หน้าแรก คอลัมนิสต์ แนวทางการแก้ไ...

แนวทางการแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษา โดย:คณะอนุกรรมาธิการการอาชีวศึกษา คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

5.04.17 | 12:00 น.

รัฐบาลปัจจุบันมีความพยายามอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาการอาชีวศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการอาชีวศึกษา การส่งเสริมการอาชีวศึกษาเฉพาะทาง การสร้างเสริมการศึกษาทวิภาคี การยกระดับการอาชีวศึกษาสู่สากล โดยมีเป้าหมายให้และสนับสนุนให้มีผู้เรียนสายอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนของภาคแรงงานอันส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวม

ดังนั้น ความรู้ความสามารถของผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษาและเข้าสู่การทำงาน จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา โดยเฉพาะสถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาอาชีวศึกษา ที่มีส่วนสำคัญในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา 

สถาบันการอาชีวศึกษา เป็นสถานศึกษาและเป็นหน่วยปฏิบัติการสำคัญในการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่อาชีพ ซึ่งเกิดจากการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาในสังกัดคณะกรรมการการอาชีวศึกษาที่มีความพร้อม ยกระดับและจัดตั้งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา โดยคำนึงถึงการประสานความร่วมมือให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

สอดคล้องและเป็นไปตามมาตรา 13 และมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติ การอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการจัดการศึกษาให้สามารถผลิตกำลังคนที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ทรัพยากร บุคลากร เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่แต่ละสถานศึกษาในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษานั้นมีอยู่ร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน 

แต่ปัญหาสำคัญคือ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหลายแห่งที่ยังไม่ได้เข้าสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาใดๆ ส่งผลต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้เป็นไปอย่างไม่เป็นระบบ อีกทั้งการบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษา       

ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากยังไม่มีการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการ ทั้งทางด้านงบประมาณ บุคลากร และด้านอื่นๆ อย่างชัดเจนตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 มาตรา 10(1) 

ดังนั้น เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษาให้มีความเข้มแข็งในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาควรต้องจัดทำแนวทาง แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่สถาบันการอาชีวศึกษา และสถานศึกษาอาชีวศึกษาอย่างมีขั้นตอน มีระบบที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อให้บริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษาดำเนินการไปได้อย่างมีระบบและมีคุณภาพ ดังนี้

1.1) ควรมอบอำนาจให้นายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาและผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา ตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 พระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นการเร่งด่วน

1.2) ต้องดำเนินการกระจายอำนาจในการบริหารทั้งทางด้านการบริหารจัดการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และอื่นๆ เพื่อให้สถาบันการอาชีวศึกษามีอำนาจหน้าที่และภารกิจที่ชัดเจนที่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 

1.3) ควรปรับใช้แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2559 เรื่อง การบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน คำสั่งที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และคำสั่งที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค มาเป็นแรงกระตุ้นการดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้การอาชีวศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษาเดินหน้าไปได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาหรือผู้แทนของสถาบันเข้าร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด 

1.4) ในการวางกรอบแนวทางและรูปแบบการกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 มาตรา 10 (1) ทั้งทางด้านการบริหารจัดการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ควรต้องมีการกำหนดกรอบระยะเวลา (Time Frame) ให้ชัดเจนและต้องกำหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการดำเนินการในเรื่องนั้นๆ ด้วย เพื่อให้กระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน และมีความต่อเนื่อง 

1.5) ควรมีการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันให้กับบุคลากรอาชีวศึกษาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาเข้าด้วยกันเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักและทราบแนวทางในการขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

2) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ควรใช้ช่องทาง องค์ประกอบ องค์ความรู้ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญและความสามารถของนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ทั้ง 23 แห่ง ให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการและการพัฒนาสถาบันการอาชีวศึกษา เนื่องจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นนักบริหารที่มีประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนสถาบันการอาชีวศึกษา 
เพื่อเข้ามาช่วยดำเนินการในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษาให้สามารถเดินหน้าไป เพื่อสร้างความเข้มแข็งมั่นคงได้อย่างเป็นรูปธรรม

3) การสร้างสถาบันการอาชีวศึกษาให้เข้มแข็ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเปลี่ยนค่านิยมของเยาวชนและสังคมไทย ให้ยอมรับการเรียนสายอาชีพ เป็นนักปฏิบัติการหรือนักเทคโนโลยีระดับปริญญา ไม่มีปมด้อยในสังคมและตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ การประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งต้องการนักปฏิบัติการและนักเทคโนโลยีทุกระดับชั้นจำนวนมากในโลกของธุรกิจปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญของเยาวชน

4) สถาบันการอาชีวศึกษาสามารถที่จะสร้างคุณภาพการอาชีวศึกษาในระดับพื้นที่ให้มีมาตรฐานเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันในระดับจังหวัดหรือกลุ่มภูมิภาคได้เป็นอย่างดี จึงควรให้สถาบันการอาชีวศึกษามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด

5) สถาบันการอาชีวศึกษาคือ ความหวังในการยกระดับและพัฒนาการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน จึงควรต้องมีการจัดทำเส้นทางความเจริญก้าวหน้าในสายวิชาชีพของตัวเองเป็นการเฉพาะ ที่จะสามารถเข้าสู่การแข่งขันกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชนได้ ตลอดจนต้องมีการทำความร่วมมือในการจัดการศึกษารูปแบบต่างๆ ที่มีความหลากหลายและเป็นทางเลือกให้ผู้เรียนเพิ่มเติม เพื่อแสวงหาความมั่นคง เข้มแข็ง และความก้าวหน้าให้การอาชีวศึกษา โดยต้องมีแนวทางสร้างแรงจูงใจรูปแบบต่างๆ ให้มีความต่อเนื่อง 

6) เพื่อให้กระบวนการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาทั้งระบบมีความเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางเดียวกันอย่างสมบูรณ์ จึงควรต้องให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งหมด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อสร้างความร่วมมือและร่วมกันใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดกับการจัดการศึกษาเพื่อสร้างงานและสร้างอาชีพ หากปล่อยปละละเลยให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบริหารจัดการ 2 แบบ ซึ่งก็คือ ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันการอาชีวศึกษา และภายใต้การกำกับดูแลของเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาโดยตรงแล้วนั้น ในอนาคตอาจมีปัญหาตามมามากมาย และที่สำคัญจะไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในแต่ละสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ 

7) กระบวนการจัดการศึกษา การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนและการรับสมัครผู้เรียนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทางด้านเทคโนโลยีสายปฏิบัติการนั้น เป็นการจัดการศึกษาเฉพาะทางรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสถาบันการอาชีวศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนและสามารถรับผู้เรียนเพิ่มได้ตามความต้องการของตลาดแรงงานและตามความเหมาะสมในสาขาวิชาและหลักสูตรตามที่ภาคประกอบการต้องการ 
แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพผู้เรียนด้วย

8) สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน มีส่วนสำคัญในการสร้าง และเป็นเครือข่ายร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษาในการจัดการศึกษาของสถาบันการอาชีวศึกษาอย่างมาก ดังนั้น ในการยกระดับและพัฒนาการอาชีวศึกษาต้องมีการพัฒนาไปพร้อมกันทั้งอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชนภายใต้มาตรฐานและคุณภาพระดับเดียวกัน

9)เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการจัดการศึกษาทางด้านอาชีวศึกษา และเพื่อให้สถาบันการอาชีวศึกษาขับเคลื่อนกระบวนการต่างๆ ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

9.1) ให้สถาบันการอาชีวศึกษาเป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

9.2) ให้สภาสถาบัน มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลในสถาบัน กำหนดคุณสมบัติของครู อาจารย์ ผู้บริหาร และสายสนับสนุน เพื่อให้ได้ผู้ปฏิบัติงานตรงกับการจัดการเรียนการสอนสายอาชีพเป็นการเฉพาะ ที่มีความแตกต่างไปจากระบบการบริหารงานบุคคลของการศึกษาสายสามัญทั่วไป 

รวมทั้งจัดให้มีการจ้างครู ผู้สอน วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทางในรูปแบบใหม่ จ้างเป็นชั่วโมง จ้างเป็นโครงการ จ้างตามความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนครู มีครูผู้สอนทันต่อความต้องการและทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป