การออกโรงของ 2 อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คงเป็นที่เพ่งเล็ง จับตาดูความเคลื่อนไหวไม่น้อย การข่าวขั้นพื้นฐานรัฐ มักเริ่มจากการปะติดปะต่อ โยงใยความสัมพันธ์ จับมาวิเคราะห์ นำไปสู่การสรุป เป็นกลุ่มขบวนการจัดตั้งในที่สุด
เพียงแต่ว่า เสียงของอดีตผู้นำฝ่ายบริหารประเทศ มิใช่มุมมองใหม่แต่อย่างใด เป็นเรื่องเดิมทั้งสิ้น และสอดคล้องกับความเห็นของผู้คนในสังคมจำนวนหนึ่งในขณะนี้ ที่แสดงความห่วงใยบ้านเมือง และเรียกร้องต้องการให้มีการเขียนกติกา จัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง และคืนอำนาจประชาชนแบบเต็มแก้ว ไม่พร่องแม้แต่นิดเดียว
ประเทศไทยเคราะห์ร้าย ที่มาเจอคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่ออกแบบกติกาให้กับบ้านเมืองในระยะเวลาที่ความคิดเห็นแตกต่างกัน ยากที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจ
เพราะไม่ยึดมั่นหลักการ ศรัทธาในอุดมการณ์ประชาธิปไตย
ความไม่พึงพอใจจึงปรากฏขึ้น
แต่ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเรียกร้องเชิงหลักการหรือไม่ก็ตาม แน่นอน การปรากฏตัวของอดีต 2 นายกฯ โดยเฉพาะทักษิณ ชินวัตร ย่อมถูกมอง ไม่พ้นมีเป้าประสงค์ทางการเมืองแอบแฝงเป็นหลัก
กล่าวสำหรับทักษิณ
ซุ่มเงียบ เก็บตัว ไม่ออกมาเคลื่อนไหว สไกป์ โฟนอิน และให้สัมภาษณ์สื่อนอกมาเป็นเวลานานพอควร
การเดินสาย ออกสื่อถี่ยิบ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้ มีผลได้-ผลเสียเหมือนกัน
แต่ก็คงไตร่ตรองมาดีแล้ว
อันที่จริง การกบดาน อยู่นิ่งเฉย และเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ มีค่าไม่ต่างกันเท่าใดนัก
ดูจากท่าที การแสดงออกที่สะท้อนจุดยืนของฝ่ายกุมอำนาจ อย่างไรเสีย คงจัดเต็ม คุมเข้มบางขั้วฝ่ายแน่นอน
ทั้งเนื้อหา บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล 2 ขยัก ไม่ปล่อยมือ คืนอำนาจประชาชน 100% ง่ายๆ แต่มุ่งวางกลไก บริหารจัดการการเลือกตั้ง-จัดตั้งรัฐบาล ยืดอำนาจอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่กระนั้น การเคลื่อนไหวก็อาจดีกว่า นิ่งเฉยรอวันถูกประหาร
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาล คสช.ไม่รามือแน่
หยุดเคลื่อนไหวให้ตายใจอย่างไรก็ไม่ได้ผล
ดูจากเนื้อหาร่างแรก และข้อเสนอ ครม.ข้อ 16 ของ ครม. ก็พอมองออก
แม้การเคลื่อนไหว ทำให้ฝ่ายกุมอำนาจ เล็งเห็นความจำเป็น ต้องล็อกแน่นหนา วางกลไกพิเศษ คุมเกมต่อมากยิ่งขึ้น
ดูไม่เป็นผลดีแม้แต่น้อย
แต่อีกด้านหนึ่ง การออกมาให้สัมภาษณ์วิพากษ์โจมตีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามด้วยการตอกย้ำปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเรื่องใกล้ตัว
ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า มีเป้าหมายฟ้องต่อนานาชาติอย่างมิต้องสงสัย
มุ่ง ชี้เป้า จุดบกพร่องทิศทางการเมืองไทย
ปลุกชาติต่างๆ เพิ่มเครื่องมือ-แรงกดดัน เพื่อกำกับการเปลี่ยนผ่าน ให้ดำเนินไปอย่างถูกต้อง ทั้งกติกาและการคืนอำนาจ
เนื่องจากน่าจะเป็นหนทางเดียวที่เหลืออยู่ ของการต่อสู้ ดิ้นรน
แต่จะได้ผลหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหนก็น่าคิดอยู่
ยิ่งนานวัน ดูเหมือนจะดื้อยา ไม่สนใจปฏิกิริยาประชาคมโลก
ขณะที่แนวรบการต่อสู้ในประเทศนั้น ผ่านครึ่งทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
การเรียกร้อง แก้ไขทบทวนประเด็นใหญ่ สัญลักษณ์ประชาธิปไตยจากฝ่ายต่างๆ ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีผล ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
การรับฟังความเห็น ไม่ต่างจากดำเนินการเสมือนเป็นพิธีกรรม สร้างภาพทำให้กระบวนการร่างครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น
ฝ่ายน้ำเต็มแก้ว
คิดแต่จะหยิบยื่น-ยืนยันน้ำครึ่งแก้วให้กับประชาชนถ่ายเดียว
ประชาชนคนไทยต่างหากเคราะห์ร้าย

