ไม่ว่าจะประเมินผลงานในการเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลทีมชาติไทยของ ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อย่างไร (ออก “บวก” หรือ “ลบ” มากกว่ากัน)
ก็คงต้องยอมรับว่า “โค้ชซิโก้” เป็นบุคลากรระดับ “ตำนาน” คนหนึ่งในวงการลูกหนังไทย
จากการเป็น “นักเตะเกรดเอ” ในยุคทองยุคหนึ่งของทีมฟุตบอลทีมชาติไทย
มาสู่การเป็น “หัวหน้าผู้ฝึกสอน” ที่เข้ามาทวงคืน “ความสำเร็จ (ขั้นต่ำ)” ซึ่งทีมชาติไทยควรจะได้รับ แต่ก็พลาดหวังมานานหลายปี ทั้งภายใต้การทำทีมของโค้ชไทยและโค้ชต่างชาติ
ความสำเร็จที่ว่า ส่งผลให้ “ความเชื่อมั่น-ศรัทธา” ได้รับการรื้อฟื้นตามไปด้วย
จนปรากฏภาพ “แฟนบอลไทย” หลั่งไหลกลับเข้าสนามไปเชียร์ “ทีมชาติไทย” อีกครั้งหนึ่ง
นี่เป็นความสำเร็จใน “สองบทบาท” ที่น้อยคนยากจะไปถึง
แม้แต่นักฟุตบอลรุ่นพี่ ที่หลายคนเชื่อว่าเก่งกว่า “ซิโก้” อย่าง เดอะตุ๊ก-ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน
ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในฐานะ “ผู้ฝึกสอน (ทีมชาติ)” มากเท่ากับ “โค้ชซิโก้”
การก้าวขึ้นมาคุมทีมชาติไทยของ “โค้ชซิโก้” นั้น เชื่อมโยงกับ “บริบททางเวลา” ที่น่าสนใจสองประการ
ประการแรก คือ การห่างเหินจาก “ความสำเร็จเดิมๆ” ที่เคยทำได้มาเนิ่นนาน ทั้งการคว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ การคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน (เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ) การคว้าถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ หรือการได้อันดับ 4 ฟุตบอลเอเชียนเกมส์
“ซิโก้” มีความสามารถมากพอ ที่จะผลักดันให้ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี และทีมชาติไทยชุดใหญ่ ได้สัมผัสกับ “ความสำเร็จเดิมๆ” เหล่านี้อีกครั้ง
ประการที่สอง ที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ ช่วงเวลาการดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยของ “โค้ชซิโก้” นั้น พาดผ่าน “รอยต่อ” ของการเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้ถือครองอำนาจในสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
จากกลุ่มที่นำโดย วรวีร์ มะกูดี ผู้ทรงอิทธิพลมายาวนาน สู่กลุ่มอำนาจใหม่ที่นำโดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
แม้จะมีข่าวคราวความไม่ลงรอย-ไม่คลิกกัน ระหว่าง “ซิโก้” กับสมาคมฟุตบอล “ยุคใหม่” เกิดขึ้นเป็นระยะๆ
แต่ความสำเร็จขั้นต้นที่ “โค้ชเกียรติศักดิ์” ทำได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการพาทีมชาติไทยเข้ารอบลึกในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย ได้เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์
ก็ช่วยประคับประคองสถานะ-บารมีของ “โค้ชซิโก้” เอาไว้
อย่างไรก็ตาม การมีโอกาสก้าวเข้าไปฟาดแข้งกับยอดทีมระดับเอเชียเพื่อชิงโควต้า ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย รวมถึงการทำผลงานได้ไม่ขี้เหร่ในฟุตบอลถ้วยระดับทวีปของสโมสรจากไทยบางทีม
กลับค่อยๆ ก่อร่างสร้าง “ความฝัน” ของแฟนฟุตบอลไทยให้ขยายใหญ่ขึ้น
สวนทางกับ “ความจริง” ในสนาม ที่สุดท้ายแล้ว “ทีมชาติไทย” ภายใต้การนำของ “โค้ชซิโก้” ก็ทำผลงานในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่สาม ได้ใกล้เคียง (หรืออ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย) กับ “ทีมชาติไทย” ยุคกลางทศวรรษ 2540 ซึ่งมี “ซิโก้” เป็นนักเตะ
“ความฝัน” กับ “ความเป็นจริง” ที่เริ่มไม่สอดคล้องกันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้โค้ชฟุตบอล ผู้ทำงานด้าน “มวลชนสัมพันธ์” และการสร้าง “แบรนด์” ได้เก่งมากๆ คนหนึ่งอย่าง “ซิโก้” ไม่สามารถแบกรับความกดดันมหาศาลไว้ได้อีกต่อไป
เขาจึงต้องอำลาเก้าอี้ผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย
ไปพร้อมๆ กับการเฝ้ารอคอยการมาถึงของหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ ซึ่งจะต้องเข้ามาปรับสมดุลระหว่าง “ความฝัน” และ “ความจริง” ดังกล่าว
โดยไม่รู้ว่าต้องใช้เวลายาวนานสักเพียงไหน? และต้องใช้งานบุคลากรกันกี่คน/ชุด?

