วิธีพูด วิธีคิด และวิธีทำ บางครั้งก็เป็นคุณ บางครั้งก็ทำลายอนาคตและโอกาสของประเทศ : โดย ณรงค์ ขุ้มทอง

นับถอยหลังไป 20 ปี เฝ้าดูความเป็นมาและเป็นไปของประเทศไทย เชิงพัฒนา รู้สึกห่วงใย ปี 2545 ประเทศไทยเข้าสู่โหมดแห่งความแตกแยกของคนในชาติ ส่งผลให้ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจยึดอำนาจ ในปี พ.ศ.2557 คนไทยไม่น้อยแอบหวังว่าประเทศไทยคงจะเดินหน้าและพัฒนา พร้อมแก้ปัญหาของประเทศที่หมักหมมได้ไม่มากก็น้อย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป 2-3 ปี กลับมานั่งทบทวนดูชักไม่แน่ใจ รู้สึกเหนื่อยแทน และเห็นใจท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา

ใหม่ๆ ท่านเปรียบเหมือนม้าศึก เป็นทั้งอนาคตและความหวังของประเทศ แต่ด้วยปัญหา วิธีคิด พฤติกรรมของคนไทย กลัวอย่างเดียวท่านจะเสียคน ทั้งที่ท่านคิดดี ตั้งใจและมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ ประเทศไทยมีปัจจัยมากมายที่ฉุดรั้งการพัฒนา เช่น การปฏิบัติที่หลายมาตรฐาน ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ ส่งผลให้ประเทศหยุดชะงัก ไม่สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้ และยิ่งเลวร้ายกว่านั้น ถ้าผู้นำหรือประชาชนผู้เกี่ยวข้องไม่พร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อน หรือจากข้อมูลที่หลากหลาย

ระยะหลัง สังคมกลับย้อนถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตและเรียนรู้มา สาเหตุหนึ่งคือคนไทยถูกสอนให้เชื่อ ให้ฟังมากกว่าคิดและสร้างสรรค์ / ถูกสอนให้รอและฉวยโอกาส และพลิกแพลงใช้โวหาร วาทะ (ศรีธนญชัย) กลายเป็นนักฉวยโอกาส หรือฉลาดแกมโกง เฉไฉไปเรื่อยและเห็นแก่ตัว ฉะนั้น ทุกงานทุกโครงการ จะมีเรื่องการฉ้อโกงตามมาเกือบทุกงาน ทุกโครงการ จนองค์กรมีปัญหา เช่น กรณีกฎหมายหุ้นชิน มีศัพท์ใหม่ในวงการกฎหมายว่า อภินิหารทางกฎหมาย / ถูกสอนให้เชื่อจากการบอกเล่า จากข่าวลือ / ถูกสอนให้ชอบแสดงความคิดเห็น คัดค้านโดยไม่มีเหตุผล ค้านโดยไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ ค้านโดยมีผลประโยชน์แอบแฝง เช่น คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่, โรงไฟฟ้าเทพา, การสร้างท่าเรือปากบาราสตูล, การสร้างท่าเรือสงขลา อย่างเช่นกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ มีการกล่าวอ้างพิษภัยของถ่านหิน ทั้งๆ ที่ประเทศอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ มาเลเซียก็ใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้าในจำนวนอัตราส่วนไม่น้อย

มีเสียงเล่าขานในพื้นที่ว่ากลุ่มคนดังกล่าว มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ถึงขั้นมีชาวต่างชาติอยู่เบื้องหลัง ยุยงไม่ให้เราเดินหน้าพัฒนาประเทศ ตรงข้ามประเทศข้างเคียง แทบจะไม่มีกระแสคัดค้าน ส่งผลให้ประเทศของเขาพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อย่างเช่น โครงการขุดคลองคอดกระ อังกฤษและฝรั่งเศสอยู่เบื้องหลังบันทึกเชิงประวัติศาสตร์ ไม่ให้ไทยหยิบเรื่องนี้มาดำเนินการนับ 100 ปี

ถูกสอนไม่ให้เถียงและท้าทาย ใครโต้แย้ง มักถูกตำหนิว่าศิษย์ล้างครูไม่รู้กาลเทศะ ไม่ฟังผู้ใหญ่

ถูกสอนให้พูดมากกว่าทำ ใช้โวหารวาจาเชือดเฉือน เสียดแทงแบ่งสีเสื้อแดงเหลือง จนประเทศเกิดจลาจล จนต่างชาติย้ายฐานการลงทุน

คนในชาติมองหน้ากันไม่ติดจนเกิดคำใหม่ๆ เช่น คนของเรา ภาคของเรา ไอ้โน่น ไอ้นี่ บางครั้งถึงขั้นลุกลามไปยังเชื้อชาติและศาสนา ดังปรากฏอยู่ในสื่อบางประเภทในขณะนี้

ถูกสอนให้ชอบแก้ตัว ขาดสปิริต / ชอบออกตัวว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ทั้งที่คนพูดมีบทบาทและตำแหน่งบริหารบ้านเมือง พูดแล้วมีคนฟังและเชื่อ

ถูกสอนให้แสวงหาโอกาสและอำนาจในทางลัด ได้แล้วปิดหูปิดตา ไม่ค่อยฟังใคร ลืมไปว่าประเทศนี้เป็นของไทยทุกคน บางคนมีอำนาจแล้วไม่ค่อยฟังใคร ดูเหมือนประเทศนี้เป็นของเขาคนเดียว

นี่คือ พฤติกรรมของคนไทยโดยรวม ลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้ กลายเป็นนิสัยประจำชาติตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

ใช่ ลักษณะนิสัยดังกล่าวบางครั้งก็เป็นคุณต่อสังคมและประเทศชาติ แต่โดยภาพรวมแล้ว น่าจะเป็นลบมากกว่าในภาพลักษณ์ของประเทศ มีหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์ข้างต้น จนส่งผลให้ผู้นำประเทศ ผู้นำขององค์กรต่างๆ จะไม่กล้าตัดสินใจ กลายเป็นการเปลืองตัว ลอยตัว หนีปัญหา

เช่น กรณีโรงไฟฟ้ากระบี่ ที่ผ่านกระบวนการศึกษาวิจัย ผ่านขั้นตอนมาพอสมควร สุดท้ายมีคนประท้วงจนผู้นำประเทศกลัวเกิดปัญหาเลยตัดสินใจให้ชะลอ หรือดำเนินการใหม่ ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการใช้งบประมาณแผ่นดินมามากพอสมควร

น่าเห็นใจท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าสงสารประเทศ หรือกรณีวัดหนึ่งที่สังคมถามหาภารกิจของสงฆ์ วัดมีเงิน มีธุรกิจนับร้อยล้าน พันล้านมายาวนาน จนรัฐต้องใช้สรรพกำลังมหาศาลเข้าตรวจสอบ นี่คือภาพสะท้อนความล้มเหลว การบริหารจัดการบ้านเมือง อยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตั้งสติ ทบทวน ความเป็นมาของประเทศ ในทุกมิติ ทุกด้าน ดูซิว่าเราดีเราพร้อมที่จะแข่งขัน พร้อมที่จะเดินหน้าเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 แล้ว ยังเห็นอะไรๆ ก็จะเป็น 4.0 อย่าให้เหมือนเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาว่าประเทศไทยเป็น New Industry สุดท้ายเป็นเสือหรือแมวกันแน่

หรือกรณีอดีตผู้ว่าราชการสงขลาท่านหนึ่ง ต้องการแก้ปัญหา ชะลอการกัดเซาะของคลื่นจากทะเลไม่ให้กัดเซาะถนน-สายเก้าเส้ง เข้าสู่แหลมสมิหลา มีบุคคลกลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้าน ฟ้องร้องอดีตท่านผู้ว่าฯสงขลา สุดท้ายวันนี้ถนนสายนี้ถูกคลื่นกัดเซาะเหลือ 1-2 เมตร ก็จะถึงผิวจราจร คาดว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า ถ้าไม่แก้ชาวสงขลาอาจจะไม่ได้ใช้ถนนเส้นนี้สัญจรไปมาและสุดท้ายคนคัดค้านมาจากเชียงใหม่ จากขอนแก่น และอยากถามว่าคนที่คัดค้าน เขามีส่วนช่วยแก้ไขหรือไม่อย่างไร หรือค้านแล้วไม่ต้องรับผิดชอบอะไรใช่หรือไม่

อนาคต ประเทศเดินหน้าอย่างไร อนาคตลูกหลานไทยจะขับเคลื่อนประเทศอย่างไร ยิ่งต้องอาศัยศักยภาพรอบด้าน เพื่อแข่งขันกับนานาประเทศ และถ้าคนสงขลา คนกระบี่ คนไทยไม่มีไฟฟ้าใช้ คนพวกนี้เขารับผิดชอบอะไร และประเทศชาติต้องหยุดชะงัก เขาเดือดร้อนอะไร เป็นต้น และโครงการหนึ่งที่น่าเสียดาย คือ โครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึงก็มีคนออกมาคัดค้าน แสดงความคิดเห็น และห่วงใยโน่นนี่ จนผู้มีอำนาจต้องยกเลิก ไม่กล้าตัดสินใจ ถึงขั้นหยุดโครงการนี้ไปเลย ทั้งที่โครงการน่าจะเป็นคุณกับคนในพื้นที่และประเทศชาติโดยรวม ซึ่งต้องยอมรับว่าการพัฒนาประเทศ เมื่อมีได้ ก็มีเสีย เป็นของคู่กัน

ด้วยลักษณะอุปนิสัย หรือพฤติกรรมของคนไทยที่ถูกสั่งสอน ปฏิบัติกันมา ถ่ายทอดกันมาสู่ลูกสู่หลาน เหลน จนกลายเป็นนิสัยประจำชาติ จนกลายเป็นวาทกรรมฉุดรั้งการตัดสินใจ ฉุดรั้งวิธีคิดของผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กรต่างๆ ในการขับเคลื่อนประเทศ ผู้นำประเทศคิดจะขึ้นภาษีจาก 7% เป็น 8% ทั้งที่กรอบภาษีวางไว้ที่ 10% สุดท้ายก็ไม่กล้าตัดสินใจ จนโฆษกรัฐบาลออกมาแก้ตัวแทนผู้นำประเทศเป็นตุเป็นตะ

20 ปีที่ผ่านมา อยากให้คนไทยทุกหมู่เหล่าลองตั้งสติคิดทบทวนว่า 20 ปี ประเทศไทยเดินหน้าหรือถอยหลัง ประเทศไทยมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ชูคอให้ชาวโลกได้ทึ่งและศรัทธา แต่ที่แน่ๆ การสร้างวาทกรรมเพื่อความแตกแยกของคนไทยที่ผ่านมาจนคนไทยฆ่ากันเอง คือมรดกที่ยืนยันนิสัยคนไทยได้ไม่มากก็น้อย

3-4 ปีที่นายกฯประยุทธ์ยอมลงทุนลงแรง ยอมเหนื่อยยากเพื่อขับเคลื่อนประเทศ อาจจะเหนื่อยเปล่า กลับบ้านมือเปล่า

เสียของอาจจะไม่เจ็บปวดมากนัก แต่ถ้าเสียคนนี่ซิ น่าคิด

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยจะเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำ หรือดังคำโบราณที่ว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” จะอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป เห็นไหมแค่วิธีคิด วิธีทำ วิธีพูด ก็เป็นตัวฉุดรั้งประเทศ ทำลายโอกาสประเทศอย่างใหญ่หลวง จนผู้มีอำนาจไม่กล้าคิดทำอะไรได้เหมือนกันนะ

และขณะเดียวกันผู้นำประเทศ นอกจากเป็นคนดี ซื่อสัตย์แล้ว ยังไม่พอ ต้องเป็นคนที่จริงจังและจริงใจ พร้อมจะรับฟังความคิดต่างของคนในชาติ เพราะประเทศไทยไม่ใช่ของท่านคนเดียวนะ

ที่สำคัญ ชาติของเราได้เสพสุขอยู่ทุกวันนี้ เพราะบรรพบุรุษที่เราไม่ควรลืม มีทางเดียวคือ รู้รักสามัคคีกันไว้ คิดถึงอนาคตของประเทศให้มากเข้าไว้ก่อนครับ และอย่ากลัวจน ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ล้าหลัง อายชาวโลกเขา และอย่ารักประเทศคนเดียว กลุ่มเดียว พวกเดียว

อย่ารักประเทศแบบต้นไทรรักต้นโหนด (ต้นตาล) สุดท้ายต้นโหนดตายทั้งเป็น

ณรงค์ ขุ้มทอง
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ โรงเรียนดาวนายร้อย
และกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนวรนารีเฉลิม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จี้ ป.ป.ช. สอบ CCTV 5 จังหวัดใต้ ส่อฮั้วประมูล วงเงิน 405 ล้าน
บทความถัดไป‘จียอน’ โต้ ‘เป็ด เชิญยิ้ม’ ไม่เคยขอคิวคืน มองปัญหาเกิดจากสื่อสารพลาด ขอใช้เวลาและผลงานพิสูจน์ตัว