัง แสดงว่าเมื่อตอนยึดอำนาจ ไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย)

แต่จะว่าดอว์ซูและ NLD ไม่มีนโยบายทางเลือกเลยก็ไม่เชิงทีเดียว ดอว์ซูและพรรคยืนยันเสมอว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือ แก้รัฐธรรมนูญ ส่วนจะแก้เรื่องอะไร แก้อย่างไร เพื่อนำไปสู่อะไรนั้นไม่ค่อยชัดนัก นอกจากมาตราที่กีดกันดอว์ซูมิให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แม้กระนั้นนโยบายโดยรวมของดอว์ซูก็คือ ประคองความสัมพันธ์เชิงอำนาจขององค์กรและสถาบันต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ เพราะจากจุดนี้จะเปิดให้การเปลี่ยนแปลงโดยสงบเป็นไปได้ โดยกองทัพไม่หันกลับมายึดอำนาจเด็ดขาดดังเดิมอีก

ในทางการเมือง ดอว์ซูเลือกเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับอูฉ่วยมาน ซึ่งเป็นประธานสภาผู้แทนฯ นายทหารผู้นี้มีความทะเยอทะยานทางการเมือง เขาหวังว่าจะสามารถเข้ามาเป็นตัวเลือกของพรรค USDP แทนเต็งเส่งได้ในการเลือกตั้งปี 2015 เขาได้รับการสนับสนุนจากนายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าสภาจำนวนหนึ่ง และ ส.ส.พรรค USDP จำนวนหนึ่ง เมื่อบวกกับ ส.ส.ของ NLD ทำให้เขากุมเสียงข้างมากในสภาได้ เขาใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการ “ป่วน” นโยบายปฏิรูปของประธานาธิบดี เพื่อมิให้เต็งเส่งเสริมความแข็งแกร่งทางการเมืองของตนด้วยความสำเร็จในการปฏิรูป ทั้งหมดนี้ด้วยความร่วมมือของดอว์ซู

Advertisement

เป็นเกมการเมืองของผู้มุ่งหวังตำแหน่งประธานาธิบดีใน 2015 ถึงสามคนพร้อมกัน

ที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันก็คือ จุดยืนทางการเมืองของคู่แข่งทั้งสามคน ทุกคนรู้ดีว่า กองทัพนั่งอยู่บนบัลลังก์และเฝ้ามองความเป็นไปทางการเมืองอยู่เงียบๆ หากความเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบต่อกองทัพมากเกินไป และเร็วเกินไป กองทัพก็จะออกมาขัดขวาง อาจเปลี่ยนตัวคนดำรงตำแหน่ง (อย่างถูกหรือไม่ถูกกฎหมายเมื่อไรก็ได้) แต่ตราบเท่าที่กองทัพยังนั่งมองอยู่เงียบๆ เสียงสนับสนุนของประชาชนมีความสำคัญ เพราะจะทำให้สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งได้ และทำให้กองทัพยอมรับได้ด้วย

ดังนั้นการเป็นพันธมิตรอย่างเปิดเผยกับ “สายเหยี่ยว” ในกองทัพ จึงไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีทางการเมือง แต่การเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยก็ไม่ให้ผลดีเหมือนกัน เพราะอาจทำให้กองทัพโดยรวมเข้าใจผิดว่ากำลังจะล้มล้างอำนาจและผลประโยชน์ของกองทัพ

มีความละเอียดอ่อนที่จะเลือกจุดยืนทางการเมืองอย่างยิ่ง และในสถานการณ์เช่นนี้ ดอว์ซูเลือกจุดยืนอย่างไร อาจพอมองเห็นได้จากสี่กรณี ที่เธอถูกวิพากษ์จากกลุ่มต่างๆ ในพม่า และนานาชาติอย่างมาก

กรณีแรก เกิดขึ้นใน 2512 มีข่าวลือหนาหูว่าดอว์ซูและพรรค NLD ได้รับความช่วยเหลือจากธุรกิจบริวารของกองทัพ เช่น Sky Net, พุกามแอร์ และธนาคาร AGD เป็นต้น รวมเป็นเงินถึง 200 ล้านจ๊าด (ประมาณ 8,225,000 บาท) เมื่อถูกนักข่าวถาม เธอตอบว่าเงินช่วยเหลือของธุรกิจบริวารเหล่านี้ที่จ่ายให้แก่องค์กรสาธารณกุศลหรือ NLD มีประโยชน์ช่วยกระบวนการปฏิรูปประชาธิปไตย

เหตุใดธุรกิจบริวารเหล่านี้จึงยินดีจ่ายเงินให้ NLD?

ก่อนจะถึงเวลาที่ดอว์ซูและพรรคจะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เธอได้สร้างความไว้วางใจระดับหนึ่งกับกองทัพมาแล้ว เช่น ในช่วงที่เธอถูกกักบริเวณ ก็ได้ติดต่อนายพลตานฉ่วย เสนอความช่วยเหลือที่จะเจรจากับมหาอำนาจตะวันตกเพื่อยกเลิกการแซงก์ชั่น
พม่า ตานฉ่วยไม่ได้ตอบอะไร แต่ข้อเสนอของเธอได้รับความสนใจจากกองทัพ (ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนก่อน) เมื่อเธอพ้นโทษออกมาและเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในพม่า ทั้งที่เป็นชาวพม่าและชนกลุ่มน้อย ต่างพูดกันว่า หากประเทศเป็นประชาธิปไตยเต็มที่เมื่อไร ก็จะส่งนายทหารที่ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชนกลุ่มน้อย และชาวพม่าที่ลุกขึ้นประท้วงต่อต้านกองทัพอย่างโหดร้ายให้แก่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ออง ซาน ซูจีได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในช่วงนี้อย่างชัดเจนว่า เธอไม่เคยมีความคิดจะส่งพลเมืองพม่าคนใดให้แก่ศาลอาญาระหว่างประเทศทั้งสิ้น เธอเชื่อในหนทางประนีประนอมมากกว่า

อันที่จริง สถานการณ์ในพม่าไม่น่าจะทำให้นายพลพม่าหวั่นวิตกว่าจะถูกส่งตัวให้แก่ศาลระหว่างประเทศ แต่คำตอบของดอว์ซูทำให้กองทัพวางใจได้ว่า แม้หากพรรค NLD ได้ที่นั่งมากสุดในสภา รัฐบาลของ NLD หรือตัวดอว์ซูเองก็ไม่มีอันตรายแก่กองทัพ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ความนิยมตัวเธออย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ยิ่งจะทำให้สถานะทางการเมืองของกองทัพมั่นคงมากขึ้นด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้การปราบปรามกลางถนนอย่างเหี้ยมโหด ซึ่งอาจเป็นวิธีที่ล้าสมัยเกินไปแล้ว การเป็นรัฐจัณฑาลของอาเซียนไม่มีประโยชน์แก่กองทัพพม่าแต่อย่างไร

กรณีที่สอง การสนับสนุนดอว์ซูและ NLD ให้ได้ที่นั้งในสภา ทำให้ภาพพจน์การเมืองของพม่าเป็นที่ยอมรับได้ง่ายขึ้นแก่ประเทศอื่นทั้งโลก ธุรกิจบริวารกองทัพจึงยินดีจ่ายเงินช่วยเหลือ

ความคาดหวังของกองทัพต่อดอว์ซูดูจะไม่ผิด ในระหว่างที่เต็งเส่งพยายามเปิดการเจรจากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย เพื่อนำไปสู่การลงนามในสัญญาหยุดยิงทั้งประเทศ กองทัพกลับทำให้เกิดการสู้รบขึ้นใหม่ในรัฐกะฉิ่นและตอนเหนือของรัฐฉาน เป็นผลให้ประชาชน 75,000 คนพลัดที่นาคาที่อยู่ ดอว์ซูและ NLD ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของเต็งเส่งอยู่เสมอ ไม่อภิปรายเรื่องนี้ในสภาเลย (อย่างเดียวกับที่รัฐบาลของเธอไม่เอ่ยปากอะไรสักคำกรณีการสังหาร ทารุณกรรม และเผาบ้านเรือนโรฮีนจาในรัฐยะไข่เมื่อเร็วๆ นี้)

ดอว์ซูตอบคำถามผู้สื่อข่าวในลอนดอนว่า เราจำเป็นต้องรู้อย่างชัดเจนเสียก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่เราจะไปประณามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (แต่เธอหรือพรรค NLD ก็ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้รู้ชัดขึ้น ยิ่งทำให้คิดถึงกรณีโรฮีนจา การประณามช้ากับการไม่ประณามเลย แตกต่างกันมาก)

กรณีที่สาม เกิดขึ้นหลังจากดอว์ซูและ NLD ได้เข้าไปนั่งในสภาแล้ว และหลังจากประธานาธิบดีเต็งเส่งได้ระงับโครงการเขื่อนมหึมา Myitsone แล้วด้วย คือกรณีเหมืองทองแดงของบริษัทจีนร่วมหุ้นกับบริษัทของกองทัพ เป็นโครงการที่ได้ทำความตกลงกันก่อนจะมีการเลือกตั้ง จึงไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา นักกิจกรรมพากันเรียกร้องให้ปิดกิจการลงเสีย เพราะก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้คน และสิ่งแวดล้อม มีการชุมนุมประท้วง แต่ตำรวจก็สลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง รวมทั้งใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาว เป็นผลให้ผู้ประท้วงบาดเจ็บถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนหลายราย เต็งเส่งตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเชิญให้ดอว์ซูเป็นประธาน รายงานของคณะกรรมาธิการเสนอให้เปิดเหมืองต่อไป เพื่อมิให้กระเทือนการลงทุนของต่างชาติ ทั้งๆ ที่คณะกรรมาธิการยอมรับว่า โครงการเหมืองทองแดงนี้ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นสักตำแหน่ง และบริษัทไม่ได้เตรียมการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อเธอเดินทางเข้าไปตรวจพื้นที่ ชาวนาหลายร้อยคนตะโกนด่าแล้วเดินออก เพราะเห็นว่าเธอคือตัวแทนของฝ่ายกองทัพและทุน ไม่คิดจะปกป้องสิทธิของพวกเขาเลย

กรณีสุดท้ายคือ ท่าทีของดอว์ซูต่อความรังเกียจและกดขี่ชาวโรฮีนจา ซึ่งเริ่มกลายเป็นเหตุจลาจลใหญ่ใน 2013 (2556) เธอไม่มีท่าทีใดๆ ทั้งสิ้น กล่าวกันว่าส่วนหนึ่งก็เพื่อเอาใจนายทหารบางคน ที่เคยมีนโยบายกดขี่บีบคั้นชาวมุสลิมมาก่อน และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาตินิยมพุทธในพม่าเริ่มขยายตัวกว้างขึ้น ทำให้ดอว์ซูไม่ต้องการเสียคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งกำลังจะมาถึง

ท่าทีของดอว์ซูต่อการไล่ล่ามุสลิมในพม่า (โดยเฉพาะโรฮีนจา) แม้เมื่อเธอมีอำนาจแล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับท่าทีของประธานาธิบดีเต็งเส่ง ก็จะเห็นความต่างได้ชัด

ในช่วงที่เกิดจลาจลในรัฐยะไข่ในปี 2012 (2555) เพราะชาวโรฮีนจาข่มขืนหญิงชาวพุทธ ทำให้เหตุจลาจลลามไปทั่วพม่า รวมทั้งในย่างกุ้งด้วยใน 2013 รัฐบาลเต็งเส่งประกาศภาวะฉุกเฉินในยะไข่ แล้วส่งทหารไปรักษาความสงบในทันที ประธานาธิบดีเป็นผู้นำในการยับยั้งการทำลายล้างชาวมุสลิม โดยการออกวิทยุเรียกร้องให้ชาวพม่าอยู่ในความสงบ และประกาศภาวะฉุกเฉินในบางท้องที่ เมื่อสหประชาชาติส่งคนเข้ามาสังเกตการณ์เหตุจลาจล รัฐบาลก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ ตัวแทนของสหภาพยุโรปและสหรัฐให้คำชมเชยแก่ปฏิบัติการของรัฐบาลพม่าในครั้งนี้

หลังเหตุการณ์ เต็งเส่งตั้งกรรมาธิการคณะหนึ่งไปตรวจสอบเหตุการณ์ รายงานของคณะกรรมาธิการค่อนข้างซื่อตรง เช่น ยอมรับว่าหน่วยความมั่นคงทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลง และบางส่วนก็ไปร่วมการทำร้ายชาวมุสลิมด้วย โดยเฉพาะตำรวจและหน่วยผสมตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ ศุลกากร และสืบราชการลับ แต่กองทัพกลับทำหน้าที่รักษาความสงบอย่างเป็นกลาง

รัฐบาล NLD ภายใต้ดอว์ซูทำอะไรบ้างในเหตุจลาจลในรัฐยะไข่เร็วๆ นี้? ไม่กี่วันมานี้รัฐบาลพม่าเพิ่งประกาศว่ากองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายชาวโรฮีนจา ซึ่งขัดกับประจักษ์พยานชาวโรฮีนจา และภาพถ่ายของผู้ที่เห็นเหตุการณ์แล้วลักลอบนำออกนอกประเทศได้สำเร็จ หน่วยงานของสหประชาชาติเสนอให้ส่งกรรมการนานาชาติลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ แต่รัฐบาล NLD ประกาศไม่เห็นด้วย

การกระทำหรือไม่กระทำของดอว์ซู ที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์อย่างกว้างขวางนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเธอก้าวขึ้นสู่อำนาจแล้ว แต่พอจะมองเห็นแนวโน้มได้ตั้งแต่เธอยังเป็นฝ่ายค้านอยู่ด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าในฐานะหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ความรับผิดชอบของเธอย่อมมีจำกัดกว่าปัจจุบันซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวแล้วว่า ไม่มีใครเป็นนางเอกนอกจอ และไม่มีใครเป็นนางร้ายนอกจอ เมื่อเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง จังหวะก้าวในการปฏิรูปของเต็งเส่งกระฉับกระเฉง ฉับไว และมีประสิทธิภาพในเชิงบริหารมากกว่าดอว์ซูอย่างเทียบกันไม่ได้

แต่นี่เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรมนัก อย่างไรเต็งเส่งก็เป็นนายทหาร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากกองทัพให้เป็นผู้นำทางการเมือง โอกาสที่เขาจะถูกกองทัพโค่นล้มด้วยรัฐประหารแล้วกลับสู่เผด็จการเต็มรูปแบบเกิดขึ้นได้ยาก อย่างมากก็ปลดเขาออกตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และตั้งนายทหารคนใหม่เข้าทำหน้าที่แทน ในขณะที่ดอว์ซูและกองทัพเพิ่งพบหนทางอยู่ร่วมกันไม่นานมานี้เอง ซ้ำเป็นหนทางที่ดอว์ซู
มีอำนาจต่อรองไม่เท่ากับกองทัพด้วย หากเธอก้าวในจังหวะปฏิรูปเหมือนหรือยิ่งกว่าเต็งเส่ง ย่อมทำความตระหนกให้กองทัพจนกระทั่ง นายพลบางคนบางกลุ่มอาจเห็นความจำเป็นต้องทำรัฐประหารใหม่ และเพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มตนไว้ ก็จำเป็นต้องถอยกลับไปสู่เผด็จการเต็มรูปแบบตามเดิม

ทั้งเต็งเส่งและดอว์ซูได้ผ่านเผด็จการเต็มรูปแบบมาแล้ว แม้จะอยู่กันคนละฝ่าย ทั้งสองคนได้ประจักษ์กับประสบการณ์ตนเองมาแล้วว่าเผด็จการทหารทำร้ายประชาชนและประเทศชาติอย่างไร การนำประเทศให้พ้นออกไปจากเงาเผด็จการทหารน่าจะเป็นเป้าหมายของทั้งคู่ แต่ด้วยวิธีและจังหวะอย่างไร เป็นเรื่องไต่เส้นลวดที่แต่ละคนต้องเดินอย่างระมัดระวัง และอาจจะด้วยลีลาที่ต่างกัน

ดอว์ซูเลือกวิถีทางการเมือง ดังนั้นบัดนี้เธอจึงเป็นนักการเมือง ไม่ได้เป็นผู้นำประชาธิปไตยอีกแล้ว เราพึงคาดหวังบทบาทของคนสองประเภทนี้ต่างกัน

ช่วงเวลาที่ดอว์ซูครองอำนาจยังน้อยเกินไปกว่าที่เราจะด่วนสรุปได้ว่า เธอมีแต่ลีลาที่ประคองเฉพาะตัวเธอเท่านั้นมิให้ตกจากเส้นลวด ปล่อยวิกฤตทั้งหมดของพม่าไว้เหมือนเดิม โดยกองทัพไม่ต้องรับผิดชอบเท่าเดิมด้วย ใช่หรือไม่?