เอลซัลวาดอร์ – เปิดเผยวิธีการทำงานของรัฐบาลทรัมป์อันเฉียบแหลม เด็ดขาด เพื่อกำจัดแก๊งอาชญากรรมโหดให้พ้นไปจากอเมริกา…
รัฐบาลทรัมป์จ่ายเงินให้กับรัฐบาลของ ประธานาธิบดีบูเคเล (Nayib Bukele) ของเอลซัลวาดอร์ เป็นจำนวน 6 ล้านดอลลาร์ใน 1 ปีแรก เพื่อให้รับตัว “อาชญากรโหด” ทั้งหลายกลับไปเข้าในคุกพิเศษในประเทศเอลซัลวาดอร์ เพราะคนร้ายในอเมริกาแก๊งนี้ล้วนหนีมาจากเอลซัลวาดอร์
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ชาวเอลซัลวาดอร์ทั้งประเทศต้องเลือกระหว่างการ หนี หรือตาย ประเทศนี้ได้รับฉายาว่า เมืองหลวงแห่งการฆาตกรรมของโลก
ดินแดนลาตินอเมริกา…เป็นภูมิภาคที่เกิดการฆาตกรรมมากที่สุดในโลก โดยภูมิภาคนี้ซึ่งมีประชากรเพียงร้อยละ 8 ของโลก กลับมีอัตราการฆาตกรรมสูงถึงร้อยละ 38 ของทั่วโลก ทุกวันมีชาวลาตินอเมริกา
เสียชีวิตราว 400 ราย เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน
มีเหตุปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดเหตุฆาตกรรม ยาเสพติด อาวุธปืนมหาศาล ความยากจน เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมมือกับโจร ทำให้ผู้คนทั้งหลายตัดสินใจเป็น “ฆาตกร”
ลาตินอเมริกาเป็นภูมิภาคหนึ่งของโลกที่กินพื้นที่ 2 ทวีป ได้แก่ อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ครอบคลุม
ถึง 19 ประเทศ ที่มีอำนาจอธิปไตยแบบลุ่มๆ ดอนๆ (ยกเว้นเปอร์โตริโก) คนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้พูดภาษาสเปน หรือโปรตุเกส มีการใช้ภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ ดัตช์ และครีโอลในบางส่วน
โดยรวมแล้วประเทศต่างๆ ในลาตินอเมริกายังคงถือเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” หรือ “เกิดใหม่” โดย
บราซิล เม็กซิโก และอาร์เจนตินา เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด ประชากรของลาตินอเมริกามีสัดส่วนคน “ลูกครึ่ง” สูง เนื่องจากเคยเป็นอาณานิคมของสเปน โปรตุเกส
ขอเจาะจงกล่าวถึงประเทศเอลซัลวาดอร์ครับ…
พ.ศ.2522-2535 เกิดสงครามกลางเมืองในเอลซัลวาดอร์ คร่าชีวิตทหารและพลเรือนประมาณ 80,000 คน ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศหลบหนีจากความรุนแรงและความยากจน เด็กๆ ถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพของฝ่ายรัฐบาล และบางส่วนต้องไปเป็นนักรบให้กลุ่มกองโจร
ชาวเอลซัลวาดอร์หลายแสนคนหนีตาย…ส่วนใหญ่อพยพไปปักหลักที่ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วงเเรกพวกเขารวมตัวกันเพื่อปกป้องดูแลผู้อพยพด้วยกัน…ต่อมากลายเป็นแก๊งก่ออาชญากรรมสุดโหดในหลายรัฐของอเมริกาสงครามกลางเมืองยุติลงด้วยข้อตกลงสันติภาพชาปุลเตเปก แต่ซากเดนแห่งความป่าเถื่อน ความรุนแรง กลุ่มแก๊งในเอลซัลวาดอร์ยังไม่หยุด กลายเป็นกลุ่ม
ปล้น ฆ่า อย่างโหดเหี้ยมที่ทั่วโลกขยาด
ปี 2559 เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกที่ไม่ใช่เขตสงคราม ปีนั้นมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,200 คน มีเหตุฆาตกรรมเฉลี่ยชั่วโมงละครั้ง ในประเทศที่มีประชากรเพียง 6 ล้านคน
อเมริกาคือประเทศที่รับเคราะห์กรรม รับภาระจากผู้อพยพหลายประเทศจากลาตินอเมริกาเสมอมา โดยเฉพาะจากเอลซัลวาดอร์
ในลอสแอนเจลิส ผู้ลี้ภัยได้เข้าไปพัวพันกับความรุนแรงของกลุ่มอาชญากร ตั้งแก๊งโหดที่ชื่อว่า MS-13 เป็น “ขาใหญ่” ค้ายาเสพติด ฆ่า ข่มขืน ในอเมริกา
ในปี 2565 ผู้อพยพชาวเอลซัลวาดอร์ประมาณ 69% ถูกพบในหุบเขาริโอแกรนด์ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา
กลุ่มอาชญากรในเอลซัลวาดอร์เติบโต แข็งแกร่งทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย
ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม MS-13 และ Barrio 18 กรรโชกทรัพย์การค้ามนุษย์ ค้ายา ก่อความรุนแรงที่รัฐบาลแทบจะ “หมดปัญญา” ที่จะปราบปราม
เด็กหนุ่มนับหมื่นขอเข้าเป็นสมาชิกเพื่อเงินและ
ความอยู่รอด
ความสกปรก ยุ่งยากทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผู้หญิงและเด็กตกเป็น
เป้าหมายของความรุนแรง
กลุ่มอาชญากร…เติบใหญ่ มีอำนาจเหนือรัฐ ควบคุมตำรวจ ทหาร ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวและทำทุกอย่างเพื่ออพยพออกจากประเทศนี้
ประมาณว่า…มีเยาวชนอย่างน้อย 60,000 คน เป็นสมาชิกแก๊ง ชายหนุ่มชาวเอลซัลวาดอร์ตัดสินใจเข้าร่วมแก๊งด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะความรู้สึกว่าถูกละเลยและถูกครอบครัวทอดทิ้ง หรือรู้สึกว่าตน
ไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหนเลย
ที่ชัดเจนที่สุดคือ ความยากจน การแตกแยก หรือการแยกทางของครอบครัว การละเลย สภาพแวดล้อมในบ้านที่มีความรุนแรง ว่างงาน โอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาที่ขาดแคลน และคนในครอบครัวไปเป็นสมาชิกแก๊ง
อำนาจรัฐ…มิใช่คำตอบเสมอไป…
มีนาคม 2555 แก๊งใหญ่ 2 กลุ่มของเอลซัลวาดอร์ คือ MS-13 และ Barrio 18 มาพบกันเพื่อตกลง “หยุดยิง” ซึ่งก็เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับรัฐบาลที่ไร้ศักยภาพ…
การหยุดยิงครั้งนี้…ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์หนักเนื่องจากถูกมองว่ารัฐบาลเอลซัลวาดอร์ “ยอมเสีย” อำนาจอธิปไตย หันไป “คุกเข่า” ให้กับแก๊งคนร้ายที่แข็งแกร่งเหล่านี้
ในช่วงต้นปี 2555 มีเหตุฆาตกรรมเฉลี่ย 16 คดีต่อวัน แต่ในช่วงปลายเดือนมีนาคมจำนวนดังกล่าวลดลงเหลือไม่ถึง 5 คดีต่อวัน
และในวันที่ 14 เมษายน 2555 เป็นครั้งแรกใน
รอบกว่า 3 ปี ที่ไม่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นในประเทศ
เดือนมีนาคม 2558 กลับมามีผู้คน 481 คนถูกฆ่า หรือประมาณ 16 คนต่อวัน เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกลุ่มอาชญากร “ล้มเหลว”
ความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น…
บู เคเล (Bukele) ลงสมัครแข่งขันเป็นประธานาธิบดี หาเสียงกับประชาชนว่าจะจัดการ จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้จงได้…
ประธานาธิบดีบูเคเลประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยให้ตำรวจมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยโดยไม่ต้องแจ้ง
ข้อกล่าวหานานถึง 15 วัน
ส่งหน่วยทหารไปทั่วประเทศ กฎระเบียบใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ ทำให้สามารถปราบปรามกิจกรรมของกลุ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
ในเวลาราว 2 ปี แก๊งวายร้ายถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเข้าคุกราว 80,000 คน
ในปี 2565 เหตุฆาตกรรมเริ่มลดลงอย่างมาก และในปีถัดมามีการฆาตกรรม 154 คดี ซึ่งลดลงอย่างน่าตกตะลึง 97.7% เมื่อเทียบกับปี 2558 บูเคเลยังทวีตด้วยว่า อัตราการฆาตกรรมในประเทศของเขาต่ำที่สุดในอเมริกา
ศูนย์กักขังผู้ก่อการร้าย หรือ Cecot ที่สร้างขึ้นใหม่เป็นเรือนจำขนาดใหญ่ที่มีความจุ 40,000 คน มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุดนี้คุมขังสมาชิกแก๊ง 14,000 คน โดยนักโทษทั้งหมดนี้ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าฆ่าคนอย่างน้อย 1 คน
เพราะ…คุณสมบัติ ที่จะเข้าเป็นสมาชิกของแก๊งได้คือ ต้องสังหารใครก็ได้ 1 คน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมกลุ่มเช่น MS-13 หรือ Barrio 18
ภาพของชายที่มีรอยสักและโกนหัวนับหมื่นคนถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก นักโทษจะอยู่ในห้องคอนกรีตขนาดโกดังที่เต็มไปด้วยเตียงเหล็ก หรือนั่งเรียงแถวแน่นบนพื้น
นักโทษจะสวมเพียงกางเกงขาสั้นสีขาว ก้มศีรษะและเอามือไว้ข้างหลังเท่านั้น…ผู้ที่ถูกส่งไปยัง Cecot จะไม่มีวันได้รับการปล่อยตัว
“เราไม่มีความเมตตาต่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง
กับชีวิต” กุสตาโว วิลลาโตโร รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคง กล่าวกับ CNN
“ผมคิดว่านี่คือวิธีที่จะเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่อง คุณต้องทำงาน คุณต้องเตรียมกฎหมายของคุณ เพื่อว่าเมื่อคุณจับพวกเขาเข้าคุก พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการปล่อยตัว เพราะสังคมไม่สมควรได้รับสิ่งนั้น …คนที่ฆ่าคนทุกวัน ข่มขืนเด็กผู้หญิงของเรา คุณจะเปลี่ยนใจพวกเขาได้อย่างไร เราไม่โง่…” เขากล่าว
ความเฉียบขาดของประธานาธิบดีและหน่วยงานที่ “เอาจริง” ลงมือจัดการอาชญากรได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน มีผู้ถูกควบคุมตัวมากกว่า 80,000 คน นับตั้งแต่เริ่มมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือนมีนาคม 2565
รัฐบาลเอลซัลวาดอร์เองไม่ลังเลที่จะเรียกเรือนจำว่า “ศูนย์กักกันผู้ก่อการร้าย” มีอาคาร 8 แห่ง สามารถรองรับนักโทษได้ถึง 40,000 คน แต่ละห้องขังจุได้ประมาณ 100 คน นักโทษส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวในช่วงอายุ 20 ปี และมี “รอยสัก” ที่แสดงถึงการสังกัดแก๊ง
นักโทษ…ต้องใช้มือเปล่าในการกินอาหาร เพราะมีการป้องกันไม่ให้นักโทษใช้อุปกรณ์อย่างมีด หรือส้อม เป็นอาวุธ
เอลซัลวาดอร์เปลี่ยนไป..มีความสงบสุขราวปาฏิหาริย์
แล้วเอลซัลวาดอร์เริ่มเปลี่ยนแปลงตรงไหน อย่างไร
ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2560 ครม.ของประธานาธิบดีบูเคเลเริ่มศึกษาเจาะไปที่กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ แนวทางที่แข็งกร้าวของรัฐบาลไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนอย่างรอบคอบ
“ก่อนที่คุณจะเริ่มสงคราม คุณต้องรู้จักศัตรูของคุณ” เขาอธิบาย
บูเคเลเองก็ไม่หวั่นไหวกับคำพูดของเขา ในปี 2565 เขาท้าทายนักรณรงค์สิทธิมนุษยชน โดยบอกให้พวกเขา “เอา” สมาชิกแก๊งไปถ้าพวกเขาสนใจขนาดนั้น “มารับพวกเขาไป เราจะให้คุณ 2 คนในราคาหนึ่ง” เขากล่าวประกาศ
ความมุ่งมั่น เข้มแข็งของประธานาธิบดี ทำให้ได้รับคำชื่นชมจากกลุ่มอนุรักษนิยมในสหรัฐ ซึ่งปรบมือให้กับกลยุทธ์ของบูเคเลอย่างเปิดเผย เพราะอาชญากรเหล่านี้ไปสร้างเครือข่าย “มหาโจร” ในอเมริกา
ผู้ต้องขังของ Cecot จะไม่ได้รับการเยี่ยมเยียนและจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก เรือนจำไม่ได้จัด
เวิร์กช็อป หรือโปรแกรมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้พวกเขากลับสู่สังคมหลังรับโทษ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของรัฐบาลบูเคเลกล่าวว่า…ผู้ที่ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์กักขัง Cecot จะไม่มีวันได้กลับสู่ชุมชนของพวกเขาอีก
รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ไม่ได้อัพเดตตัวเลขดังกล่าวเป็นประจำ แต่องค์กรสิทธิมนุษยชน Cristosal รายงานว่า ในเดือนมีนาคม 2567 เอลซัลวาดอร์มีผู้ต้องขังราว 110,000 คน รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกและผู้ที่ยังรอการพิจารณาคดี
ชาวเอลซัลวาดอร์…สุดปลื้มกับบ้านเมืองตนเอง
แถมท้ายครับ…เรื่องภายในของสหรัฐที่ไม่ค่อยมีใครทราบ…หลังจาก ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาประกาศพระราชบัญญัติศัตรูต่างด้าว พ.ศ.2341 ซึ่งเคยถูกใช้เพียง 3 ครั้งเท่านั้นในประวัติศาสตร์สหรัฐ
กฎหมายกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องประกาศว่าสหรัฐอยู่ในภาวะสงคราม โดยให้อำนาจพิเศษในการกักขัง หรือขับไล่ชาวต่างชาติ จึงทำให้ทรัมป์มีอำนาจสั่งจับกุม เนรเทศวายร้ายกลับออกไปได้ ชาวโลกจึงได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่สหรัฐจับกุมวายร้ายนับพันคน นำตัวใส่เครื่องบินทหาร นำตัวไปส่งถึงเอลซัลวาดอร์…เพราะได้ตกลงกันไว้แล้ว
โดยทรัมป์ให้เงินไปก้อนใหญ่…
เ อลซัลวาดอร์กลับคืนสู่ความสงบ กิจกรรมของแก๊งและอัตราการฆาตกรรมลดลงอย่างมาก ความรุนแรงและการกรรโชกทรัพย์แทบจะหายไปจากชีวิตประจำวันในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ
14 เมษายน 2568 บูเคเลบินไปพบกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาว เพื่อเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างผู้นำทั้ง 2 ซึ่งมีแนวทางที่แข็งกร้าวคล้ายกันในการบังคับใช้กฎหมายและอำนาจบริหารในการแก้ปัญหาอาชญากรรมแบบ “เฉียบขาด”
ทรัมป์ชื่นชมประธานาธิบดีบูเคเลของเอลซัลวาดอร์ว่า “เขาเป็นประธานาธิบดีที่เก่งมาก”
บูเคเล…กล้าคิด กล้าลงมือทำ ยืนหยัดในหลักนิติรัฐ เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง …ชายคนนี้คือ อัศวินม้าขาว
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

