ผลการประกวดเรื่องสั้นและบทกวีรางวัลวรรณกรรม “มติชนอวอร์ด 2559” ได้รับการประกาศผ่านทางหน้ากระดาษและช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของ
“มติชนสุดสัปดาห์” ไปแล้วเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
เรื่องสั้นทั่วไปที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่เรื่อง “ตายแล้วตายอีก” โดย ชิตะวา มุนินโท ซึ่งมีความ
โดดเด่นยิ่งในแง่ของการใช้ภาษาเสียดเย้ยอย่างลื่นไหลสนุกมือ เพื่อยั่วแย้ง ตั้งคำถามกับสังคมพุทธแบบไทยๆ อย่างไม่ยำเกรง ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและในเชิงความประพฤติส่วนตัวของพระภิกษุสมมุติสงฆ์แบบไทยๆ ตลอดจนลำดับชั้นในสังคมเด็ก ผู้ใหญ่ และบรรพชิต ทั้งหมดเป็นภาพสะท้อนสังคมที่ “ศาสนาพุทธ” เป็นใหญ่ครอบงำสังคมของไทยได้ด้วยภาษาและรูปแบบการ
เล่าเรื่องที่อ่านแล้วสนุกจดจ่อแทบลืมหายใจ อย่างลงตัวและน่าประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบ
ส่วนรองชนะเลิศได้แก่เรื่อง “ปราสาทใยแมงมุม” โดย องอาจ หาญชนะวงศ์ และรางวัลชมเชย “ปรารถนา” โดย มีเกียรติ แซ่จิว ก็เป็นเรื่องสั้นที่เขียนได้ดีและน่าประทับใจไม่แพ้กัน
สำหรับการประกวดเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ รางวัลชนะเลิศได้แก่ “การตัดสินใจของปัญญาประดิษฐ์” โดย ปิยะโชค ถาวรมาศ ที่เล่าเรื่องของการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อปกป้องมนุษย์ แต่การตัดสินใจของมันเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงจะเป็นอย่างไรก็เป็นประเด็นที่น่าใคร่ครวญ ส่วนรองชนะเลิศประเภทนี้ได้แก่เรื่อง “นิพพานจักร” โดย วิวรรธน์ชัย และรางวัลชมเชย “พันธุกรรมมรณะ” โดย วิสันต์ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
ส่วนรางวัลชนะเลิศประเภทบทกวีได้แก่ผลงาน “ฮิปโปตัวเมียในกล่องบรรจุความทรงจำ” โดย ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ รองชนะเลิศได้แก่ “เท่านี้ก็พอ” โดย นาโก๊ะลี และรางวัลชมเชย “เสียงร้องของบุหลง” โดย เต ทินฺโนวาเท
และด้วยเหตุผลที่เวทีของเรื่องสั้นและบทกวีในสิ่งตีพิมพ์นั้นกำลังหดเล็กลงเรื่อยๆ เพราะการปิดตัวลงของนิตยสารหลายต่อหลายฉบับที่เคยเป็นพื้นที่สำหรับงานวรรณกรรม รางวัลมติชนอวอร์ดจึงประกาศเว้นวรรคการจัดประกวดไปสักระยะ เพื่อให้พื้นที่หน้ากระดาษของมติชนสุดสัปดาห์นั้น “ว่าง” สำหรับให้บรรดานักเขียนเรื่องสั้นและบทกวีส่งผลงานมาบรรเลงให้วงการครื้นเครงไม่เงียบเหงาเกินไป
หากกล่าวกันอย่างยอมรับความจริง งาน “วรรณกรรม” ประเภทที่เขียนเพื่อบูชาความงดงามของภาษาและศิลปะ หรือมีเจตนารมณ์เพื่อสะท้อนปัญหาสังคมการเมืองนั้นอยู่ในสภาพเหมือน “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ด้วยจำนวนที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ จากสิ่งแวดล้อม คือความหลากหลายทางการอ่าน
จำนวนที่ว่านี้ หมายถึงทั้งจำนวนพิมพ์และจำนวนชิ้นงาน เมื่อเทียบกับงานเขียนประเภทอื่นๆ ที่แม้ในภาพรวมนั้นจะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าเติบโตแพร่หลายขายดีหรืออย่างน้อยก็พอเลี้ยงตัวเองได้กันอยู่
กลายเป็น “สัตว์หายาก” เช่นนั้น แต่ทำไมเรายังต้องเขียนต้องอ่านงาน “วรณกรรม” กันอยู่และผู้คนส่วนหนึ่งต้องเอาใจช่วยคุ้มครองเฝ้าระวังและประคับประคองไม่ให้งานเขียนประเภทนี้สาบสูญไปจากบรรณพิภพเล่า
อาจเพราะเป็นอย่างที่ อุทิศ เหมะมูล เขียนไว้ในหนังสือ “จักรวาลในหนึ่งย่อหน้า” ว่าการอ่านไม่ใช่การหลีกหนีจากความเป็นจริงของบ้านเมืองอีกต่อไป แต่คือ การจ้องตากับเผด็จการบ้านเมืองด้วยสิ่งที่เราอ่าน
ฟังดูยิ่งใหญ่โหมเร้าอารมณ์อุดมการณ์จนน่าสงสัยว่าความคิดแบบนี้ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ แต่จากหลักฐานพยานที่พอจะยืนยันได้ คือการที่หนังสือบางเล่มยังคงเป็น “สัญลักษณ์” ของการต่อต้านหรือแสดงความหวาดระแวงต่ออำนาจรัฐ เช่น นวนิยาย 1984 ของ จอร์จ ออร์เวล ซึ่งกลับมาเป็นหนังสือขายดีเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
เป็นการแสดงออกว่าผู้คนใช้การอ่านหนังสือเป็นเครื่องทบทวนเพื่อรู้เท่าทันต่ออำนาจของบรรดา “พี่เบิ้ม” ทั้งหลายผู้ยึดกุมอำนาจรัฐผ่านวรรณกรรมขึ้นหิ้งของโลก
หากจะกล่าวว่า “การอ่าน” นั้นคือการ “จ้องตา” กับเผด็จการด้วยความตื่นรู้ “การเขียน” ก็อาจเปรียบได้กับการ “ชี้หน้า” สิ่งอันไม่ชอบธรรมในสังคม หรือชี้บอกสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมลับมุมหลืบทั้งหลายในบ้านเมืองด้วยมือที่ถือปากกา หรือนิ้วที่ร่ายพรมลงไปบนแป้นพิมพ์
เรานิยมเรียกงานในลักษณะดังกล่าวว่า “วรรณกรรมสะท้อนสังคม”
เช่นที่งานของ ออร์ฮาน ปามุก นักเขียนรางวัลโนเบลสะท้อนภาพสังคมตุรกีที่มีความขัดแย้งระหว่างคุณค่าแบบตะวันตกและตะวันออก อยู่กับรากเหง้าของความตึงเครียดระหว่างการเป็นรัฐสมัยใหม่และรัฐจารีต โชคดีของผู้อ่านชาวไทยที่งานของปามุกสองเล่มได้รับ
การแปลและจัดพิมพ์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย วางจำหน่ายอยู่ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ที่กำลังจัดอยู่ในขณะนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คือนวนิยายเรื่อง “พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา” (The Museum of Innocence) โดยสำนักพิมพ์มติชน และ “หิมะ” (Snow) โดยสำนักพิมพ์บทจร
“หิมะ” นั้นบอกเล่าถึงพรมแดน และการปะทะกันทางความเชื่อระหว่างการเป็นรัฐฆราวาสและการยึดถือกฎหมายศาสนา ส่วน “พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา” ก็เป็นเรื่องของความขัดแย้งทางอัตลักษณ์ระหว่างความทันสมัยกับขนบธรรมเนียมดั้งเดิม โดยมีประเด็นหลัก
จะมุ่งไปที่ความรักระหว่างชนชั้นอันเป็นรักต้องห้าม การสูญเสีย และความสัมพันธ์ของคนในสังคม ปามุกนำเสนอประเด็นแหลมคมเหล่านี้ในรูปของนวนิยายที่สนุกสนานแบบอ่านแล้ววางไม่ลง บางคนอ่าน “พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา” ที่ยาวหกร้อยกว่าหน้าจบลงในเวลาคืนเดียว
คำถามที่พบเสมอเมื่อพูดถึงงานวรรณกรรม คือปัญหาว่า ทำไมวรรณกรรมต้องสะท้อนสังคม
เราไม่อาจมองเห็นใบหน้าของตัวเองได้ เว้นแต่อาศัยภาพสะท้อนจากกระจกฉันใด การที่เราดำรงตนวนเวียนอยู่ในสังคมก็อาจจะทำให้เราไม่อาจมองเห็นหน้าตาของสังคมที่เราอยู่ หรืออาจจะไม่ทันได้สังเกตด้วยความเคยชิน เราก็อาจจะต้องมีอะไรสักอย่างที่แสดงภาพเหล่านั้นให้เราได้เห็นฉันนั้น
กระนั้นงานวรรณกรรมก็ไม่ใช่ “ภาพสะท้อน” ที่ตรงไปตรงมานัก แต่เป็นเหมือนกับภาพวาดจากมุมมองของผู้เขียนที่เลือกเก็บภาพของสังคมหรือโลกที่เขามองเห็นมาเรียบเรียงใหม่ผ่านตัวอักษร หากจะเปรียบเปรยให้ตรงกว่านั้น วรรณกรรมนั้นเหมือนยุคสมัยไร้กระจก ที่ผู้คนผู้อยากเห็นหน้าตัวเองก็จะต้องไปให้ศิลปินวาดภาพให้ ซึ่งภาพที่ออกมานั้นจะเหมือนหรือไม่เหมือน ก็ต้องขึ้นกับทั้งมุมมองและฝีมือของศิลปินด้วย
อย่างไรก็ตาม งานวรรณกรรมก็ยังมีความจำเป็นอยู่ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมรัฐที่การแสดงออกซึ่งข้อเท็จจริงอันตรงไปตรงมาไม่อาจกระทำได้เต็มที่ เพราะการ “สะท้อน” ภาพด้วยข้อเท็จจริงเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามในรัฐที่กลัวเงาตัวเอง วรรณกรรมและงานศิลปะจึงดำรงชีวิตอยู่ได้ในช่องว่างนั้น
ป.อินทรปาลิต เคยกล่าวว่า “เรื่องแต่ง” ทั้งหลายนั้นล้วนคือ “เรื่องโกหก” ของผู้เขียน วรรณกรรมจึงสามารถเติบโตได้ดีในสังคมที่พูดความจริงไม่ได้ ด้วยวรรณกรรมนี้เอง ทำให้เราสามารถเล่าเรื่องจริงอย่างโกหก และเล่าเรื่องโกหกอย่างสมจริงได้โดยมีความอึดอัดคับข้อง
แต่ก็ไม่อยากจะยอมแพ้ง่ายๆ เป็นแรงกดดันคล้ายปุ๋ยชั้นดีให้วรรณกรรมเติบโตงอกงามในบรรยากาศเช่นนั้น
นอกจากนั้นวรรณกรรมยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “สุนทรีย์รส” อันเป็นลักษณะเด่นข้อแข็งที่เราไม่พบในงานสะท้อนสังคมหรือการเมืองที่ตรงไปตรงมาอย่างงาน “วิชาการ” หรือถึงจะมีบ้าง ก็อาจจะเรียกว่าเป็นการถ่ายทอดสอดแทรกความเป็น “วรรณกรรม” ลงไปในงาน “วิชาการ” ของผู้เขียนมากฝีมือบางท่าน
สุนทรียรสของวรรณกรรมมาจากการเล่าเรื่องที่น่าสนใจชวนติดตาม ภาษาที่ไพเราะสละสลวย การเร้าอารมณ์ที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงเหตุผลและการ
ตัดสินใจของมนุษย์ ทำให้การมองภาพของสังคมจากมุมมองวรรณกรรมนั้นจึงได้รับความรื่นรมย์กว่าการมองอย่างตรงไปตรงมา เช่นที่เราคงเพลิดเพลินกับการอ่านนิยายขนาดหกร้อยกว่าหน้าของปามุก มากกว่างานวิจัยขนาดเดียวกันว่าด้วยรัฐ ศาสนา และความขัดแย้งทางวัฒนธรรมของตุรกีนั่นแหละ
ฟังดูดีมีพลัง แล้วเช่นนั้นทำไมในสภาพปัจจุบันวรรณกรรมจึงมีสถานะเป็นสัตว์หายากที่ต้องคุ้มครอง ก็อาจจะตอบได้ว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องการเห็น “ความจริง” และไม่ใช่ว่าทุกคนอยากมองเห็น “สังคม” ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ตอบได้ยากอยู่ว่าเราจะมองเห็นภาพนั้นๆ ไปทำไม
ยิ่งในสภาพสังคมการเมืองที่สิ้นหวัง ผู้คนก็อาจจะหันไปเสพอะไรที่ให้ความสุขได้อย่างตรงไปตรงมาอย่างงานบันเทิงเริงรมย์ หรือให้ความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นได้แบบเป็นรูปธรรมชัดเจนกันแทน เรื่องนี้สะท้อนออกมาจากความเจริญเติบโตของหนังสือแนว “ชีวิตจะดีได้ ด้วยสิ่งง่ายๆ ในวันเดียว” กับอาชีพนักโค้ชชิ่งสร้างความสำเร็จร่ำรวยทั้งหลายที่นิยมกันอยู่ในขณะนี้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม งานวรรณกรรมสร้างสรรค์หรืองานเพื่อสังคมก็ยังไม่สูญพันธุ์ง่ายๆ สัญญาณชีพของมันแม้จะเบาแผ่วลงในบางจังหวะ แต่ไม่เคยสักครั้งที่หยุดนิ่งเงียบงัน ด้วยเราได้เห็นผู้เขียนงานแนวนี้รายใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมาด้วยผลงานที่น่าประทับใจอยู่เสมอบนเวทีต่างๆ โดยเฉพาะในการประกวดรางวัลวรรณกรรมต่างๆ อย่างไม่ว่างเว้น
เช่นเดียวกับคนอ่านที่อาจจะน้อยลงจนเห็นหน้าจำกันได้ แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งกัน ยังเดินผ่านพบทักทายหรือสรวลเสเฮฮาอยู่ในบูธของสำนักพิมพ์ที่รักในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติทุกครึ่งปี กับทั้งคนในวงการหนังสือที่ยังเห็นคุณค่าของงานวรรณกรรมก็ล้วนเอื้อมมือเข้ามาอุ้มชูดูแลกันอยู่ตามกำลัง
ตราบใดที่ยังมีคนชี้ชวนให้ผู้คนมองเห็นภาพของโลกและสังคมหรือบอกเรื่องราวที่เล่าตรงๆ ไม่ได้ ตราบนั้นเราก็ยังไม่ขาดนักเขียน และเมื่อใดที่ยังมีผู้คนที่พร้อมจับจ้องมองอธรรมทั้งหลายอย่างสงบแต่ไม่กลัวเกรงอยู่ เมื่อนั้นเราก็ยังมีนักอ่าน
ออร์ฮาน ปามุก บอกเล่าแสดงภาพของศาสนาและวัฒนธรรมในสังคมตุรกีไว้ในนวนิยายของเขาอย่างไร ชิตะวา มุนินโท ก็ชี้ให้เราได้เห็นสังคมและอำนาจแบบพุทธในสังคมไทยไว้ในเรื่องสั้นของเขาด้วยวิถีทางเดียวกัน
จึงต้องขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง และขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อทุกท่านผู้ริเริ่มและอยู่เบื้องหลังรางวัล
มติชนอวอร์ด ที่สร้างพื้นที่ สร้างนักเขียนหน้าใหม่เข้าสู่วงการวรรณกรรม ตลอดจนเป็นกำลังใจและความหวังให้แก่นักเขียนงานในแนวนี้ทั้งหลาย ด้วยการเป็นเวทีการประกวดเรื่องสั้น เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ และบทกวีที่ครึกครื้นคึกคักที่สุดตลอดสี่ปีที่ผ่านมา
เป็นเวทีใหญ่และพื้นที่สำคัญให้เราได้ขึ้นไปยืนชี้หน้าและร่วมกันจ้องตาผู้คนที่ฉ้อฉลต่ออำนาจ และความไม่เป็นธรรมทั้งหลายในสังคมกันเต็มที่เต็มตา

อ่านเรื่องสั้น “ตายแล้วตายอีก” โดย ชิตะวา มุนินโท ที่ชนะเลิศรางวัลมติชนอวอร์ด 2559 ประเภทเรื่องสั้นทั่วไป บน Smart phone หรือ Tablet ของท่าน หรือทาง URL : https://www.matichonweekly.com/literature/article_451

