หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ข้อความจากคนเคยรัก

21.05.25 | 13:27 น.

หลังจากที่ได้เห็น “ปฏิกิริยา” ตอบสนองของบรรดาผู้สนับสนุนพรรคประชาชนในการเลือกตั้งเทศบาลเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 ทำให้ผมตัดสินใจเขียนคอลัมน์ที่ออกจะดูส่วนตัวสักหน่อยในครั้งนี้

ปฏิกิริยาของผู้สนับสนุนพรรคที่ว่า คือออกมาแสดงความเห็นเชิงบ่นก่นว่า การไม่ได้รับชัยชนะในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดจากการซื้อสิทธิขายเสียง กระแสแพ้กระสุน ซึ่งเอาจริงก็เป็นอย่างนี้มาทุกครั้งก่อนหน้านี้แล้วที่มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่สำหรับครั้งนี้ ดูเหมือนมันจะรุนแรงขึ้น และการ “เหยียด” ประชาชนในท้องถิ่นที่เลือกพรรคหรือผู้สมัครรายอื่นนั้นรุนแรงขึ้นจนถึงระดับน่ากังวล

ถึงขนาด “พี่ยุทธ” สรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าค่อนข้าง “เอ็นดู” พรรคส้ม ยังถึงกับต้องออกมาพูด “ปราม” ด้วยสาระสรุปว่าไม่ว่าจะอย่างไรอย่างน้อยก็ขอให้เคารพสิทธิเสียงของประชาชนคนอื่นด้วยว่าเขาก็มีสิทธิเลือกของเขา ไอ้ถึงขนาดไปว่ากันเป็นวัวเป็นควายนั้นไม่ควร

ตลอดจนผู้รู้หลายคนที่เป็นมิตรกับทางพรรคหรือไม่ได้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ ต่างก็ออกมาแสดงความเห็นถึงเหตุผลที่ทำไมพรรคส้มถึงยังไม่สามารถได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ ซึ่งก็มีหลายสาเหตุ แต่ที่แน่ๆ คือไม่ได้สรุปง่ายๆ ว่าที่แพ้เพราะอีกฝ่ายซื้อเสียงหนักกว่าแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับที่ผมตัดสินใจว่าควรจะเขียนอะไรถึงพรรคนี้ ในฐานะของคนหนึ่งซึ่งเคยเลือก เคยสนับสนุน และเคยกล่าวถึงพรรคนี้ในเชิงบวกทั้งต่อหน้า ลับหลัง และออกสื่อ

Advertisement

นึกซะว่าเป็น “ข้อความจากคนเคยรัก” ก็แล้วกัน

กลับมาที่ประเด็นของเรา คือจริงอยู่ว่าตัวบุคคลของ “พรรคส้ม” เองก็ไม่เคยแสดงออกไปในทางเหยียดหยามคนที่ไม่เลือกพรรคตัวหรือสนับสนุนให้ผู้สนับสนุนพรรคไปเหยียดคนที่เลือกพรรคอื่นคนอื่นแบบนั้น หรือไม่เคยออกมาพูดตรงๆ ในทำนองที่ว่าเขตที่แพ้เลือกตั้งนั้นเพราะถูกซื้อไปหมดแล้ว ส่วนเขตไหนที่ชนะเลือกตั้งแปลว่าเป็นคะแนนบริสุทธิ์ของประชาชน

ถึงอย่างนั้นการพูดดักหน้าและการดักหลังทั้งในตอนหาเสียงและแถลงรับผลการเลือกตั้งนั้น ต่างก็ยังวนอยู่แต่เรื่อง “ทุจริตเลือกตั้ง” หรือ “ซื้อเสียง” ว่าเขตที่ตัวเองลงนั้นหมาหอนแล้วหรือซื้อเสียงกันโจ๋งครึ่ม รวมถึงการวิเคราะห์ว่าที่แพ้เพราะคนในพื้นที่ที่ “มีการศึกษากว่า” นั้นไม่สามารถกลับมาเลือกตั้งได้ด้วยสาเหตุสารพัด เพราะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตทำให้แพ้

ทั้งหมดเป็นสารตั้งต้นให้ผู้สนับสนุนที่อาจจะผิดหวังกับผลการเลือกตั้งนั้นหลุดไหลไปในแนวทาง “เหยียด” เช่นนั้น ดังนั้นจะบอกว่าทางพรรคนั้นไม่ต้องรับผิดชอบกับกระแสเหยียดคะแนนเสียงที่เห็นต่างเลือกต่างก็คงไม่ใช่

อย่าลืมว่าการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งโดยอ้างว่าเพราะมีการซื้อเสียง ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยอันแท้จริง” นั้นเป็นต้นตอหนึ่งของวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 20 ปี ที่คนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง แล้วพยายามลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และระบบการเมืองที่ต้องตัดสินด้วยการเลือกตั้งให้ลดลงทุกวิถีทาง

ผลพวงดังกล่าวส่งต่อมาถึงการออกแบบระบบการเลือกตั้งเพื่อ “ลดทอน” คะแนนเสียงจากผู้มิสิทธิเลือกตั้งที่เลือกตั้งครั้งหนึ่งก็เปลี่ยนทีหนึ่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 รวมถึงระบบการเลือกตั้งที่เละเทะวุ่นวายอย่างระบบสัดส่วนผสมที่เคยใช้ในการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันก็เกิดขึ้นจากพื้นฐานที่ต้องการออกแบบการเลือกตั้งไม่ให้พรรคที่มีคนเลือกมากที่สุดชนะการเลือกตั้งเข้ามาได้มากเกินไปนั่นแหละ ซึ่งก็ไม่สำเร็จสักครั้ง แต่ก็ทิ้งผลตกค้างเอาไว้ให้พรรคการเมืองและรัฐบาลอ่อนแอ

ทั้งที่ผู้คนในฝั่งฝ่าย “ประชาธิปไตย” นั้นต่อสู้กันมายาวนานที่จะยืนยันว่า “การเลือกตั้ง” อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นวิธีที่ชอบธรรมที่สุดที่จะให้ประชาชนได้ “เลือก” ผู้ที่จะมาบริหารประเทศปกครองตนเอง ไปจนถึงกับมีงานวิจัยออกมาพิสูจน์แล้วว่า การซื้อเสียงนั้นต่อให้ยังมีเหลือ แต่ก็มีน้ำหนักที่น้อยมากต่อการตัดสินใจในการตัดสินใจกากบาทว่าจะเลือกใครในคูหาเลือกตั้ง

ดังนั้นเรื่องแรกที่อยากจะฝากไว้ในฐานะคนเคยรักกัน คือ แนวทางการหาเสียงเลือกตั้งหรือการสร้างกระแสว่า การเลือกตั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายตัวเองกับพวกนักการเมืองชั่วร้ายที่ซื้อสิทธิและชาวบ้านเง่างมที่ขายเสียง เรื่องนี้เลิกได้ก็เลิกเถอะ

การยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าที่แพ้เลือกตั้งนั้นเพราะคนไม่เลือก เนื่องจากตัวบุคคลและนโยบายรวมถึงอุดมการณ์ของพรรคยังขายไม่ได้หรือสาเหตุอื่นใดนั้น แม้จะส่งผลกระทบต่อ “ขวัญและกำลังใจ” ของผู้สนับสนุนพรรค แต่ในอีกทางหนึ่ง การที่แพ้เพราะสาเหตุนั้น อย่างน้อยก็ยังเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ และยังพอจะให้กำลังใจผู้สนับสนุนได้อยู่ว่า ถ้าช่วยกันหล่อเลี้ยงอุดมการณ์หลักของพรรคไปพร้อมกับการปรับปรุงแนวทางตั้งแต่การคัดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเสนอนโยบายและแนวทางการหาเสียง สักวันก็อาจจะกลับมาชนะการเลือกตั้งได้

ดีกว่าให้เชื่อกันไปว่าที่แพ้นั้นแพ้เพราะ “เงิน” และ “พรรคคนดี” อย่างเราไม่มีทางใช้วิธีซื้อเสียงแข่งหรอก เช่นนี้การแพ้เลือกตั้งในสนามท้องถิ่นนี้ก็จะเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้และไม่มีหวังเอาชนะ แล้วก็จะพาให้ผู้สนับสนุนหลุดไหลไปซ้ำรอยกับพวก “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ในปี พ.ศ.2557 ที่หัวเด็ดตีนขาดพวกเขาก็จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจนกว่าจะได้ปฏิรูป เพราะเลือกตั้งไปยังไงก็มีการซื้อเสียง คนที่จ่ายหนักที่สุดก็ชนะตลอด คนเก่งและคนดี (แบบพวกเรา) ไม่มีวิธีอื่นแล้วที่จะสู้ นอกจาการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และยอมรับอำนาจนอกระบบให้เข้ามา “จัดการ” ส่วนที่เหลือจากนั้นก็เป็นอย่างที่รู้กัน

คือในการเลือกตั้งนั้นจะมีการซื้อเสียงจริงหรือไม่ ก็อย่ายกขึ้นมาในฐานะของ “ข้ออ้าง” หรือ “สาเหตุ” สำคัญที่สุดที่ทำให้ไม่ชนะการเลือกตั้ง หรือถ้ามีหลักฐานว่ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงจริงก็รวบรวมไปแจ้ง กกต. หรือถ้าไม่ไว้ใจก็เอามาออกสื่อ น่าจะดีกว่ากล่าวอ้างกันลอยๆ

อีกเรื่องที่อยากจะฝากไว้ในฐานะคนเคยรักกัน คือ คนที่สนับสนุน หรือเคยสนับสนุนพรรคส้มที่ไม่ได้รู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อ “พรรคเพื่อไทย”

แน่นอนว่าในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา ผู้คนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลและอยากเห็นพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีก็คงจะโกรธเกลียดพรรคเพื่อไทยที่ไปตั้งรัฐบาลข้ามขั้วกับอดีตพรรครัฐบาลเก่า โดยเฉพาะพรรคที่ชัดเจนว่าตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารทั้งสองพรรค และก็เข้าใจได้ว่าในมุมมองดังกล่าว จะมองว่าพรรคเพื่อไทยนั้น “ตระบัดสัตย์” จากที่เคยจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล จนถึงที่เชื่อกันไปถึงว่าที่ ส.ว.ไม่สนับสนุนคุณพิธาให้ได้เป็นนายกนั้น เป็นเพราะมี “ดีล” กันไว้อยู่แล้ว ก็เข้าใจถ้าคนกลุ่มดังกล่าวซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคส้มส่วนใหญ่จะโกรธแค้นชิงชังพรรคเพื่อไทยว่าเป็นผู้ร้ายของเรื่องนี้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอให้ทราบไว้ว่า ยังมีผู้สนับสนุนหรือเคยสนับสนุนพรรคก้าวไกลในขณะนั้นจำนวนหนึ่งที่เห็นว่า “พรรคเพื่อไทย” ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดขนาดนั้น เพราะการกระทำของพรรคเป็นเพียงการไม่ทำตามสัญญาที่ตกเป็นพ้นวิสัยไปแล้วหลังจากที่พรรคก้าวไกลเองก็ไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขในการหาเสียง ส.ว.มา สนับสนุนได้ในเวลาอันสมเหตุสมผลเช่นกัน

คนกลุ่มนี้ไม่ได้อยากได้พิธาเป็นนายกฯ ไปมากกว่าที่ไม่อยากให้ ป.ใด ป.หนึ่ง ได้กลับมาเป็นนายกฯ สืบทอดอำนาจไปอีกสมัย และในมุมมองนี้ การจะ “เคารพ” เสียงของประชาชนเกือบ 25 ล้านเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกล เพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม คืออย่างน้อยขอให้บรรลุเป้าหมายขั้นต่ำที่จะหยุดการสืบทอดอำนาจที่ผู้มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหารจะไม่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลได้อีก

ในแง่นี้ การดำเนินเกมการเมืองของพรรคเพื่อไทยนั้นก็บรรลุเป้าหมายขั้นต่ำที่ว่านั้นแล้ว ในทางกลับกัน การปล่อยให้ฝ่ายนั้นชนะอีกครั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกแม้จะแพ้เลือกตั้งยับเยินต่างหาก นั่นคือการไม่เคารพเสียงและเจตนารมณ์ของทั้ง 25 ล้านเสียงนั้น

คนที่คิดแบบนี้คงมีไม่มากถ้าเทียบกับผู้สนับสนุนส่วนใหญ่ของพรรค แต่ก็มีอยู่ในระดับหนึ่งแน่นอน และการสนับสนุน “พรรคส้ม” จากคนกลุ่มนี้กำลังค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ตามท่าทีที่เป็น “ปฏิปักษ์” ต่อพรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้กล่าวถึงข้อกังขาต่อท่าทีที่ดู “เป็นมิตร” และออกจะ “ถนอมน้ำใจ” กับพรรคใหญ่อีกพรรคหนึ่งที่เป็นต้นตอของสารพัดเรื่องเลวร้ายฉาวโฉ่ในทางการเมืองนั่นด้วย

การหายไปของคนกลุ่มนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพรรคในการเลือกตั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2570 ควรต้องยอมรับก่อนว่าในการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้า ความรู้สึกของคนกลุ่มที่ว่าไปนี้ และคน “ฝั่งแดง” ส่วนหนึ่ง มองว่าพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคก้าวไกลตามลำดับนั้น เป็น “พันธมิตร” หรือฝั่งฝ่ายเดียวกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้นเรายินดีที่จะเลือก “พรรคส้ม” ได้ หากผู้สมัครพรรคเพื่อไทยในเขตนั้นไม่น่าเลือกหรือประเมินแล้วว่าอาจจะแพ้อีกฝั่งหนึ่ง หรือในระบบที่กาบัตรสองใบในปี พ.ศ.2566 ก็มีคนไม่น้อยที่กาเลือกเพื่อไทยใบหนึ่ง กาก้าวไกลอีกใบหนึ่ง

การเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเพื่อไทยแบบผีไม่เผา ก็อาจทำให้คะแนนของคนกลุ่ม “แดงใบ ส้มใบ” นี้หล่นหายไป ส่วนเรื่องจะมีจำนวนมากน้อยเพียงไรหรือมีสัดส่วนเป็นนัยสำคัญพอให้ต้อง “รักษาไว้” หรือไม่ ก็อาจจะต้องใช้การทำวิจัยเชิงลึก

แต่ถ้าเห็นว่า “ส้มใบ แดงใบ” แบบนี้คือ “ส้มไม่บริสุทธิ์” ไม่เป็นสายเลือดแท้ แล้วไม่ให้ราคาเลยก็ไม่เป็นไร แต่ก็ต้องยอมรับผลด้วยเช่นกันว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้าหวังจะชนะเลือกตั้งอย่างน้อยเท่าครั้งที่แล้ว ก็ต้องหา “คะแนนเสียงอื่น” มาชดเชยฐานเสียงกลุ่มนี้ด้วย ทั้งไม่ต้องพูดว่าถ้าหวังจะชนะให้มากจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวต้องหาเสียงมาชดเชยแล้วยังต้องเพิ่มไปอีกเท่าไร

โดยส่วนตัวจากที่แสดงความเห็นไปทั้งในช่องทางออนไลน์ส่วนตัวก็ดี หรือแม้แต่ที่เขียนในคอลัมน์นี้ก็ตาม ผมมักจะได้รับข้อความ “หลังไมค์” มาระบายความอัดอั้นตันใจบางอย่างของคนกลุ่มที่ “กาแดงใบ ส้มใบ” ที่อยากจะติติงการทำงานหรือการดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคส้ม แต่ก็กลัวทัวร์ลงหรือจับไปแขวน

มิตรสหายท่านหนึ่งเขียนข้อความไว้น่าสนใจ โดยมิตรสหายท่านนี้เลือกพรรคส้มมาตลอด รวมถึงบริจาคภาษีและเงินบำรุงพรรค ในการเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา มิตรสหายก็ยังเลือกผู้สมัครจากพรรคส้ม เพราะต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่ก็แพ้เลือกตั้งไปตามคาดการณ์

ซึ่งเขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะได้เห็นว่าการหาเสียงของพรรคส้มยังเป็นในรูปแบบเดิมตามคาด คือ ยกตัวเองเป็นคนดี คนอื่นๆ ไม่ใช่พวกตัวล้วนชั่วร้ายเลวทราม นโยบายหาเสียงมีแต่วาทกรรมทางการเมือง เน้นต่อสู้ทางการเมือง ดูถูกชาวบ้าน ว่าดีแต่รับเงิน ดีแต่รอรับความช่วยเหลือ โดยมิตรสหายท่านนี้ตั้งคำถามว่า เมื่อไรที่พรรคจะเปลี่ยนวิธีหาเสียงแบบนี้สักที หรือมันฝังอยู่ใน DNA พรรคนี้ไปแล้ว

มิตรสหายท่านนี้ก็อนุญาตให้นำความเห็นดังกล่าวมาเรียบเรียงได้ เพราะเขาหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อแนวทางของพรรคต่อไปหากยังจะอยู่ในสนามการเมือง เช่นเดียวกับที่ผมก็เขียนคอลัมน์ตอนนี้ออกมา แม้รู้ว่าสุดท้ายก็จะถูกส้มแขวนแดงประจานเหมือนคอลัมน์หลายชิ้นก่อนหน้านี้

ถ้าจะมีเรื่องให้เบาใจหน่อยคือ ในการเลือกตั้งใหญ่ในครั้งหน้า มิตรสหายท่านนี้ก็น่าจะเลือกพรรคส้มอีกครั้ง ไม่ว่าในตอนนั้นจะใช้ชื่อว่าอะไรอยู่ดี แต่สำหรับผมแล้วอาจจะแตกต่างกันออกไป