หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : งูเห่า (ไม่กัด) ?

20.05.25 | 13:25 น.

งูเห่าที่ไหนไม่กัดครับ?

ไม่มีหรอกครับ งูเห่ายังไงก็กัด

ไม่ใช่ งู “เห่า” ครับ

งูเห่า เขาว่ากันว่ามันมาจากเสียงขู่ฟู่ๆ ทั้งเมื่อตกใจ และต้องการขู่ศัตรู งูเห่าดุร้ายและมีพิษ (อันนี้
วิกิพีเดีย เขาเล่าไว้)

เห่าจริง กัดจริง

Advertisement

อันนี้เขียนเล่นๆ เพราะงูเห่าทางการเมืองเป็นสำนวนที่กล่าวถึงนักการเมืองที่เปลี่ยนพรรค และมักมีผลต่อการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยอิงจากนิทาน “ชาวนากับงูเห่า”

ที่กล่าวถึงการที่ชาวนาใจดีช่วยเหลืองูเห่าไว้ และสุดท้ายงูเห่าก็แว้งกัด และพ่นพิษใส่

แต่จะว่าไปแล้วคำเปรียบเปรยเรื่องชาวนากับงูเห่าก็อาจจะไม่เป็นอะไรที่เป็นธรรมกับงูเห่ามากนัก

เพราะว่าบริบทและโครงสร้างทางการเมืองไทยมันบีบให้เกิดงูเห่าด้วย

อาจจะไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์หรอกครับ

คนที่กล่าวว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นงูเห่านั้นก็เชื่อว่าตัวเองมีบุญคุณกับอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่เอาเข้าใจ หากมองจากในมุมของงูเห่า บรรดางูเห่าเองก็จะมีเหตุผลและข้ออ้างร้อยแปดของพวกเขา ที่อาจถูกมองว่าทั้งเห่า-ทั้งกัดเลยก็ได้

การเมืองก็เป็นเรื่องสมประโยชน์ในแง่นี้ เพราะถ้าไม่มีสังกัด งูก็ลงเลือกตั้งไม่ได้

แต่เมื่อลงเลือกตั้งได้งูเห่าก็หมายถึงเฉพาะคนที่ชนะเข้ามานั่นแหละครับ

ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองอย่างไร ต่างฝ่ายต่างมีข้ออ้างและกองเชียร์ของตนเอง

ว่าตกลงชนะเพราะพรรค หรือชนะเพราะตัวผู้สมัครเอง

แม้จะพิสูจน์ว่า เมื่อลงอีกงูเห่าก็จะไม่ได้เข้ามาอีก

แต่ระหว่างที่ไม่ยอมลาออก เพื่อให้เลือกเข้ามาใหม่นี้ เสียงของพวกเขาก็มีค่าทั้งในแง่การเพิ่มคะแนนให้อีกฝ่ายหนึ่ง

โดยเฉพาะในกรณีที่มักมองกันว่า การเมืองเข้าสู่ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ เสียงปี่เสียงกลองของการเลือกตั้งเริ่มมาแล้ว พวกเขาต้องหาพรรคลงใหม่

แต่เอาเข้าจริง ผมเห็นว่าเงื่อนไขด้านเวลาที่ทำให้เกิดงูเห่าที่ปรากฏตัวขึ้นมา หรือเริ่มเห่า กัด และพ่นพิษ อาจไม่ได้อยู่ที่คะแนนเสียงเพื่อให้เกิดการพลิกขั้วฉับพลันทันทีเหมือนในอดีต

แต่มันหมายถึงการทำให้พรรคที่เป็นต้นสังกัดเดิม “ดู” อ่อนแอลง ในแง่ของการโจมตีไปที่หัวใจสำคัญสองประการ คือตัวภาวะผู้นำของพรรค และภาวะความเข้มข้นเชิงสถาบันและอุดมการณ์ของพรรค

สำหรับผม พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน มักถูกวิจารณ์เรื่องกระบวนการกลั่นกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคมาโดยตลอด

แต่การหมดคุณสมบัติของสมาชิกพรรคเหล่านี้ มันมีเงื่อนไขได้หลายประการ เพราะมันต้องถูกกลั่นกรองมาในบางระดับแล้ว และทุกพรรคก็มีสิทธิที่จะโดนทั้งนั้น

แต่พรรคส้มนี่อาจจะมีคนจองกฐินเยอะหน่อย เพราะชูป้ายการเมืองใหม่ คนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้พรรคและตัวผู้นำพรรคจะโดนโจมตีมากกว่า ก็คือเรื่องของการที่หัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคจัดการกับงูเห่าไม่ได้ หรือจัดการไม่ได้ตามความคาดหวังของกองเชียร์ของพรรค หรือไม่เข้าตามเกมของคนที่ปั่นข่าว

ที่บอกว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะการเมืองไทยมันมีอคติหรือจริตบางอย่างที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แม้ว่ามันจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่จบ

จะสังเกตว่าในวงการรัฐศาสตร์นั้น มีหลายเรื่องที่ถกเถียงกันไม่จบ และก็เป็นข้อถกเถียงที่มีประโยชน์ เพราะทำให้เราไม่ยอมจำนนกันง่ายๆ แม้ว่าคนนอกสาขาอาจจะมองว่าทำไมไม่ทำให้จบสักที

และเรื่องพรรคการเมืองก็เช่นกัน เพราะคำว่าพรรคการเมืองจะต้องเป็นสถาบัน บางทีก็ต้องถามว่า มันทำได้อย่างตรงไปตรงมาจริงไหม

ในอดีตเราผ่านการทดลองมาทุกรูปแบบ

ตั้งแต่ยุคที่ ส.ส.เป็นอิสระจากพรรค มาถึงยุคการตั้งพรรค (อย่าลืมว่าการตั้งพรรคของเรามีทั้งสองเวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นที่ตั้งได้พรรคเดียว ไม่ให้พรรคอื่นตั้ง และยุคที่การตั้งพรรคมีขึ้นเพื่อต่อต้านอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน)

มาถึงยุคการบังคับให้ลงสมัครในนามพรรคเท่านั้น

มาถึงยุคพรรคต้องส่งคนลงไม่ต่ำกว่าจำนวนที่กำหนด เพราะเชื่อว่าพรรคต้องเข้มแข็ง

มาสู่ยุคที่ย้ายพรรคไม่ได้

แล้วก็มาสู่ยุคที่โดนขับได้ แต่ต้องหาพรรคลงให้ทัน

ประวัติศาสตร์บางทีก็เขียนไม่ทันปรากฏการณ์งูเห่าที่เกิดขึ้นจริงในห้วงเวลานั้นๆ

อย่างเพื่อไทยรอบที่แล้วก็มีงูเห่าที่ถูกดองไว้เช่นกัน

ทั้งปัญหาความเข้มงวดของการพยายามสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันหลักทางการเมืองของไทย

และทั้งการพยายามมองงูเห่าว่าเป็นจุดทดสอบของระบบพรรคการเมือง

มุมมองเช่นนี้อาจไม่ได้ตายตัวขนาดนั้น เพราะมันเป็นการมองระยะยาว

ขณะที่มองระยะสั้น มันคือการตัดกำลัง ท้าทายความเป็นผู้นำและสถาบันของพรรคเป้าหมายด้วย

และที่สำคัญในรอบนี้อาจจะเป็นการเปิดเกมใหม่อีกเกมหนึ่งของพรรครัฐบาล ที่เปลี่ยนยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์พรรคเดียว เป็นการสร้างพรรคพันธมิตรในภาคต่างๆ หรือในพื้นที่ต่างๆ

กลายเป็นว่า การสร้างพรรคให้เป็นบริษัทลูก หรือซื้อกิจการเข้ามา อาจสร้างแรงจูงใจได้สูงกว่าการสร้างพรรคขนาดใหญ่ เพราะเป็นเสมือนการตลาดการเมืองแบบ Market Segmentation คือสร้างแบรนด์ย่อย เพื่อให้ผู้นำมุ้งต่างๆ ได้โชว์ผลงาน และนำเอาผลงานนี้มาขึ้นรางวัลและต่อรอง และตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจถูกมองแค่มีรสนิยมที่ต่างกัน และกำลังซื้อต่างกัน

เพราะแต่ละพื้นที่ต้องการแบรนด์ที่ไม่เหมือนกัน และการสร้างพันธมิตรก่อนเลือกตั้งในแนวนี้อาจเป็นอีกแนวทาง “เพิ่ม” ไปจากการเน้นการเมืองเชิงนโยบายที่พรรคหลัก การเน้นภาวะผู้นำของพรรคหลัก และการลงไปผนึกคะแนนจากบ้านใหญ่จากพรรคหลักเท่านั้น

แต่ที่พูดมานี่อาจจะเป็นการวิเคราะห์ที่ยุ่งยากและเกินเลยไป เพราะสภาพการเมืองไทยในความเป็นจริงตั้งแต่การเติบโตและเสื่อมความนิยมลงของพรรคพลังประชารัฐในช่วงทศวรรษนี้ ตั้งแต่ดูดไปจากพรรคเพื่อไทย และถูกดูดกลับ หรือกลับมาเอง และการที่บางส่วนที่แตกจาก พรรคชาติพัฒนา พรรคความหวังใหม่ มารวมเป็นพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และแตกไปเป็นพรรคภูมิใจไทย

ก็ล้วนแต่เป็นการพลวัตที่สำคัญ ที่ไม่ใช่การมองง่ายๆ ว่า พรรคการเมืองไทย มีแต่พรรคอุดมการณ์ กับกลุ่มก๊วน

หรือมีแต่พรรคเน้นนโยบาย กับพรรคเน้นระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น

ความเป็นจริงของปรากฏการณ์งูเห่านั้นต้องดูให้ละเอียด ว่ามาเป็นฝูง หรือมาแต่ละตัว

มีเงื่อนไขเวลาที่พรรครัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ต้องการเสียงในสภา

หรือเงื่อนไขที่เตรียมตัวนับถอยหลังเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

หรือเป็นเรื่องการต่อรองเก้าอี้ของพรรคดาวรุ่งที่เล่นการเมืองแบบจำนวนปานกลาง เพราะในการเมืองไทย พรรคการเมืองที่มีเสียงประมาณสิบกว่าเสียงขึ้นไปเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ตลอดในยุครัฐบาลผสมที่ไม่มีใครได้เสียงข้างมากเด็ดขาด

หรือบางทีพรรคต่างๆ อาจจะแย่งชิงคะแนนเสียงที่มีอยู่เดิมนั่นแหละครับ คือคนนั้นมีเท่าเดิม แต่พรรคมีเพิ่มขึ้นก็แย่งฐานคะแนนเสียงกันไปมา แม้กระทั่งส้มเองที่ก็ได้คะแนนเสียงส่วนหนึ่งมาจากพรรคเก่าแก่มาก่อน และก็ได้คะแนนจากแดงมาด้วย

ยิ่งมาสมัยนี้โทษยุบพรรคนั้นไม่ได้มาด้วยโชคช่วย

และการย้ายพรรคหรือเป็นงูเห่าก็ซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนผสมที่เป็นจริงของการเมืองระบบอุปถัมภ์ การเมืองบ้านใหญ่ การเมืองมุ้ง การเมืองเชิงนโยบาย และการเมืองเชิงอุดมการณ์เน้นมวลชนในแต่ละยุคสมัยอาจจะผสมปนเปกันตามเงื่อนไขที่เรายังไม่ได้วิเคราะห์อย่างจริงจัง

เว้นแต่พรรณนาไปเรื่อยๆ ว่าแต่ละยุคมีอะไรบ้าง

บางทีอุดมคติสูงสุดของการเข้าใจการเมืองไทยคือการเข้าใจพลวัตของความสัมพันธ์ของการเมืองเลือกตั้งในหลายแบบเช่นนี้ (มากกว่าเชื่อว่าพรรคการเมืองไทย และระบบพรรคการเมืองไทยจะต้องเป็นอย่างเดียว)

ก่อนที่จะเชื่อง่ายๆ ว่า ประเทศไทยผ่านพ้นจากยุคสมัยหนึ่งไปเป็นอีกยุคสมัยหนึ่่ง ในเชิงที่เราเชื่อว่ามีความก้าวหน้า

หรือเราเชื่อว่าในอีกทางหนึ่งการเมืองไทยมันก็หมุนวนเป็นรอบๆ เป็นวงจร

สิ่งที่เรากำลังพยายามหาคือทั้งแบบแผนของพฤติกรรมในเรื่องนี้

และมิติในระดับโครงสร้างว่า เงื่อนไขเบื้องหลังจริงๆ และบริบทที่สำคัญในเรื่องนั้นเป็นอย่างไร

แต่ระหว่างนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น เราอาจจะเจออะไรระหว่างทางอีกมากมาย

ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์