หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : หนทางสู่ประชาธิปไตย?

27.05.25 | 13:20 น.

หัวข้อในสัปดาห์นี้คงเป็นเรื่องที่ดูจะไม่มีข้อตกลงร่วมกันสักเท่าไหร่ ยิ่งในห้วงเวลานี้

หลายคนอาจจะบอกว่าเพราะประชาธิปไตยต้องการขยายความ

แต่ถ้าพูดแบบนี้ก็แปลว่าเราอาจไม่ได้สนใจแก่นแกนสำคัญในเรื่องประชาธิปไตยสักเท่าไหร่ เพราะมุ่งประดิษฐ์คำไว้ต่อขยายประชาธิปไตย

จนหลายครั้งทุกฝ่ายต่างมีประชาธิปไตย และคำขยายของประชาธิปไตยเป็นของตัวเองกันทั้งสิ้น

เรื่องนี้ไม่ได้ถูกหรือผิด ผมเองคิดว่าในบางเงื่อนไขการเพิ่มคำขยายไปไว้ในคำว่าประชาธิปไตยมีข้อดี เพราะว่าทำให้เราแม่นยำชัดเจนกับประชาธิปไตย หรือเพิ่มคุณค่าให้กับประชาธิปไตยมากขึ้น

Advertisement

แต่ในบางครั้งคำขยายของประชาธิปไตยกลายเป็นทั้งแก่นสารสาระจริง หรือข้อแก้ตัวที่จะลดทอนประชาธิปไตยลงทั้งสิ้น

นำมาสู่สองสามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ที่ทำให้เราต้องมาขบคิดร่วมกันว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับประชาธิปไตยในประเทศไทยกันแน่

ประการแรก ข้อถกเถียงว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้วหรือยัง ซึ่งคำตอบมักจะเป็นเรื่องที่ว่า ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัด

บางคนบอกว่าแค่มีการเลือกตั้งก็พอจะนับได้แล้ว

อีกหลายคนบอกว่าต้องมีมากกว่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์เท่านั้น แต่มันมีอุตสาหกรรมการวัดประเมินประชาธิปไตยหลายสำนัก

โดยสรุปแล้ว ภารกิจของการจรรโลงประชาธิปไตยมันน่าจะมีทั้งสองขั้น

ขั้นแรกคือ ออกจากเผด็จการ และใช้การเลือกตั้งเป็นตัวชี้วัด

ขั้นที่สองคือ ทำให้ประชาธิปไตยมันลงหลักปักฐาน และไม่ปรับเปลี่ยนตัวเองไปออกนอกลู่นอกทาง หรือสร้างคำขยายความที่จำกัดสาระสำคัญของประชาธิปไตยยิ่งขึ้น หรือทำลายแก่นสารของประชาธิปไตยไปมากขึ้น

สิ่งนี้หมายถึงประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง (electoral democracy) ซึ่งให้ความสำคัญกับ “สิทธิในการเลือกตั้ง”

ขั้นที่สองคือ ทำให้ประชาธิปไตยมีมากกว่าเรื่องสิทธิในการเลือกตั้ง คือทำให้การเลือกตั้งมันเสรี เป็นธรรม สม่ำเสมอ และมีความหมาย

ความท้าทายสำคัญในเรื่่องของประชาธิปไตยในความหมายว่ามีการเลือกตั้งคือทุกสิ่งทุกอย่าง คือสิทธิในการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมคุณภาพของประชาธิไตย หรือพูดง่ายๆ ว่าทำให้ประชาธิปไตยอยู่รอดได้ไหม แล้วในทางรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะทั้งสาขาการเมืองเปรียบเทียบ เศรษฐศาสตร์การเมือง และสังคมวิทยาการเมือง ก็ตั้งคำถามมากกว่านั้น

อาทิ ห้วงเวลาในประวัติศาสตร์ และความเป็นสถาบันที่ลงหลักปักฐานของสถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นมีมากแค่ไหน บทบาทของชนชั้นนำในกระบวนการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย บทบาทของอิทธิพลจากภายนอกประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับการเมือง และเงื่อนไขที่สำคัญต่อการเติบโตของประชาธิปไตย

สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อพฤติกรรมเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้ง สถาบันที่ดูแลการเลือกตั้ง และความหมายที่การเลือกตั้งมีต่อประชาธิปไตย เพราะเผด็จการก็จัดเลือกตั้ง ประชาธิปไตยไร้คุณภาพก็จัดการเลือกตั้ง

การศึกษาเงื่อนไขที่หลากหลายที่มีผลต่อการเลือกตั้งจึงเป็นเงื่อนไขที่เพิ่มเข้าไปจาก “สิทธิในการเลือกตั้ง” โดยเฉพาะเมื่อผนวกเรื่อง “สิทธิ” ในการเลือกตั้งเข้ากับ “เสรีภาพ” ในการเลือกตั้ง

อย่างในหลายสังคมรวมทั้งสังคมไทยนี้ บางทีเราพูดถึงสิทธิ แต่สิทธินั้นถูกกำกับด้วยเงื่อนไข ข้อยกเว้น ความกลัวและการบริหารความกลัว

แต่การถกเถียงเรื่องเสรีภาพไม่ได้ลึกซึ้งเท่ากับเรื่องสิทธิ

อย่าลืมว่าเวลาชอบเอากฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่รัฐสื่อสารกับประชาชนมักจะวนเวียนเรื่องสิทธิ

แต่การพูดเรื่องสิทธิในสังคมที่ถกเถียง หรือมีปฏิบัติการเรื่องเสรีภาพน้อย หรือไม่ได้ถกเถียงถึงเวอร์ชั่นของความยุติธรรม

มันก็ไม่ได้สร้างความลุ่มลึกในเรื่องของสิทธิหรอกครับ

มันทำให้เรื่องสิทธิกลายเป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิ หรือพูดว่ารัฐอนุญาตให้เรามีและใช้สิทธิภายใต้เงื่อนไขไหน

บางทีไม่ใช่ตามที่เข้าอ้างกันมาว่าตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น

แต่กลับเป็นเรื่องของการเน้นอำนาจของรัฐในการปกครอง และสร้างข้อยกเว้นในการปกครองเสียมากกว่า

เรื่องของประชาธิปไตยมีมากกว่าสิทธิเลือกตั้ง คือไปถึงกระบวนการทำให้เสรีภาพในการเลือกตั้งมีคุณภาพขึ้น เพื่อให้ไปสู่อีกขั้นหนึ่งของประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยสมัยใหม่ หมายถึงว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองของประชาชนเท่านั้น

แต่หมายถึงการปกครองตนเอง

ประชาธิปไตยสมัยใหม่จึงถกเถียงเรื่องความไว้ใจ เรื่องสัญญาประชาคม และถกเถียงว่าประชาชนนั้นจะมีระบบตัวแทน

และจะกำกับระบบตัวแทนอย่างไรไม่ให้อำนาจแยกขาดจากเรา

โดยทั่วไปการคานอำนาจกันของสถาบันต่างๆ ในทางการเมือง การบริหาร และความยุติธรรมจึงถูกคิดค้น ออกแบบ ทดลองและลองผิดลองถูกมาโดยตลอด และกลายเป็นตัวชี้วัดว่าคุณภาพของประชาธิปไตย และเสถียรภาพทางการเมืองไม่ใช่แปลว่าทำอะไรไม่ได้ในช่วง 4 ปี แต่ยังมีกลไกการตรวจสอบอย่างอื่น รวมทั้งกลไกการยุบสภา

ในระบอบประธานาธิบดี แม้จะไม่มีกลไกยุบสภา แต่สภาล่างมีการหมุนเวียนเปลี่ยนการเลือกตั้งทุก 2 ปี ส่วนสภาสูงแม้จะมีอายุ 6 ปี แต่ทุก 2 ปีจะหมุนเวียนสลับกันให้ประชาชนมาเลือก

รวมทั้งเรื่องของกลไกนอกสภา การเปิดให้ประชาชนมีเสรีภาพและสิทธิในการแสดงความเห็น และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล และสื่อมวลชนที่มีบทบาทสูงก็มีส่วนทำให้สิทธิในการเลือกตั้งมันทำงานให้เกิดความยั่งยืนของประชาธิปไตย ที่หมายถึงการปกครองตนเอง

และทำให้ข้อถกเถียงเรื่องตัวตน สิทธิ และความยุติธรรม มันลึกซึ้งกว่า ยิ่งถกเถียงเรื่องสิทธิมากๆ ในบางสังคมแล้วกลายเป็นว่ารัฐบาลซึ่งมักไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกตรวจสอบไม่ค่อยจะได้เป็นผู้สร้าง ตีความสิทธิให้กับเรา

เรื่องต่อมาคือ ประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องของชนชั้นนำมากกว่าเรื่องของประชาชนจริงไหม

คำตอบในทางทฤษฎีบางสำนักคือจริง

หมายถึงว่า ไม่ใช่ทุกสำนักที่เชื่อว่าประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองได้จากรากฐาน เว้นแต่ว่าจะมีเงื่อนไขพิเศษเท่านั้น

โดยเฉพาะการกลับสู่ประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องของการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของชนชั้นนำอยู่มาก อาทิ บางครั้งเผด็จการยอมเปลี่ยนผ่านเข้าประชาธิปไตย ไม่ใช่เพราะถูกประชาชนต่อต้าน แต่มองเห็นโอกาสที่จะอยู่ได้นานขึ้นถ้าทำให้ผู้นำกลุ่มอื่นอ่อนแอ โดยการดึงให้ประชาชนเป็นพวกและสร้างเงื่อนไขทำให้คู่แข่งลำบาก

หลายครั้งที่เราเริ่มตระหนักก็คือ การถอยของอำนาจนอกประชาธิปไตยในการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากการปฏิวัติมวลชน

แต่เกิดจากการชิงจังหวะได้เปรียบที่จะหมกเม็ด หรือสร้างระเบิดเวลาในการเปลี่ยนแปลงระยะยาวเอาไว้ อย่างกรณีของการแขวนบทเฉพาะกาลต่างๆ เอาไว้ ซึ่งสังเกตได้ว่าบทเฉพาะกาลคือรัฐธรรมนูญที่แท้จริง และการเมืองมันเดินต่อไม่ค่อยได้ หรือเต็มไปด้วยความวุ่นวายหลังจากบทเฉพาะกาลหมดอายุลง

แต่ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่มีที่ยืน หรือไม่มีคุณค่า เพราะในหลายกรณีถ้าไม่ได้เชื่อว่าประชาชนล้มกระดานได้ เราอาจจะเห็นว่าประชาชนสามารถกดดันระบอบการเมืองในฐานะสร้างต้นทุนในการปกครองให้สูงขึ้น

หรือท้าทายระบบในความหมายนอกการเมือง (แต่มีความเป็นการเมืองสูง) เช่น พูดถึงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และความเปิดกว้างในการแสดงตัวตนทางสังคมวัฒนธรรมมากขึ้น เรื่องเหล่านี้พิสูจน์มาหลายครั้งว่ามันมีส่วนที่ทำให้การเมืองเผด็จการถูกตรวจสอบเพิ่มขึ้น และเป็นพื้นที่ที่เผด็จการเองก็อยากจะลงมาเล่นด้วย เพื่อแสดงความเปิดกว้างและคงไว้ซึ่งอำนาจในการกำกับดูแลสังคมว่าพวกเขาใส่ใจประชาชน

เราสามารถมองเรื่องบทบาทของการลุกฮือไม่ใช่ในแง่ของการเปลี่ยนรัฐบาล หรือไม่เคารพกฎหมายบ้านเมืองได้ จากการตีความว่า แม้ในสังคมที่อ้างว่ารัฐบาลมีสิทธิธรรมในการปกครองที่ประชาชนนั้นเรียกอำนาจคืนไม่ได้ ก็ยังมีช่องโหว่ที่หากประชาชนลุกฮือขึ้น พวกเขาอาจไม่ได้ทำให้รัฐบาลล้มลงโดยตรง

แต่การผลักดันสถานการณ์ไปสู่ภาวะล้มเหลว อ่อนแอ เปราะบางนี้มันเปิดเงื่อนไขให้ความชอบธรรมของรัฐบาลตกต่ำลงได้ และทำให้รัฐบาลถูกแรงกดดันว่าอาจมีฐานอำนาจอื่นเข้ามาแทนที่รัฐบาลและผู้ปกครองที่อยู่ในตำแหน่งนั้นก็ได้

หรือแม้กระทั่งกรณีประชาธิปไตยที่ชอบเรียกกันว่าประชาธิปไตยบ้านใหญ่ ซึ่งผมเห็นว่ามันมีความซับซ้อนและมีพลวัตที่สูง มันไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า มันมีการทำงานที่เข้มข้น ไม่ใช่ของตาย บางครั้งก็ต้องสู้ บางครั้งก็ต้องประสานประโยชน์กับประชาธิปไตยแบบอื่นๆ

ไม่ใช่มองว่าประชาธิปไตยบ้านใหญ่เป็นขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยแบบอื่นในทุกครั้ง

อย่าลืมว่าการสร้างเครือข่าย และการพัฒนาบุคลากรที่แกนกลางของบ้านใหญ่ก็มีความสำคัญ และบางครั้งบ้านใหญ่ก็ตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ว่าจะเล่นเอง จะสร้างพันธมิตร หรือไม่เล่นในหลายสนาม

ในแง่นี้การตัดสินใจทางการเมือง รวมทั้งเศรษฐกิจการเมืองของบ้านใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างลักษณะทั่วไปและเหมารวมกันได้ง่ายๆ

ลองขบคิดทั้งตัวอย่างของพื้นที่ที่เปลี่ยนตระกูลสำเร็จ ทั้งแบบชั่วคราว และแบบตลอดไป

หรือพื้นที่แบบที่มวลชนเลือกพรรค แต่พรรคสรรหาบุคลากรที่มวลชนตั้งคำถามในเรื่องความภักดีทางอุดมการณ์ต่อพรรคและต่อประชาชนในพื้นที่

ดังนั้น ชนชั้นนำทางการเมืองมีบทบาทสำคัญในประชาธิปไตยแน่นอน แต่ไม่ได้เด็ดขาด การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมีทั้งทางตรงที่ยากเย็น กับทางอ้อมที่มีหลากหลายรูปแบบ แต่การวัดความสำเร็จและระดับ นัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลงยังมีความท้าทายอยู่มาก

เหมือนกับที่ย้อนกลับไปว่าตกลงประชาธิปไตยมันมีแต่เลือกตั้งแล้วจบ ไม่ต้องมีนักวิชาการมาให้ความเห็นเลยเหรอ

อันนี้ก็งงๆ เพราะในสาขาอื่นอย่างเศรษฐศาสตร์ที่ศรัทธาสมาทานกับระบบตลาด นักเศรษฐศาสตร์ และสถาบันทางการเมือง การคลังต่างๆ ก็มีที่ยืนในการให้ความเห็น หรือเสนอแนะให้ตลาดมันทำงานได้ดีขึ้น ทั้งที่ก็เชิดชูสิทธิเสรีภาพของประชาชนทางเศรษฐกิจกันเสียเป็นส่วนใหญ่

ประชาชนอาจไม่ใช่ผู้ดูหรอกครับในประชาธิปไตยแต่เขาอาจเป็นกองเชียร์ที่ไม่ได้อยู่ข้างเราและมีจำนวนไม่น้อย แถมส่งเสียงดังอยู่นะครับ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์