หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดความตื่นตัวในการพัฒนาประชาธิปไตยในหมู่นักวิชาการเพิ่มขึ้นในหลายมิติไม่ใช่เฉพาะทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมไปถึงด้านเศรษฐกิจและสังคม มีการจุดประเด็นขึ้นเพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ เช่น เรื่องผู้ตรวจราชการแผ่นดิน (OMBUDSMAN) ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ เพราะยังไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง เรื่องภาษีทรัพย์สินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าจะสำคัญเพราะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เห็นได้ชัด และมีการอธิบายความพอเข้าใจในหมู่นักวิชาการ แต่ขาดการติดตามศึกษาในรายละเอียดเพื่ออธิบายให้สังคมได้เข้าใจ
แม้ว่าจะเป็นนักรัฐศาสตร์ แต่ก็สนใจเรื่องความไม่เป็นธรรมของสังคมไทยเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ซึ่งพิสูจน์ได้ในปัจจุบัน ผ่านมาเกือบ 50 ปี ปัญหานี้ยังรุนแรงขึ้น เพราะประเทศไทยมีระบบอุปถัมภ์ครองสังคมอยู่ตลอด 700 กว่าปี คนที่อยู่ชนชั้นบนจะมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าชนชั้นอื่น ยกตัวอย่างในเรื่องการเก็บภาษีก็ได้ เช่น คนรวยจะหลีกเลี่ยงในการเสียภาษี เรียกว่าโกงภาษี คนจนไม่มีเงินจะเสียภาษี กรมสรรพากรเก็บภาษีได้น้อย เพราะมีเฉพาะคนรายได้ปานกลางโดยเฉพาะข้าราชการเท่านั้น ที่เสียภาษีตามกฎหมาย ฐานภาษีทางตรงก็ไม่ชัดเจน ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่คิดปรับปรุงเพราะผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นคนรวย การออกกฎหมายภาษีทรัพย์สินจึงไม่สามารถเกิดได้
ในแวดวงวิชาการก็มีการพูดกันตลอดมาจนปัจจุบัน ผมเองก็เคยพูดเรื่องนี้ในการสัมมนาหลายครั้งมีโอกาสเมื่อไหร่ก็ยกตัวอย่างในเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชนเสมอ แม้กระทั่งในการเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศต่อสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เพราะเห็นว่าเป็นภาษีของความเป็นธรรม เนื่องจากคนรวย หรือเศรษฐีส่วนใหญ่มีเงินมาได้เพราะอาศัยแรงงานคนจน ใช้สมองจากคนชั้นกลาง จึงต้องเสียสละเงินส่วนหนึ่งเพื่อดูแลสังคม ประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ในโลกก็มีภาษีตัวนี้ที่เป็นรายได้หลักของประเทศ มองย้อนอดีตไป ถ้านักการเมืองไทยไม่เห็นประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวกแล้ว ประเทศไทยจะมีเงินไปพัฒนาประเทศนับล้านล้านบาท
มีนักวิชาการและนักการเมืองได้ให้ความเห็นและวิจารณ์ร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีทรัพย์สินไปบ้างแล้ว แต่ผมคิดว่าอยากทำความเข้าใจในรายละเอียดให้มากกว่านี้ เพื่อให้สังคมเข้าใจและออกมาเรียกร้องในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญของคนทั้งประเทศ อย่ามองเฉพาะตัวเองว่าเราจะเข้าข่ายเสียภาษีหรือไม่เท่านั้น (เป็นลักษณะของคนในสังคมไทยที่เห็นแก่ตัวเอง)
จากการศึกษาของผมเองเห็นว่าภาษีทรัพย์สินควรมีกฎหมายแยกเป็น 3 ฉบับ คือ
1.ร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ภาษีอสังหาริมทรัพย์ คือบ้านและที่ดิน)
2.ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์
3.ภาษีมรดก
โดยยกเลิกภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีมรดกเป็นจิตวิทยา ควรจะยึดหลักการที่ว่าผู้ที่ได้รับมรดกนั้นมีปัญญาที่จะต้องเสียภาษีให้รัฐหรือไม่ อย่างไร? ซึ่งไม่ขอพูดถึงเพราะกฎหมายที่ออกไปยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอยู่ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ในข้อเท็จจริง คนที่ได้รับมรดกควรจะยินดีในการสละเงินที่เขาได้มาส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาประเทศ (บางคนได้แบบส้มหล่น) ซึ่งเป็นเงินไม่มากนัก
ในความเห็นของผม ได้มรดกมา 5 ล้าน ก็ควรจะเก็บภาษีแล้ว แต่ถ้าคิดว่าอาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี ก็บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ขอพูดถึงร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ผมขอแยกที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ไว้อีก พ.ร.บ.หนึ่ง) การที่กำหนดไว้ที่ 50 ล้านบาท แสดงว่ารัฐบาลเกรงใจคนรวยมาก ไม่มีประโยชน์เลยในแง่ลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องสำคัญมากก็คือ ต้องมีคณะกรรมการกลางประเมินราคาที่ดินแต่ละจังหวัด ซึ่งในปัจจุบันกรมที่ดินก็มีการประเมินราคาที่ดินอยู่แล้ว แต่เพื่อความเป็นธรรมควรมีคณะกรรมการมาจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องที่ดิน สื่อมวลชน อาจารย์ หรือนักวิชาการ ผู้แทนองค์กรชุมชน ฯลฯ ราคาที่ดินที่ประเมินในแต่ละจังหวัดจะเป็นบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ รัฐบาลต้องตัดสินใจว่า ขั้นต่ำในการเสียภาษีของแต่ละพื้นที่อยู่ที่ราคาเท่าใด และขั้นสูงจะเก็บกี่เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างใน กทม. ผมขอเสนอให้เก็บตั้งแต่ราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป เก็บที่ 0.25-3% อย่าลืมว่าคอนโดใน กทม.นั้นส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังที่สองของเศรษฐีทั้งนั้น คนกำลังสร้างตัวไม่มีโอกาสซื้อคอนโดเกิน 3 ล้านบาท ในแต่ละพื้นที่ก็ราคาแตกต่างกัน การเก็บภาษีของรัฐต้องมีเป้าหมายอื่นด้วย ไม่ใช่คิดเฉพาะรายได้เพื่อไปพัฒนาประเทศเท่านั้น ต้องเปิดโอกาสให้คนชั้นกลาง หรือคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในระยะตั้งตัวได้มีที่อยู่อาศัยของตนเองด้วย ผู้ที่กำลังผ่อนบ้านหลังแรกจึงไม่ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับมรดกเป็นที่อยู่อาศัย แต่เป็นคนมีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ก็เช่นเดียวกัน
ในเรื่องนี้มีรายละเอียดที่จะต้องพูดกันอีกมาก ต้องมีการระดมสมองทุกฝ่ายให้ฝ่ายรัฐคิดข้างเดียวคงจะไม่เป็นธรรม ประเด็นที่ถกเถียงกันมากก็คืออะไร? เป็นที่ดินเพื่อการเกษตรที่ทำกันอยู่ใน กทม.ด้วยการไปปลูกกล้วยหรือพืชล้มลุกบางอย่างเพื่อเลี่ยงภาษีต้องหมดไป เขียนคำจำกัดความในเรื่องที่ดิน เพื่อการเกษตรให้ชัดเจนไม่น่าจะมีปัญหาในความผิดของผม ที่สำคัญมากก็คือ นายทุนใหญ่ที่มีที่ดินมากจะให้ผู้อื่นถือครองแทน ในเรื่องนี้ถ้าไปศึกษาจากความเป็นจริง ก็จะพบว่าครอบครัวทางภาคอีสานนั้นมีที่ดิน 10 ไร่ ทำนาและปลูกพืชทดแทนทั้งปีก็ทำไม่ค่อยไหวแล้ว (พ่อ, แม่, ลูก)
ส่วนเรื่องที่เศรษฐีทั้งหลายมีที่ดินเก็บสะสมไว้เพื่อเก็งกำไรนั้นเป็นความไม่ชอบธรรมทางสังคม ตั้งแต่แนวคิดของมาร์กซ์จนปัจจุบันซึ่งเป็นระบบทุนนิยม มือใครยาวสาวได้สาวเอา ที่ดินแตกต่างจากทองไม่ใช่สิ่งของที่ควรสะสมไว้ โดยไม่ใช้ประโยชน์ สำหรับประเทศไทยราคาที่ดินเป็นไปตามความต้องการของผู้ขาย เหมือนกับเพชรไม่เคยมีข้อจำกัดในเรื่องการถือครองที่ดิน เป็นต้นเหตุของการไม่มีที่อยู่อาศัยของคนจน ทำให้เกิดแหล่งสลัมในเมืองหลวง การบุกรุกที่ดินสาธารณะ สุดท้ายก็กลายเป็นภาระของรัฐในการแก้ปัญหา ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลและ คสช.ก็รู้ดีว่าปัญหาแท้จริงมาจากอะไร?
ภาษีตัวนี้ต้องมีลักษณะก้าวหน้า จะเริ่มตรงไหนก็สุดแท้แต่ (3% หรือ 4% ก็ได้) แต่ต้องเพิ่มทุกปี ถ้าที่ดินนั้นยังไม่ใช้ประโยชน์จะอ้างว่าเอาไว้เป็นมรดกให้บุตรหลานไม่ได้ (เหตุผลไม่พอ!) อาจจะพิจารณาให้รัฐเป็นตัวกลางในการจำหน่ายก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับผังเมืองของแต่ละจังหวัด รัฐจะต้องใช้นโยบายของภาษีนี้เพื่อให้ราคาที่ดินเข้าสู่มาตรฐานและความเป็นธรรม
ในขณะเดียวกันรัฐอาจจะรับซื้อเพื่อไปสร้างบ้านเคหะสงเคราะห์ให้คนจนและคนชั้นกลางได้ในราคาที่เป็นธรรม เป็นการช่วยเหลือประชาชนให้มีโอกาสเช่าซื้อบ้านแทนที่การเช่า ซึ่ง คสช.ได้ดำเนินการอย่างเช่นบ้านริมคลองลาดพร้าว เป็นต้น
การที่ผมแยกกฎหมายฉบับนี้ออกมา เพราะเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังสร้างความเป็นธรรมในสังคม เพราะการมีที่ดินไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์และเพื่อเก็งกำไรนั้น เป็นการแสดงความเห็นแก่ตัวที่ชัดเจน อย่ามัวไปเกรงใจพวกเจ้าสัวอยู่เลย เพราะเขามีโอกาสที่จะใช้ที่ดินที่เขามีอยู่ทำอะไรได้มากมายคงจะจำกันได้นะครับว่าหนึ่งในข้อเสนอของอาจารย์ปรีดี เมื่อไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ก็คือ ที่ดินทั้งประเทศต้องเป็นของรัฐลองนึกภาพดูก็ได้ว่าเป็นอย่างนั้น อะไร? จะเกิดขึ้นบ้างในประเทศนี้!
ขอความกรุณาให้ คสช.ได้ใช้วิจารณญาณในเรื่องนี้ใหม่อีกครั้งควรมีการระดมสมองจากทุกฝ่าย กฎหมายนี้เป็นผลประโยชน์กับประเทศชาติอย่างมหาศาล มีแต่ได้ไม่มีเสีย คนไทยประมาณ 90% ของประเทศได้ประโยชน์รัฐบาลจะมีรายได้พอเพียงในการพัฒนาประเทศโดยไม่ต้องกู้ใครเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนั้นเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้สังคมในเรื่องการเก็บภาษี และปัจจัยอื่นในทางบวกที่รัฐบาล คสช.จะได้รับทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศให้นักวิชาการของรัฐบาลศึกษาดูก็ได้ว่าในประเทศประชาธิปไตยที่กำลังพัฒนามีการเก็บภาษีทรัพย์สินทั้งนั้น เพราะเป็นการลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ สามารถนำเงินภาษีนี้ไปสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในประเทศได้อีกทางหนึ่ง
ส่วนในด้านประชาชนนั้น ขอได้โปรดเอาใจใส่ในเรื่องนี้เป็นพิเศษ สื่อมวลชนและนักวิชาการ ควรพูดถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น อย่าปล่อยให้ผู้มีอำนาจได้ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม แชร์ความคิดกันต่อไปให้เป็นพลังมหาชนกฎหมายทรัพย์สินไม่สามารถเกิดได้ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะรัฐบาลที่ผ่านมากลัวคนรวยจะเสียประโยชน์ แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจจากประชาชนมา และสัญญาว่าจะทำประโยชน์เพื่อประชาชน ต้องแสดง คือปฏิบัติไม่ใช่มีแต่คำพูด การออกกฎหมายฉบับนี้มาก็ได้รับคำยกย่องจากสังคมส่วนใหญ่แล้ว แต่การออกกฎหมายที่มีลักษณะไม่เป็นธรรมมาใช้สู้อย่าออกมาดีกว่า ให้พวกเศรษฐีได้เปรียบทางสังคมอย่างเดิมตลอดไปก็แล้วกัน!
กรุณาฟังเสียงจากหลายๆ ด้านเถอะครับ ยังมีคนที่ปรารถนาดีต่อประเทศอีกมาก อย่าไปมองเขาเป็นศัตรูต้องยอมรับความเป็นจริงบ้างแม้ว่าเราจะไม่ชอบ ขอให้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ส่วนในมุมมองของผมนั้นไม่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะปล่อยให้กฎหมายทรัพย์สินออกมาในลักษณะนี้ เพราะเท่ากับแสดงให้คนทั่วโลกรับทราบว่า นายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศไทยนั้นมีแนวคิดเพื่อประชาชนจริงหรือ?

