
ร.1 มีบรรพชนเกี่ยวดองเป็นเครือญาติราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย ตั้งแต่พระมหาธรรมราชาลิไท จนถึงพระนเรศวร ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เขียนเล่าว่ารับรู้คำบอกเล่านี้ตั้งแต่ยังเยาว์ ครั้นต่อมาจึงพบว่ามีจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร จะยกมาโดยจัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก ดังนี้
โครงกระดูกในตู้
“ขอคัดจากหนังสือ ราชินิกุล บางช้าง ซึ่งพิมพ์แจกเมื่องานฉลองพระราชสมภพครบ 200 ปี ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาใส่ไว้ในที่นี้ เพราะเห็นว่ากะทัดรัดดีที่สุด
‘แรกเริ่มเดิมที ท่าน (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) เกิดมาในตระกูลขุนนางในกรุงศรีอยุธยา ตระกูลของท่านเป็นตระกูลขุนนางสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน นับแต่เจ้าพระยาโกศาปาน นักรบ และนักการทูต ผู้มีชื่อเสียงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เจ้าพระยาโกศาปานเป็นบุตรเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เจ้าแม่วัดดุสิตมีศักดิ์เป็นหม่อมเจ้าในราชวงศ์พระมหาธรรมราชา ซึ่งสืบเชื้อสายมาแต่ราชวงศ์พระร่วงกรุงสุโขทัย
เจ้าพระยาโกศาปานมีบุตรคนหนึ่งชื่อขุนทอง ได้เป็นพระยาวรวงศาธิราช
พระยาวรวงศาธิราช (ขุนทอง) มีบุตรคนหนึ่งชื่อทองคำ ได้เป็นพระยาราชนิกุล
พระยาราชนิกุล (ทองคำ) มีบุตรชายชื่อทองดี ได้เป็นพระอักษรสุนทร เสมียนตราในกรมมหาดไทย
พระอักษรสุนทร (ทองดี) มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อทองด้วง ได้เป็นหลวงยกกระบัตร
หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) ได้แต่งงานกับนางสาวนาค ธิดาเศรษฐีชาวบางช้าง เมืองสมุทรสงคราม’
ข้อมูลเหล่านี้ผู้ใหญ่บอกเล่าให้ฟังเมื่อสมัยผู้เขียนเรื่องนี้ยังเป็นเด็กๆ ไม่เคยทราบว่ามีจดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาเมื่อหลายสิบปีมาแล้วได้มีงานพิมพ์หนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อ ‘อภินิหารบรรพบุรุษ’ ต้นฉบับนั้นเป็นสมุดข่อยเก่าแก่ เป็นกรรมสิทธิ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนารถ และหนังสือที่ได้พิมพ์ขึ้นนั้นก็แจกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน ——-
อย่างไรก็ตาม ทางบิดาของโกศาปาน หรือสามีของเจ้าแม่วัดดุสิตนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งแก่ เซอร์ จอนโบวริง ทูตอังกฤษว่าสืบเชื้อสายมาจากขุนนางมอญผู้ถวายตัวเป็นข้าพระนเรศวรเป็นเจ้า เมื่อครั้งยังประทับอยู่ในประเทศพม่า และโดยเสด็จเข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทย เพื่อรับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อมา”
[คัดจากหนังสือ โครงกระดูกในตู้ โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พิมพ์แจกเป็นมิตรพลี ในงานทำบุญอายุครบห้ารอบ 20 เมษายน พ.ศ. 2514 หน้า 17-19]
พระพุทธรูปจากเมืองสุโขทัย
ด้วยความเชื่อทางสายพระราชวงศ์ดังที่ยกมา ร.1 จึงโปรดให้เชิญพระพุทธรูปจากเมืองสำคัญ ได้แก่ สุโขทัย, ลพบุรี, อยุธยา คัดเฉพาะพระพุทธรูปหล่อโลหะทองสำริด กับทองเหลือง แล้วจงใจเลือกพระพุทธรูปจากเมืองสุโขทัยจำนวนมากเป็นพิเศษ (มากกว่าพระพุทธรูปจากหัวเมืองอื่น ที่รวบรวมคราวเดียวกันลงมากรุงเทพฯ) เพื่อประดิษฐานไว้ระเบียงชั้นในพระอุโบสถ วัดโพธิ์ (ท่าเตียน) โดยไม่มีจากหัวเมืองอื่นปะปน
การเมืองเรื่องพระพุทธรูป ของ วิราวรรณ นฤปิติ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2560 ราคา 195 บาท) มีบัญชีรายการพระพุทธรูปอย่างละเอียด แล้วมีคำอธิบายอีกมากเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (ขอแนะนำให้ซื้อหาไปอ่านเรื่องเหล่านี้จงดี)
แล้วอ้างว่ามีผู้อธิบายว่ามาจากความคิดยกย่องเมืองสุโขทัยเป็นเมืองในอุดมคติ มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลกและทางธรรม
แต่ผมเชื่อว่าน่าจะมากกว่านั้น ถ้าพิจารณาภาพรวมกิจกรรมเกี่ยวกับกรุงสุโขทัยทั้งหมดตั้งแต่ก่อนกรุงแตก พ.ศ. 2310 จนถึงกรุงธนบุรีกับสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 เช่น
(1.) เชิญพระศรีศากยมุนีลงมาจากเมืองสุโขทัย แล้วประดิษฐานเป็นพระประธานวิหารหลวงวัดสุทัศน์ กลางพระนคร (2.) ชำระพงศาวดารเหนือ คือ พงศาวดารเกี่ยวข้องบ้านเมืองในรัฐสุโขทัย (เมืองเหนือ หมายถึง บ้านเมืองที่อยู่เหนือรัฐอยุธยา) (3.) แต่งตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศ สมัย ร.3 ฯลฯ
