หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : นำพาสู่ ‘ความสิ้นหวัง’

25.05.25 | 11:38 น.

ที่เห็นและเป็นไป : นำพาสู่ ‘ความสิ้นหวัง’

ขณะที่ความเป็นไปของประเทศดูจะมีแนวโน้มไปในทางเป็นปัญหาไปทุกด้าน

ในทางเศรษฐกิจ ยังไม่มีรูปธรรมอะไรที่สร้างความหวังว่าจะดีขึ้น ผลกระทบจากสงครามการค้า อันเนื่องจากภาษีศุลกากรสหรัฐ แม้รัฐบาลจะเชื่อมั่นว่ามีการเตรียมข้อเสนอที่จะสร้างความเข้าใจและส่งผลในทางที่ดีขึ้น แต่เป็นที่รู้กันว่ากระทั่งคิวที่สหรัฐจะเกิดให้เจรจา ไทยเรายังไม่ได้รับแจ้งกำหนดการที่ชัดเจน มีเสียงเล่าลือกันแบบข่าววงในว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐมีประเด็นแทรกซ้อนจากการจัดการเรื่องสิทธิมนุษยชนบางอย่างที่ทำให้มีการตั้งแง่ในการต้อนรับทีมเจรจาจากประเทศไทย

ขณะที่ภายในประเทศเอง ปัญหาเรื่องการทำมาหากินของประชาชนหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เรื่องราวของสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เพราะผลผลิตออกมามากเกินการบริโภคภายใน ขณะที่การหาตลาดต่างประเทศยังไม่มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น จนประเมินกันว่าอีกไม่นานเกษตรกรจะรวมตัวกันเคลื่อนไหวกดดันจนรัฐบาลต้องรับมือด้วยความยุ่งยาก และเมื่อการแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้เงิน แต่เป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลเพิ่มหาแหล่งรายได้ลำบาก เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำไปทุกด้าน ที่น่าหนักใจคือโครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้ให้เห็นช่องทางสร้างรายได้ ถูกต่อต้านจนไม่สามารถดำเนินการอะไรได้

การทำธุรกิจเพื่อประคองอาชีพของประชาชนมีแนวโน้มเช่นกันว่าเริ่มติดขัด โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่เป็นทางเลือกที่ง่ายสุดในการหาทางออกให้กับชีวิต อยู่ในสภาพล้มระเนระนาดกันทั่ว ล่าสุดคือ “ย่านบรรทัดทอง” ที่เคยรุ่งเรือง มาถึงวันนี้เรียกหาความช่วยเหลือจากภาครัฐกันระงม

Advertisement

เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่ส่งเสียงให้ภาครัฐช่วยยื่นมือเข้าช่วยเหลือดูแล

ทว่าในทางการเมืองเกิดการใช้อำนาจที่สวนทางกับความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในหลายมิติ คำถามที่เกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมที่ยืดเยื้อยาวนานมา แทนที่จะดีขึ้นกลับก่อตัวเป็นกระแสมากขึ้น ที่สำคัญคือไม่ใช่กระแสที่เกิดจากประชาชนทั่วไป หรือฝ่ายค้านเป็นผู้ตั้งประเด็นเหมือนที่ผ่านมา วันนี้กลุ่มผู้กังขาในกระบวนการยุติธรรมเป็นคนที่มีอำนาจในรัฐบาลเองแล้ว ซึ่งย่อมเป็นพัฒนาการที่มีแนวโน้มน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ขณะที่ความเชื่อถือศรัทธาในองค์กรอำนาจรัฐดูจะวิกฤตไปหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกเปิดโปงต่อเนื่องถึงการต่อสู้กันเอง กระทั่งส่งผลต่อการทำหน้าที่บริหารจัดการประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน

พร้อมกันนั้น การทำหน้าที่ตาม “อำนาจนิติบัญญัติ” ของ “วุฒิสภา” ถูกตั้งคำถามในความเหมาะสมใน “คุณภาพ” และ “จิตสำนึก” ของ “วุฒิสมาชิก”

ในด้านสังคมเอง ความเสื่อมทรามในแวดวงศาสนา ปัญหายาเสพติด และอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ๆ ที่ก่อปัญหาคอร์รัปชั่นในแวดวงราชการ เป็นที่รับรู้กันว่าหนักหนาสาหัส

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ต้องการความทุ่มเทของรัฐบาลในการจัดการอย่าเป็นระบบและหวังผลได้

แต่ที่น่าใจหายคือ ประชาชนรู้สึกไม่ได้ถึงความพยายามทุ่มเทอย่างที่หวัง

นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ โดยถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นของภารกิจ ขณะที่รัฐมนตรีจากพรรคแกนนำนอกจากทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้นายกรัฐมนตรีถ่ายภาพตอนแถลงข่าวแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นโล้เป็นพายของผลงานที่สร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

ขณะที่รัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่แสดงให้เห็นว่าทำอะไรมากกว่ารักษาโอกาสในตำแหน่ง

รูปธรรมของปัญหาประเทศนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น “หนี้ครัวเรือน-ความเหลื่อมล้ำ-ไม่เท่าเทียมในโอกาสและความยุติธรรม”

จะแก้ไขเยียวยาอย่างไร มีการเสนอวิธีการที่เชื่อว่ามีประสิทธิภาพมากมายให้เรียนรู้ หรือหยิบมาวางแผนปฏิบัติ

ทว่ากลับไม่มีการดำเนินการ

วิกฤตของประเทศวันนี้ จึงไม่ใช่ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร

แต่เกิดจากไม่มีใครก้าวข้ามอุปสรรคที่ขัดขวางการแก้ไขได้

เหมือนจะดูเกินไปหากสรุปว่าเป็นประเทศที่ถูกออกแบบมาให้จำนนอยู่กับกระบวนการขัดขวางการแก้ปัญหา โดยไม่ใส่ใจว่าประชาชนจะทุกข์ยาก เดือดร้อนอย่างไร

แต่กลับชัดเจนว่าดังเจตนาให้เป็นเช่นนั้น