หน้าแรก คอลัมนิสต์ แฟลชสปีช : หร...

แฟลชสปีช : หรือจะไม่ยืนข้าง ‘ประชาชน’

25.05.25 | 09:18 น.
ประชาชน

บานทะโร่ไปถึงไหนต่อไหน เกมจัดการกับ “ส.ว.สายสีน้ำเงิน” ที่แสดงบทบาทในเชิงถูกวิพากษ์ว่า “ด้อยคุณภาพ” ในเชิงความรู้ความสามารถ ความคิด ความอ่าน สติปัญญาที่เหมาะควรกับการทำหน้าที่ “ผู้ทรงคุณวุฒิของอำนาจนิติบัญญัติ” แต่ประสิทธิภาพสูงยิ่งในมิติของ “เอกภาพแห่งการควบอำนาจ” ที่แน่นอนระดับเป็นไปตาม “ปุ่มกด” ของผู้ควบคุมแบบไม่หวั่นไหวต่อสี่ต่อแปดที่จับจ้องด้วยหวังในสำนึกบางอย่างที่ในคนทำหน้าที่ “วุฒิสมาชิก” ควรจะมี

ก่อนที่จะกลายเป็นเกมที่ถูกนำเสนอไปถึงขั้น “ยุบพรรคภูมิใจไทย” พร้อมประกาศความพร้อมของหลักฐานที่เกี่ยวพันกับผู้บริหารพรรคเกือบเกลี้ยงพรรค ทั้งโยงลึกไปอย่างอ่อนไหวว่าจะทำให้สถานการณ์เอาไม่รู้ด้วยกลไกระบบปกติ

เรื่องราวเริ่มต้นจาก “ส.ว.หัวก้าวหน้า” บางคน เหลือทนกับการทำหน้าที่แบบไม่แคร์ฝนแปด แดดสี่ ขอเพียงปฏิบัติตามโพย อภิปรายและลงมติตามภารกิจที่ถูกชี้นำชนิดไม่สนเสียด้วยซ้ำว่าจะต้องอธิบายด้วยเหตุผลแบบไหนจึงไม่ก่อความรู้สึกทุเรศทุรังในความรู้สึกของประชาชนที่ต้องทนฟัง

ทำให้มีการขุดคุ้ยที่มาที่ไปของ “ส.ว.เสียงข้างมาก” เหล่านี้ และพบขบวนการที่เข้ามาจัดการผลการสรรหาอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มจนจบในทุกขั้นตอน จนเชื่อว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็น “ฮั้ว” ซึ่งน่าจะฝืนต่อกฎหมายที่ต้องการให้การได้มาเป็นอิสระ

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงมีความพยายามเรียกร้องให้ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะขจัดปัดเป่าความคับข้องใจของคนที่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล

Advertisement

แต่กลับกลายเป็นว่า “กกต.” เหมือนมีปัญหากับอำนาจตัวเอง ขยับไม่ทันความคาดหวังของผู้คนที่ต้องการให้การทำหน้าที่ของ “ส.ว.” อยู่ในสภาพปกติที่ควรจะเป็นในทางเอื้อประโยชน์ให้กับการบริหารจัดการประเทศ

ความไม่พอใจก่อให้เกิดการร้องเรียนขยายวง จาก ส.ว.ที่ไม่เอาด้วยไปสู่ประชาชนทั่วไปบางกลุ่มบางพวกที่เหลือทน กระทั่ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) ต้องรับเรื่องมาทำหน้าที่

เพราะเชื่อมั่นในบารมีของ “ส.ว.” ที่มีต่อ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” หรือที่เรียกว่า “องค์กรอิสระ” ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าในยุคสมัยเช่นนี้ มีอำนาจล้นเหลือระดับชี้เป็นชี้ตายได้ทุกเรื่อง จนไม่มีหน้าไหนไม่ว่าจะเคยใหญ่มาอย่างไร กล้าที่จะท้าทายลองดี

“ขบวนการ ส.ว.” จึงใช้ความเชื่อในบารมีตอบโต้ดีเอสไออย่างถึงพริกถึงขิง

บานปลายใหญ่โต จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร

ทว่าท่ามกลางการตะลุมบอนฝุ่นคลุ้ง จนผู้คนหันมามองกันทั่วว่าเกิดอะไรขึ้น

กระแสประชาชนเริ่มเข้ามากำหนดทิศทางของผลการต่อสู้

หากเป็นนักการเมืองที่ไวต่อกระแสอารมณ์ความรู้สึกของสังคม ของประชาชน ย่อมรับรู้ได้ว่ากระแสนั้นไม่เป็นผลดีต่อความนิยมใน “พรรคภูมิใจไทย” อย่างแน่นอน

เสียงนินทาดังไปทั่วว่าเป็น “พรรคไม่สนกระแส” ได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยชำนาญการในความเป็น “นักเลือกตั้ง” เชี่ยวชาญในการทำให้ได้คะแนนโดยไม่ต้องสนใจว่าประชาชนจะเชื่อถือศรัทธาให้ความนิยมหรือไม่

เรื่องราวของ “ส.ว.ปุ่มกด” ยิ่งตอกย้ำความเหนื่อยหน่ายต่อ “คุณภาพเช่นนี้” ของนักการเมืองเข้าไปอีก

ยิ่งสภาวะประเทศย่ำแย่ทุกด้าน การทำมาหากินฝืดเคืองไปเสียทุกอย่าง ขณะรัฐบาลที่ดูเหมือนสร้างผลงานที่จะคลี่คลายเยียวยาอะไรไม่ได้เลย ในความรับรู้ของผู้คนกลับเกลื่อนด้วยเรื่องราวความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เอาแต่ช่วงชิงอำนาจแทนที่จะเน้นความร่วมใจแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

“ศึก ส.ว.” เที่ยวนี้ใหญ่หลวงนัก ลามไปจนอ่อนไหวต่อการควบคุมไม่ให้เกิดบานปลายกลายเป็นเรื่องอื่นที่ยากควบคุม

แต่ดูเหมือนว่า ประชาชนจะเลือกแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างไหน

คำตอบสุดท้ายคือ ผู้มีอำนาจที่แท้จริงจะเลือกยืนกับกระแสประชาชน หรือเลือกยืนค้ำพรรคที่ประชาชนกังขาในการเข้ามาทำงานการเมือง