หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ความลับของพีระมิด

26.05.25 | 09:28 น.
พีระมิดแห่งอียิปต์ ยังคงถือเป็นสิ่งปลูกสร้างมหัศจรรย์มาจนถึงทุกวันนี้

พีระมิดแห่งอียิปต์ ยังคงถือเป็นสิ่งปลูกสร้างมหัศจรรย์มาจนถึงทุกวันนี้ ยังคงมีความลับที่เป็นปริศนาอีกมากมายให้ค้นหาจากบรรดาพีระมิดเหล่านี้ โดยเฉพาะ มหาพีระมิดแห่งกิซา ที่ถึงแม้จะผ่านกาลเวลามานานกว่า 4,500 ปี เราก็ยังไม่สามารถค้นหาคำตอบที่แท้จริงได้ว่า จริงๆ แล้วชาวอียิปต์โบราณนำหรือลำเลียงเอาวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง มายังจุดที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างนี้ได้อย่างไรกันแน่

นักวิชาการด้านอียิปต์วิทยา ประเมินว่า มหาพีระมิดแห่งกิซานี้ สร้างขึ้นราว 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อประมาณ 4,600 ปีมาแล้ว นัยว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่บรรจุพระศพของ คุฟู องค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ที่ 4 ของอียิปต์โบราณ ที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ เพราะจากการเปิดเข้าไปสำรวจภายใน นักโบราณคดีพบเพียงหีบพระศพที่ภายในว่างเปล่า ปราศจากมัมมีของคุฟู ปรากฏอยู่อย่างที่ควรจะเป็นแต่อย่างใด

เรื่องราวของมหาพีระมิดนี้หลายๆ เรื่องจึงยังคงเป็นเรื่องลึกลับ ที่คนรุ่นหลังได้แต่สันนิษฐานและอนุมานเอาไว้ ตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความลับมาช้านาน แม้จะเป็นเพียงข้อเท็จจริงพื้นฐานเอามากๆ แต่ผู้คนในยุคปัจจุบันยังเข้าใจผิดๆ อยู่เป็นเวลานาน นั่นคือ คำตอบของคำถามที่ว่า จริงๆ แล้ว มหาพีระมิดแห่งกิซานี้มีกี่ด้าน?

หากให้คาดเดา หลายๆ คนคงตอบว่า 4 ด้าน ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง แม้แต่การเดาสุ่มๆ ว่า 3 หรือ 5 ด้าน ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน จำนวนด้านที่ถูกต้องของมหาพีระมิดแห่งกิซา กว่าจะได้รับการยืนยันก็ต้องรอจนกระทั่งถึงปี 1926 อันเป็นปีที่ พี. โกรฟส์ นักบินของกองทัพอากาศอังกฤษนำเครื่องบินบินขึ้นเหนือพีระมิดนี้แล้วถ่ายภาพจากด้านบนลงมา

ภาพที่ได้แสดงให้เห็นว่า พีระมิดที่เรามองจากพื้นราบด้านล่างว่ามี 4 ด้าน เรียบเสมอกันไปจนถึงส่วนบนสุดนั้น ในความเป็นจริง แต่ละด้านมีส่วนเอียงลาดเข้าหาตรงกลางเล็กน้อยตั้งแต่จุดที่ติดกับพื้นขึ้นไปจนจรดปลายยอดสุด ทำให้ที่ถูกแล้ว พีระมิดที่เราเห็นว่ามี 4 ด้านนั้น จริงๆ แล้วมีถึง 8 ด้านด้วยกัน

Advertisement

อาคิโอะ คาโตะ นักวิชาการด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ประจำมหาวิทยาลัย คานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น เคยเข้ามาสำรวจวิจัยข้อเท็จจริงเรื่องนี้และสรุปไว้ในรายงานผลการวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2023 ไว้ว่า การลาดเอียงเล็กน้อยเข้าหาเส้นกลางของผนังพีระมิดแต่ละด้าน ถือเป็นคุณลักษณะ “มหัศจรรย์” ของมหาพีระมิดแห่งกิซานี้เลยทีเดียว

“พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มหาพีระมิดแห่งกิซา แทนที่จะเป็นพีระมิดทรงจัตุรัส อย่างที่เข้าใจกัน กลับเป็นพีระมิดรูปทรง 8 เหลี่ยม ชนิดเว้าเข้าด้านใน” คาโตะระบุ เธออธิบายต่อไว้ด้วยว่า การเอียงลาดเข้าด้านในของด้านแต่ละด้านของพีระมิดนี้ เล็กน้อยมาก จนสังเกตไม่พบเมื่อมองจากพื้นดิน ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใดก็ตาม แต่สามารถเห็นได้ชัดทันทีหากมองลงมาจากท้องฟ้าด้านบน

นั่นก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมวิศวกรในยุคโบราณถึงต้องทำเช่นนี้ แทนที่จะสร้างง่ายๆ ให้เป็นพีระมิดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสธรรมดาทั่วไป คำตอบของคาโตะ ก็คือ เพราะต้องการใช้คุณลักษณะนี้ไปช่วยเสริมความมั่นคงของตัวพีระมิด ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยให้พีระมิดคงทนถาวรอยู่ยาวนานนั่นเอง

คาโตะอธิบายไว้ว่า ลักษณะลาดเอียงเข้าสู่ตรงกลางของแต่ละด้านของพีระมิดแห่งนี้ ซึ่งจะทำงานร่วมกับส่วนฐานของพีระมิด ถือเป็นคุณลักษณะที่ “จำเป็น” สำหรับต้านทานแรงกระทำหนักหน่วงรุนแรงจากธรรมชาติ อย่างแรงกดดันมหาศาลจากแรงโน้มถ่วง, ปรากฏการณ์แผ่นดินไหว หรือพายุฝนฟ้าคะนอง เธอชี้ให้เห็นไว้ในรายงานผลการวิจัยว่า เป็นไปได้อย่างมากที่มหาพีระมิดแห่งกิซานี้ เคยผ่านพายุฝนฟ้าคะนองชนิดรุนแรงมาแล้วมากกว่า 500 ครั้ง ในช่วงระหว่าง 4,500 ปีที่ผ่านมา

“จุดสำคัญของความมั่นคงนี้ก็คือ ผลกระทบจากความรุนแรงจากธรรมชาตินี้ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เมื่อกระทำต่อผนังของพีระมิดในแต่ละรูปแบบ” คาโตะระบุ โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อนานๆ เข้าผนังของพีระมิดที่ราบเรียบจะปริแยกออกจากกัน ตรงกันข้ามกับผนังที่ลาดเว้าเข้าด้านใน เมื่อได้รับแรงกระทำจากธรรมชาติมากเท่าใดก็จะยิ่งอัดแน่นเข้าหากันมากขึ้น ซึ่งเท่ากับแข็งแกร่งขึ้นเมื่อกาลเวลาผ่านไปนั่นเอง

สิ่งที่คาโตะไม่รู้ และผู้คนในยุคปัจจุบันก็จะยังไม่รู้ต่อไปอีกนานเท่านานก็คือ วิศวกรในยุคอียิปต์โบราณ “จงใจ” ออกแบบผนังพีระมิดออกมาอย่างนี้ หรือว่า นี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่น่ายินดีเท่านั้นเอง