ภาพเก่าเล่าตำนาน : ยิวราว 2 หมื่นคน เคยหนีตายมาอยู่เซี่ยงไฮ้
เรื่องจริง…ที่ผู้เขียนก็ตื่นเต้นกรณี…ยิวในเมืองจีน
เดิม เซี่ยงไฮ้…เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง ตลาดชายทะเล มีบันทึกประวัติศาสตร์ที่ย้อนหลังไปได้กว่า 2 พันปี ชื่อโบราณของเมืองคือ “หู” มีชาวประมงกลุ่มเล็กๆ อาศัยอยู่
ต่อมา…เปลี่ยนชื่อเป็น “เซี่ยงไฮ้” ซึ่งแปลว่า “เหนือทะเล”
ย้อนไปช่วงศตวรรษที่ 19 มหาอำนาจอังกฤษนำกองเรือรบทันสมัยมาบุก ทำสงครามกับกองเรือของจีน (สงครามฝิ่นครั้งที่ 1) อังกฤษยิงถล่มจมเรือรบจีนลงไปนอนใต้ท้องทะเล… กองทัพจีนยอมแพ้
อังกฤษที่ขาดดุลการค้ากับจีนมาตลอด ถือโอกาสจับผู้แทนฮ่องเต้ของจีน มาลงนามในสนธิสัญญานานกิง บังคับให้จีน “เปิดเมืองท่า” ตามชายทะเลของแผ่นดินจีน 5 แห่ง ฝรั่งเศสที่เป็นทั้งมิตรและศัตรูของอังกฤษไม่รีรอ รีบตามมาร่วมบังคับจีนให้ค้าขายกับฝรั่งเศส
เซี่ยงไฮ้ เป็น 1 ใน 5 ท่าเรือ ในสนธิสัญญาที่ถูกบังคับให้เปิดการค้าขายกับประเทศยุโรป ต่อมามีการจัดตั้งนิคมนานาชาติเซี่ยงไฮ้ และสัมปทานฝรั่งเศส เซี่ยงไฮ้คึกคักจากการค้าทางทะเล มีชาวต่างชาติเข้าตั้งบริษัท สร้างโกดัง กลายเป็นเมืองใหญ่ของจีน
พ.ศ.2454 เกิดปฏิวัติซินไฮ่ โค่นล้มราชวงศ์ชิง จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐจีน…
พ.ศ.2457-2461 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรป
กรกฎาคม 2454 (ตรงกับช่วงต้นรัชสมัยในหลวง ร.6) “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ก่อตั้งขึ้นในเขตสัมปทานของฝรั่งเศสในเซี่ยงไฮ้ ระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่มีผลต่อเซี่ยงไฮ้มากนัก
แผ่นดินจีนที่กว้างใหญ่ไพศาล เสมือนสาวสวยสะคราญ มีทรัพยากรมหาศาล เป็นที่หมายปองของชาติมหาอำนาจ ในขณะที่แผ่นดินจีนเปราะบางด้วยความแตกแยกภายใน ขาดการพัฒนา ที่ล้าหลังคือระบอบการปกครอง การศึกษา
กองทัพญี่ปุ่นอันทรงอานุภาพ ก็เคยยกทัพมาบุกจีน
ตุลาคม 2480 ญี่ปุ่นยกกองทัพอันเกรียงไกรมาบุกจีนเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแผ่นดินจีนเป็นเหยื่อที่จะถูกแย่งยึดทรัพยากร เกิดการสู้รบดุเดือดที่เซี่ยงไฮ้ราว 3 เดือนเศษ ทหารจีนเสียชีวิตราว 2 แสนนาย ทหารลูกพระอาทิตย์ตายไปราว 7 หมื่น …ญี่ปุ่นเข้ายึดเซี่ยงไฮ้สำเร็จ
ญี่ปุ่นต้องการเซี่ยงไฮ้ เพราะเป็นเมืองท่าที่มีศักยภาพสูงในเอเชียแปซิฟิก เป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักที่ทันสมัย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นแพ้สงครามจึงต้องถอนกำลังออกไป
ยามสงบ…ชาวจีนในประเทศก็แบ่งฝ่ายรบกันเอง เป็นสงครามกลางเมือง ระหว่างก๊กมินตั๋ง (KMT) รบกับกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP)
เหมา เจ๋อ ตุง นำกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์รบจีนชนะก๊กมินตั๋ง แล้วขึ้นปกครองประเทศ เป็นคอมมิวนิสต์เต็มพิกัด แนวนโยบายคือการค้าส่วนใหญ่จำกัด คบค้ากันอยู่แต่ในประเทศสังคมนิยม
คอมมิวนิสต์ คือภัยคุกคามของโลกที่น่าสะพรึง ประเทศต่างๆ ในโลก ต้องมีพวก มีฝ่าย…รัฐบาลไทยเลือกที่จะอยู่ฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย…ไม่คบค้า ไม่ติดต่อกับจีนคอมมิวนิสต์
ในยุคสมัยนั้น…สำหรับคนไทย…ใครที่ติดต่อ ฝักใฝ่ มีเอกสารของจีนคอมมิวนิสต์ ถือว่าผิดร้ายแรง ต้องติดตะรางแบบไม่ต้องผุดไม่ต้องเกิด
ความรุ่งเรืองของเซี่ยงไฮ้มาจากอะไร?
ยุคทองของเซี่ยงไฮ้ เริ่มต้นขึ้นด้วยการยกระดับเป็นเทศบาลเมือง
7 กรกฎาคม พ.ศ.2470 หลังจากแยกการปกครองออกจากมณฑลเจียงซู เทศบาลเมืองใหม่ของจีนแห่งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ราว 500 ตร.กม. ซึ่งรวมถึงเขตเป่าซาน หยางผู่ จาเป่ย หนานซี และผู่ตง…แต่ไม่รวมเขตสัมปทานต่างประเทศ
เทศบาลเมืองใหม่ มีนายกเทศมนตรีและสภาเทศบาลจีนบริหารเมือง ภารกิจแรกคือการสร้างศูนย์กลางเมืองแห่งใหม่ในเมืองเจียงวานของเขตหยางผู่ ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของสัมปทานต่างประเทศ มีพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ ห้องสมุด สนามกีฬา และศาลากลางเมือง
เมืองชายฝั่งแห่งนี้ เจิดจรัส กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงินหลักของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก พลเมืองจากหลายประเทศและทุกทวีปต่างเดินทางมาที่เซี่ยงไฮ้ เพื่ออาศัยและทำงาน ชาวรัสเซียผิวขาวเกือบ 20,000 คน หนีออกจากสหภาพโซเวียตที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ก็พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้
ชาวรัสเซียที่เข้ามาปักหลักในเซี่ยงไฮ้เหล่านี้ ถือเป็นชุมชนชาวต่างชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2
ช่วงปี 2475 เซี่ยงไฮ้ กลายเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นบ้านของชาวต่างชาติ แถมยังมีผู้ลี้ภัย “ชาวยิว” จากยุโรปประมาณ 20,000 คน เดินทางมาถึงเมืองนี้
ชุมชนชาวยิวในเซี่ยงไฮ้ถือกำเนิดขึ้น
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชีวิตในเซี่ยงไฮ้ค่อนข้างสงบสุข เมื่อชาวยิวหนีตายกันเข้ามา ผู้ลี้ภัยชาวยิวได้รับการต้อนรับจากผู้อยู่อาศัยเดิม ยิวเริ่มสร้างชุมชนที่เข้มแข็งพร้อมโรงเรียนและสังคมที่มีชีวิตชีวา ผู้ลี้ภัยบางส่วนที่มีความรู้ เริ่มทำงานเป็นทันตแพทย์และแพทย์ ในขณะที่บางส่วนเปิดร้านค้า ทำธุรกิจ
“ชาวยิว” สามารถปฏิบัติกิจทางศาสนาได้ในเซี่ยงไฮ้
การที่จีนเสียเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ และเปิด 5 เมืองท่า เท่ากับว่า “จีนต้องเปิดประตู” ให้ชาวตะวันตกเข้ามาอยู่อาศัย มาค้าขาย การผูกขาดค้าขายของจีนสิ้นสุดลง พ่อค้าต่างถิ่นเดินทางมายังเซี่ยงไฮ้เพื่อแสวงหาศักยภาพทางธุรกิจที่มั่งคั่ง
ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งรู้จักกันมานานในชื่อ “เมืองเปิด” ยอมรับผู้อพยพ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ มิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของมหาอำนาจต่างชาติ เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกร้องให้มีเขตปกครองตนเอง
เซี่ยงไฮ้ เลยกลายเป็นที่พักพิงของชาวยิวที่อพยพมาจากยุโรปเกือบ 20,000 คน ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ชาวยิวที่ไม่มีแผ่นดินอยู่ ไม่มีประเทศ เป็นส่วนหนึ่งที่ทยอยเข้ามาปักหลักในเซี่ยงไฮ้
ครอบครัว Sassoons เข้ามาสร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจ สิ่งทอ ตระกูลนี้ให้ทุนสร้างอาคารหลายแห่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์บนเส้นขอบฟ้าของเซี่ยงไฮ้ เช่น โรงแรม Cathay
ศตวรรษที่ 20 ครอบครัว Hardoons เป็นอีก 1 ครอบครัวชาวยิวที่มีชื่อเสียง ใช้ธุรกิจเปลี่ยนเซี่ยงไฮ้ให้ก้าวกระโดด หัวหน้าครอบครัว Hardoon ซึ่งเป็นคนรวยที่สุดคนหนึ่งในโลกในช่วงปี 1800 ได้ให้ทุนสร้างถนน Nanjing Road ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าในย่านชุมชนชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์การค้าที่ยังพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่ง
พ.ศ.2475 ฮิตเลอร์ขึ้นเป็นผู้นำเยอรมัน ตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพเยอรมันรบชนะทุกสมรภูมิ…นโยบายสุดโต่งของผู้นำระห่ำคนนี้ คือการไล่ล่า ไล่สังหารชาวยิวทั่วยุโรป
“ชาวยิว” แตกกระจายหนีตาย ประเทศต่างๆ ในโลกตะวันตกก็มิใช่จะใจดีใจบุญ…มีคำสั่ง “จำกัด” จำนวนวีซ่าที่มอบให้กับผู้ลี้ภัยอย่างเข้มงวด แต่มีสถานที่หนึ่งที่ผู้ลี้ภัยสามารถไปได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า นั่นคือเซี่ยงไฮ้
ชาวยิวหลายพันคนทยอยอพยพไปยังเซี่ยงไฮ้เพื่อหลบหนีจากการไล่ล่าจากนาซีเยอรมัน พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเรียกว่า เกตโตเซี่ยงไฮ้ ก่อตั้งชุมชนขึ้นโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์ยิว Ohel Moshe (ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ผู้ลี้ภัยชาวยิวเซี่ยงไฮ้)
ในปี 2482 นาย Horace Kadoorie หัวหน้าครอบครัวชาวยิวเซฟาร์ดิกผู้ใจบุญที่มีอิทธิพลในเซี่ยงไฮ้ ได้ก่อตั้งสมาคมเยาวชนชาวยิวเซี่ยงไฮ้ เพื่อสนับสนุนผู้ลี้ภัยชาวยิว ใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อรอเวลาชาวยิว กลับไปรวมตัวกันตั้งถิ่นฐาน ตั้งประเทศ
ชาวยิวอพยพมาที่นี่ และตราบใดที่ผู้คนสามารถเดินทางไปถึงเซี่ยงไฮ้ได้ พวกเขาก็จะสามารถอาศัยอยู่ที่นั่นได้
(ชาวยิวหนีเสือ ปะจระเข้… ในปี 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดเซี่ยงไฮ้ กองทหารญี่ปุ่นที่เป็นสหายรักของนาซีเยอรมัน ทำตามคำสั่งของพวกนาซี ไล่จับกุมชาวยิวทั้งหมดในเมือง คุมตัวชาวยิวไว้ในติหลานเกียว
(Tilanqiao) ชาวยิวถูกห้ามไม่ให้ออกจากพื้นที่ แม้กระทั่งเพื่อไปทำงาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ชาวยิวกลุ่มนี้บางคนยังมีชีวิตอยู่ พวกเขารอดชีวิตมาได้เพราะชาวยิวไม่ใช่เป้าหมายหลักของกองกำลังญี่ปุ่น…ผู้เขียนขอเว้นไม่กล่าวถึง)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวในเซี่ยงไฮ้ ส่วนใหญ่ย้ายไปยังประเทศอิสราเอล สหรัฐอเมริกา หรือกลับไปยังยุโรป แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ส่งท้ายครับ…เมืองเซี่ยงไฮ้งดงาม เด่นเป็นสง่าระดับโลกเพราะ?
เมืองนี้… มีสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตเดโคมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งที่ออกแบบเมืองเซี่ยงไฮ้ คือ Laszlo Hudec ชาวฮังการี-สโลวัก ที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ระหว่างปี 2461-2490
เซี่ยงไฮ้ คือเมืองที่มีชีวิต ไม่เคยหยุดการเปลี่ยนแปลง
ในช่วงทศวรรษ 1980 ผู้นำสูงสุดจีน ชื่อ เติ้งเสี่ยวผิง เข้ามาปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมืองท่าเซี่ยงไฮ้คือเป้าหมาย ที่ได้รับการพัฒนาใหม่และฟื้นฟูอย่างเข้มข้น
ช่วงทศวรรษ 1990 พัฒนาเขตผู่ตง ช่วยให้การเงินและการลงทุนจากต่างประเทศกลับมาฟื้นตัว ไม่นานนัก…เมืองนี้พลิกโฉม กลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินระหว่างประเทศแบบยืน 1
เขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ เป็นเขตการค้าเสรีแห่งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ และอยู่ในอันดับที่ 4 ในดัชนีศูนย์การเงินโลก เป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดและมีการพัฒนามากที่สุดในประเทศจีน เมืองนี้สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนด้วยถนนสายหรูหรา ตึกระฟ้าสูงตระหง่านที่ผสมผสานกับความงามอันโดดเด่นของวัฒนธรรมท้องถิ่น ถูกเรียกว่า นิวยอร์กแห่งเอเชีย
เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงิน ธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ การวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การผลิต การขนส่ง การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมที่สำคัญของโลกท่าเรือเซี่ยงไฮ้เป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ที่พลุกพล่านที่สุดในโลก
นักประวัติศาสตร์ยิว ชื่อโมเสส รำลึกถึงบุญคุณของชาวเซี่ยงไฮ้ โดยกล่าวว่า “หากชาวเซี่ยงไฮ้ไม่ยินยอม ชีวิตของเราคงจะต้องทุกข์ยาก…ในยุโรป หากชาวยิวหลบหนีไปได้ เขาหรือเธอจะต้องหลบซ่อนตัว แต่ที่เซี่ยงไฮ้ เราสามารถเต้นรำ สวดมนต์ และทำธุรกิจได้”
“…มิตรภาพดังกล่าวเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาจิตวิญญาณของชุมชนชาวยิวในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งหลายคนยังมีครอบครัวที่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตในยุโรป ในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการที่มีความหวังจากทั่วโลกที่กำลังมองหาความร่ำรวยได้เปลี่ยนเซี่ยงไฮ้จากหมู่บ้านชาวประมงที่แสนธรรมดาให้กลายเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก…”
ปี 2566 Juniper Research จัดอันดับ 5 เมืองอัจฉริยะ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ โซล เซินเจิ้น ซิดนีย์ และปักกิ่ง
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

