หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดุลยภาพดุลยพิ...

ดุลยภาพดุลยพินิจ : ของขวัญวันแรงงานอย่าแจกเพลิน

23.05.25 | 12:54 น.

ดุลยภาพดุลยพินิจ : ของขวัญวันแรงงานอย่าแจกเพลิน

วันแรงงาน 1 พฤษภาคมที่เพิ่งผ่านไป แรงงานดูเงียบๆ หงอยๆ ไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร มีแรงงาน 3 สหภาพออกมาเดินขบวนเรียกร้องสิทธิแรงงานหลายข้อ โดยแทบไม่ได้แตะเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำเพราะรู้ข่าวร้ายก่อนหน้านั้นแล้วว่าคณะกรรมการค่าจ้างไม่ปรับขึ้นค่าแรง รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่สับสน โกงกิน ตึกถล่ม สถานบันเทิง+กาสิโน เงินดิจิทัลกับพายุที่ไม่หมุน และงวด 3 ก็วืด ฯลฯ ซ้ำเติมด้วยภาษีทรัมป์ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแรงงานก็เรียกร้องให้มีการสังคายนาสำนักงานประกันสังคม (สปส.)

ควันหลงจากวันแรงงานที่เกี่ยวกับ สปส. คือ การที่ รมต.แรงงานปลอบความผิดหวังที่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ตามที่คุยไว้ ด้วยการมอบ “ของขวัญแรงงาน” ให้นายจ้างและผู้ประกันตนทั่วประเทศผ่านโครงการให้เงินทุนอาชีพดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ซึ่งกระทรวงแรงงานเตรียมผลักดันร่วมกับธนาคารพันธมิตรเพื่อเอาเงิน สปส. ให้นายจ้างและผู้ประกันตนกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยแบ่งเป้าเป็นกลุ่มลูกจ้างที่ต้องการพัฒนาอาชีพเสริมหรือตั้งต้นธุรกิจ ชื่อโครงการทุนอาชีพ วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ลูกจ้างผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงทุนได้ โดยเพิ่มจากการคุ้มครองให้เป็นโอกาสเพื่อสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว และกลุ่มนายจ้างที่ต้องการสภาพคล่องเพื่อประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน ชื่อโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 วงเงิน 20,000 ล้านบาทด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 2.35% ต่อปี คงที่ 3 ปี

รมต.แรงงานกล่าวว่า เงินกู้ดังกล่าวเป็นเงิน สปส.ที่จะให้กู้เพื่อเป็นทุนต่อยอดอาชีพ และอ้างว่าการให้เงินกู้นี้ไม่กระทบกับเงินกองทุนประกันสังคม(?) ไม่เกิดการเสียประโยชน์เพราะมีเงินส่วนหนึ่งที่ลงทุนความเสี่ยงต่ำ เช่น เงิน สปส.ที่ฝากธนาคารในประเทศ จึงสามารถนำเงินส่วนนี้มาบริหารได้

แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าโครงการดังกล่าวอาจจะเกินหน้าที่ของ สปส.ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการคุ้มครองทางสังคมและสร้างหลักประกันรายได้สำหรับแรงงานที่เกษียณเมื่อสูงอายุ และเข้าใจว่าการให้เงินกู้ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเพราะมีโอกาสเป็นหนี้เสีย (NPL) สูง ซึ่งแปลว่า สปส.จะเอาเงินที่ลงทุนความเสี่ยงต่ำไปใช้ในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง? นอกจากนั้นแล้ว ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยให้ข้อสังเกตว่าในช่วงโควิดที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท แต่ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร (มติชน 10 พ.ค.68)

Advertisement

แต่ก็ได้รับคำชี้แจงจากกรรมการประกันสังคม (ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี และนายสมชาย เชื้อเมืองพาน) ว่าที่จริง ทุนอาชีพ ใช้งบไม่ถึงแสนล้านและบอร์ดประกันสังคมยังไม่เคาะเงื่อนไขโดยยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนสำหรับโครงการทุนอาชีพ วงเงิน 100,000 ล้านบาทสำหรับกลุ่มลูกจ้าง และการหารือในเบื้องต้นมีเพียงให้ไปศึกษามาตรการเกี่ยวกับสินเชื่อในกลุ่มอาชีพต่างๆ แต่ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียด หรือกรอบวงเงิน มีเพียงแค่หารือเรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกันตน ซึ่งคงไม่ถึงแสนล้านบาท

ส่วนข่าวที่ สปส.เตรียมวงเงินมากถึง 1.2 แสนล้านบาทสำหรับทุนอาชีพ ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวว่า คงไม่ใช่ เพราะ สปส.ยังไม่ได้มีโครงการใหญ่ขนาดนั้น เนื่องจากตามหลักการ โครงการสินเชื่อของ สปส.จะมีกรอบวงเงินเต็มที่รวมทุกโครงการ 50,000-60,000 ล้านบาท เช่น โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตนระหว่าง สปส. กับธนาคารอาคารสงเคราะห์มีวงเงินในหลักหมื่นล้านบาท (ไม่มีโครงการ สปส.ที่สนับสนุนเงินสูงถึงหลัก 100,000 ล้านบาท) เป็นการลงทุนนอกกรอบเชิงยุทธศาสตร์ ประมาณร้อยละ 3.5 ของวงเงินลงทุนทั้งหมด 2.6 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาทซึ่งถูกใช้ไปแล้วบางส่วนซึ่งคาดว่าคงเหลืออยู่ราว 10,000-20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณ 100,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับสิทธิประโยชน์ที่จ่ายรายปีทุกรายการจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีวงเงินขนาดนั้น

สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานของสถานประกอบการ วงเงิน 20,000 ล้านบาทนั้น บอร์ดประกันสังคมได้รับหลักการเบื้องต้นแล้ว คาดว่าจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการส่งเสริมการจ้างงานของผู้ประกอบการและสถานประกอบการในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อช่วยรักษาการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับสถานประกอบการ

ขอบคุณข้อมูลที่ช่วยลดความกังวลและความเป็นห่วงเกี่ยวกับการลด แลก แจก แถมของ สปส.ซึ่งมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม เพราะในระยะหลังนี้เรื่องเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมและภาพพจน์ของผู้บริหารไม่ค่อยจะดีนักดังที่เป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่โปร่งใสของการบริหารเงินกองทุน ทั้งการลงทุนและความฟุ่มเฟือยต่างๆ (การซื้อตึก 7 พันล้านบาท การพากรรมการดูงานต่างประเทศ การทำปฏิทินประกันสังคมมูลค่า 450 ล้านบาท การทำแอพพลิเคชั่น 800 ล้านบาท ฯลฯ ซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมได้ชี้แจงไปบ้างแล้ว และรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้เงินของสำนักงานประกันสังคมแล้ว)

สำหรับสถานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคม ณ สิ้นปี 2567 กองทุนมีทรัพย์สินรวม 2,657,245 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบ 1,666,556 ล้านบาท และผลตอบแทนสะสมจากการลงทุน 990,689 ล้านบาท อันเป็นเงินของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40 ที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้มากมายนักเมื่อนึกถึงภาระค่าใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่ารายรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำนาญชราภาพซึ่งในสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์จะมีผู้สูงอายุรับบำนาญจำนวนมากขึ้น และแต่ละรายจะรับบำนาญเป็นเวลานานขึ้นเพราะอายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก ซึ่งจากการคำนวณโดย ILO (ILO et al. 2022) และธนาคารแห่งประเทศไทย (2564) พบว่าเงินสำรองของกองทุนชราภาพจะเกลี้ยงภายใน 30 ปีข้างหน้า

จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้จ่าย อย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าโกง

เรื่องการบริหารและการใช้เงินกองทุนประกันสังคมโดยความหวังดีแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น ที่กรณี สปส.เปิดทาง “3 ขอ” คือ ขอเลือก ขอกู้ และขอคืน ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จนต้องระงับไป

กล่าวคือ เมื่อ 10 พฤษภาคม 2565 (สมัย รมต.แรงงานคนก่อน) ครม.ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่กระทรวงแรงงานเสนอจะทำการปรับปรุงแก้ไขสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพฯ ให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกได้แบบ “3 ขอ” ได้แก่ ขอเลือก ขอกู้ และขอคืน โดยให้เหตุผลว่า ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ประกันตนแล้วและเห็นว่าสมควรในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน รวมทั้งเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประกันตนกรณีชราภาพ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงแก่ผู้ประกันตน (เข้าใจว่ามาตรการดังกล่าวคิดขึ้นเพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตโควิด)

แต่ปรากฏว่าแนวคิดดังกล่าวผิดพลาดและถูกประท้วงอย่างกว้างขวางโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สหประชาชาติ (UN) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สภาพัฒน์ และสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ ต่างแย้งว่า การนำเสนอระบบใหม่นี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้มากนัก แต่กลับจะสร้างปัญหาเพิ่มมากขึ้น

อาทิ ILO ให้สติว่า “การบรรเทาทุกข์ในระยะสั้นจะนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว เช่น การถอนเงินจากกองทุนประกันสังคมก่อนกำหนดจะส่งผลให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในระดับที่ต่ำภายหลังการเกษียณอายุ เมื่อผู้ประกันตนมีอายุมากขึ้นจะหาแหล่งรายได้อื่นได้ยากขึ้น และโอกาสที่จะเข้าสู่ความยากจนก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ” และกล่าวว่า “การปฏิรูประบบประกันสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ไม่แนะนำให้มีการสร้างหรือเพิ่มระบบใหม่เข้ามา เนื่องจากระบบที่จะสร้างขึ้นมาใหม่นั้นจะดึงทรัพยากรจากระบบต่างๆ ที่มีอยู่เดิมมาใช้ และต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 30 ปี กว่าผู้ประกันตนในโครงการหรือระบบใหม่จะสะสมเงินให้ได้สิทธิประโยชน์ที่เพียงพอ”

ขณะที่ UN เตือนว่า ระบบบำนาญชราภาพของประเทศไทยในปัจจุบันควรได้รับการเสริมประสิทธิภาพให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและควรหลีกเลี่ยงการสร้างระบบใหม่เพิ่มเติม

ในทำนองเดียวกัน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร (TDRI) เห็นว่าข้อเสนอกระทรวงแรงงานมีความเสี่ยงเพราะระบบประกันสังคมทำหน้าที่การออมภาคบังคับเพื่อให้แรงงานมีหลักประกันรายได้ยามสูงอายุ การดึงเงินออมนี้มาใช้มีความเสี่ยงที่เงินจะหายไป และ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ (NIDA) ก็เตือนว่าการนำเงินประกันสังคมออกมาใช้ก่อนเวลาอาจสร้างความเสียหายแก่กองทุนประกันสังคมรวมทั้งจะทำให้คนไทยไม่มีวินัยทางการเงินและในอนาคตเมื่อมีผู้สูงอายุเกิน 20 ล้านคน กองทุนจะไม่มีเงินจ่าย

ตัวอย่างข้างบนชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมการประกันสังคมที่จะกระทบเสถียรภาพกองทุน สปส.เป็นเรื่องต้องระวัง

เอาใจช่วยครับ เพราะทราบดีว่าท่าน รมต.เป็นคนตั้งใจทำงานและทำงานเชิงรุก แต่ระวังอย่ารุกเพลินจนออฟไซด์ครับ