คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ความเป็นมนุษย์ (ที่บางครั้งก็ ‘ใจร้าย’)
เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเกิดฟ้าผ่าลงมาที่ปราสาทนครวัด เป็นเหตุให้ประชาชนชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งที่ไปประกอบพิธีกรรมโบราณตามความเชื่อ เสียชีวิตไป 3 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกราว 30 ราย
เหตุฟ้าผ่านั้นเป็น “ภัยธรรมชาติ” แต่เมื่อมีคนเจ็บคนตายก็ควรเป็นเรื่องน่าสลด หากที่ทำให้ไม่รู้จะวางใจอย่างไรดี คือความเห็นและการแสดงความรู้สึกของผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ชาวไทย
จากรายงานข่าวนี้ในเพจข่าวหนึ่งมีผู้เข้าไปกดแสดงความรู้สึกเกือบ 2 พันครั้ง มี 1 พันครั้งเป็นการถูกใจหรือ “กดไลค์” ธรรมดา แต่ที่สนใจ คือมีผู้กด “ขำ” หรืออีโมจิรูปหน้าหัวเราะ เกือบ 600 ครั้ง และส่วนที่เหลือเป็นการแสดงความรู้สึกด้านอื่นกระจายๆ กันไป กับความเห็นประกอบว่าทำไมข่าวฟ้าผ่าแล้วมีคนเจ็บคนตายจึงเป็นเรื่องน่าขำอีกเกินกว่า 200 ความเห็นท้ายข่าวนั้น ซึ่งขออนุญาตไม่สรุปหรือกล่าวถึง
เป็นคำถามขึ้นว่า ทำไมผู้คนจึงแสดงความ “ใจร้าย” กับคนที่ตัวเองก็ไม่รู้จัก หรือแม้แต่กับเรื่องที่ไม่ได้มีประโยชน์ได้เสียอะไรกับตัวนะ จากนั้นจะเป็นด้วยอคติแห่งการเลือกรับรู้ก็ไม่ทราบ ผมก็ได้สังเกตเห็นโพสต์ข่าวที่รู้สึกถึงความ “ใจร้าย” ในลักษณะนี้ตามมาอีก
ที่เพิ่งผ่านตาไปก็เช่น ข่าวอุบัติเหตุจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ประสบอุบัติเหตุรถฟาดเข้ากับเสาไฟฟ้าจนตัวรถแตกเป็นสามชิ้น ส่วนผู้ขับขี่ก็เสียชีวิตคาที่ สำหรับข่าวนี้แม้ไม่ถึงกับมีใครไปกดหัวเราะ แต่ความเห็นท้ายข่าวนั้นก็ออกไปในทางที่เห็นว่าสมควรแล้วที่ผู้ขับขี่จะได้รับชะตากรรมเช่นนั้น
ต่อมาเป็นข่าวต่างประเทศว่าด้วยเทคโนโลยี AI ที่คุณแม่ท่านหนึ่งในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ฟ้องร้องบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแชตบอต AI แห่งหนึ่งด้วยข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดเกี่ยวกับธุรกิจ เนื่องจากเห็นว่าบริการของแพลตฟอร์มที่สร้างแชตบอต หรือโปรแกรมพูดคุยสวมบทบาทเป็นมนุษย์โดย AI ของบริษัทนี้มีการพูดคุยในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้งเชิงอารมณ์ มีนัยทางเพศ ที่นำไปสู่การยุยงให้บุตรชายวัยรุ่น อายุ 14 ปี ของเธอตัดสินใจจบชีวิตของตัวเอง
ความคิดเห็นของผู้คนในข่าวนี้ก็ออกไปในทำนองตำหนิแม่ของผู้ตายที่ฟ้องคดีว่า เลี้ยงลูกอย่างไรให้ลูกไปคุยกับ AI จนเลือกจบชีวิตตัวเอง ทำไมบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มจึงต้องรับผิดชอบ บางส่วนก็ว่าเป็นความอ่อนแอของเด็กชายวัยรุ่นนั้นเองที่หลงผิดไปเชื่อคำของปัญญาประดิษฐ์เพื่อนคุย ที่สรุปมานี้ก็ได้ลดทอนและกรอง “ความใจร้าย” ที่ปรากฏในความเห็นดังกล่าวออกไปแล้ว
ปิดท้ายด้วยเรื่องสั้นๆ แต่ล้ำเข้าไปในแดนการเมือง เมื่อสักหลายวันที่ผ่านมามีภาพข่าวของนายกฯแพทองธาร เดินทางไปที่ไหนก็ไม่ทราบด้วยเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วมีใครสักคนไปแสดงความเห็นใต้ภาพนั้นว่า “ทำไมเครื่องบินไม่ตก”
ถึงกับทำให้ “แพรี่-ไพรวัลย์ วรรณบุตร” ถึงกับไปตอบที่สรุปว่า “ขอให้ลองคิดว่าถ้าเป็นคุณและแม่คุณขึ้นเครื่องบินแล้วมีคนมาโพสต์ถามแบบนี้สิ” (แน่นอนว่านี่ก็ลดทอนความดุดันลงเหมือนกัน เพราะแพรี่ตัวจริงเธอไม่ได้ตอบด้วยภาษานุ่มฟูแบบนี้หรอก)
จากโพสต์ที่ยกขึ้นมาข้างต้น ก่อให้เกิดคำถามที่พาให้ใคร่ครวญต่อมาว่า ทำไมพวกเราพลเมืองสังคมออนไลน์ถึง “ใจร้าย” กันนัก และมีเหตุผลหรือคำอธิบายอะไรอยู่เบื้องหลังความเห็นและการแสดงออกแบบ “ใจร้าย” นี้หรือไม่ เพราะโดยปกติแล้วไม่ควรมีใครถือเอาความบันเทิงหรือสะใจกับความสูญเสียถึงชีวิตของผู้คนไม่ใช่หรือ
ที่เลือกใช้คำที่ออกจะเหมารวมว่า “พวกเรา” นั่นก็เพราะเราๆ ท่านๆ รวมถึงผม ตัวผู้เขียนเองก็ยังอาจจะมีหรือเคยมีสักครั้งที่เผลอแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกที่ “ใจร้าย” แบบนี้บ้างเหมือนกัน
อาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งเคยอธิบายไว้ว่า คุณสมบัติพิเศษประการหนึ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน คือความสามารถในการรับรู้สุขรู้ทุกข์ของ “มนุษย์” คนอื่นๆ และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับความรู้สึกสุขทุกข์นั้นได้ราวกับสิ่งนั้นเรื่องนั้นเกิดขึ้นกับเราเอง
คุณสมบัตินี้คือความสามารถในการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” หรือ Empathy ที่เป็นคุณลักษณะพิเศษที่ไม่มีในสัตว์โลกทั่วไป (อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีสติปัญญาสูงหลายชนิด เช่น วาฬหรือโลมานั้นก็มีความสามารถรับรู้สุขทุกข์ของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เช่นกัน)
ถ้าความรู้สึกรับรู้สุขทุกข์ของผู้อื่น หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ แล้วอะไรทำให้ผู้คนในสังคมออนไลน์ที่เล่าไปข้างต้นสูญเสียคุณสมบัติหรือความสามารถนี้กันไปโดยชั่วคราวเล่า
ข่าวอุบัติเหตุกับจักรยานยนต์บิ๊กไบค์อาจจะอธิบายได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเกือบทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนนั้น เคยมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่บังเอิญเคยมาร่วมทางด้วยแบบไม่มากก็น้อย เบาหน่อยก็อาจจะตกใจหรือเดือดร้อนรำคาญจากเสียงเครื่องยนต์และท่อของรถบางคันที่จงใจปรับแต่งให้ฟังดุดันคำราม ที่ร้ายหน่อยก็อาจจะเคยประสบเหตุหวาดเสียวเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุจากบิ๊กไบค์บางคันที่ขับขี่อย่างไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมถนนสักเท่าไร แต่โดยรวมอาจต้องยอมรับว่าผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่มีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักกับจักรยานยนต์ขนาดใหญ่นี้
การได้รู้เห็นข่าวว่าจักรยานยนต์ประเภทนี้ประสบเหตุก็อาจไปปลุกประสบการณ์ที่ไม่ดีเหล่านั้นขึ้นมาเปรียบเทียบ แล้วก็เผลอนำเอากรณีที่เกิดขึ้นนี้ไปสวมเข้าให้กับรถหรือผู้ขับขี่ที่สร้างประสบการณ์ไม่ดีให้นั้น จนกลายเป็นบทสรุปว่าชะตากรรมที่เขาได้รับนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องสมควรแล้วก็ได้
กรณีของแม่ของเด็กชายที่ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองเพราะแชตบอต AI นั้น อาจจะเป็นมุมกลับของการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” โดยกลับกลายเป็นว่าเผลอ “เอาใจเราไปใส่ใจเขา” แล้วก็ตัดสินด้วยความรู้สึกและประสบการณ์ของตัวเราเองว่า “ถ้าเป็นตัวเรา (หรือลูกของเรา) คงจะไม่ทำแบบนั้น” โดยลืมหรือละเลยถึงความแตกต่างทั้งเรื่องวัย สภาวะแวดล้อม และปัจจัยอื่นที่แตกต่างรวมถึงบิดผิดเพี้ยนในการตัดสินใจที่มาจากความบกพร่องของสารสื่อประสาทและสมองที่เกิดจากโรคซึมเศร้าด้วย
เมื่อไม่อาจจินตนาการหรือเข้าใจในจุดที่เด็กหนุ่มรู้สึกและเป็นอยู่จริงๆ ในขณะที่ตัดสินใจเช่นนั้น ก็ย่อมไม่เข้าใจและมองว่าเป็นความอ่อนแอที่ช่วยไม่ได้ และแม่ของผู้ตายก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องอะไรจากเหตุนี้ได้ แต่สำหรับใครที่เคยมีประสบการณ์ของโรคซึมเศร้าหรือมีลูกหลานในวัยรุ่น ก็อาจจะมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไป โดย “เข้าใจ” หรือ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ได้มากกว่า
ส่วนกรณีเหตุฟ้าผ่าที่นครวัด กัมพูชา นั้นอาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเศร้า” จริงๆ เพราะมันเกิดจากการโหมกระแสชาตินิยมและความเกลียดชังระหว่างชนชาติอย่างเกินพอดี การโหมกระแสบาดหมางนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งมาจากการหวังผลทางการเมือง
เรื่องที่สดใหม่ที่สุดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังที่ต่อเนื่องและน่าจะส่งผลใกล้ชิดกับเรื่องนี้ คือเมื่อครั้งที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เมื่อปี 2023 ที่เจ้าภาพกัมพูชาจัดการแข่งขันชกมวยที่ใช้สรรพอาวุธทั้งเท้า ศอก และเข่า อันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ทั่วโลกรู้จักกันในนามของ “มวยไทย” แต่ทางกัมพูชาอ้างว่านั่นคือศิลปะการต่อสู้ “กุนแขมร์” และจัดการแข่งขันกีฬาที่ว่านั้น
หลังจากนั้นก็เป็นสงครามคีย์บอร์ดยืดยาวต่อเนื่องของพลเมืองออนไลน์ทั้งสองชาติ ข้อขัดแย้งสำคัญคือคนไทยรู้สึกว่าชาวเน็ตกัมพูชาพยายามจะอ้าง หรือ “เคลม” ว่าศิลปวัฒนธรรมหลายๆ อย่างที่คนไทยและชาวโลกเข้าใจว่าเป็นของไทย เช่น อาหาร การแต่งกาย การฟ้อนรำนั้น ที่แท้แล้วเป็นสิ่งที่รับมาโดยมีวัฒนธรรมกัมพูชาเป็นต้นตำรับทั้งสิ้น รวมทั้งเรื่องที่มีการใช้ภาพตัดต่อหรือที่สร้างด้วย AI มาเยาะเย้ยสาดกันไปกันมา ทั้งหมดก็เป็นผลให้เกิดความเกลียดชังระหว่างผู้คนสองประเทศนี้อย่างไม่มีทางลดหรือดับลงได้
การกดแสดงความรู้สึก “ขำ” หรือ “หัวเราะ” ในข่าวร้ายที่น่าสลดที่เกิดขึ้นต่อชาวกัมพูชา ก็เป็นจุดสุกงอมของการสร้างกระแสความเกลียดชังนี้ และเป็นการทวีความบาดหมางนี้ต่อไปด้วยเช่นกัน
นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะหาคำตอบหรือคำอธิบายว่า ทำไมกันที่คุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์อย่างความรับรู้สุขทุกข์ของผู้อื่นหรือการเอาใจเขามาใส่ใจเราถึงไม่ทำงานในบางครั้งบางกรณี หรือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งหรือหลายครั้ง ปุถุชนเราๆ ท่านๆ ก็อาจจะเผลอ “ใจร้าย” ได้
ความเผลอ “ใจร้าย” ดังกล่าวก่อนหน้านี้ สำหรับคนทั่วไปเคยถูกกดเก็บหรือไม่แสดงออกมาเพราะเรายังมีความยับยั้งชั่งใจหรือความควรไม่ควร เพราะส่วนหนึ่งมนุษย์เราถูกควบคุมด้วยความต้องการเป็นส่วนร่วมและอยากเป็นที่ยอมรับของสังคม ความต้องการนี้ทำให้แม้บางครั้งเราจะนึกหรืออยากพูดอะไรที่ “ใจร้าย” ออกมา แต่เราก็ไม่อยากถูกสังคมหรือคนรอบตัวมองว่าเราเป็นคนใจร้ายหรือเป็นคนที่มีพฤติกรรมใจร้าย
พูดง่ายๆ ว่า โดยปกติถ้ามีใครมาเล่าให้เราฟังว่ามีใครตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เราก็คงจะไม่โพล่งออกไปง่ายๆ ว่า “ก็สมควรแล้วนี่ อ่อนแอก็แพ้ไป”
หากในยุคสื่อสังคมออนไลน์ที่หลายครั้งเมื่อมีใครสักคนประเมินแสดงความ “ใจร้าย” ออกมาโดยไม่ยับยั้ง ก็ทำให้คนอื่นที่ได้เห็นว่า จริงๆ เรื่องนี้ก็มีคนที่คิดไม่แตกต่างจากเรานี่นา เช่นนี้ความ “ใจร้าย” ของเราก็อาจเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้ไม่จำเป็นต้องข่มกลั้น และก็ร่วมแสดงออกเช่นนั้นไป จนในที่สุดเมื่อมีคนทำตามมากเข้า ก็เกิดเป็นบรรทัดฐานหลวมๆ ที่ว่า การแสดงออกอย่าง “ใจร้าย” ในบางเรื่องเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ใครรู้สึกเช่นนี้ก็แสดงออกมาได้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับ
หากก็ควรระวังว่าการแสดงออกอย่าง “ใจร้าย” เช่นนั้น มันเท่ากับเราละทิ้งคุณสมบัติประการสำคัญของมนุษย์ไป หรือในอีกทางหนึ่งคือการไม่เห็นความเป็น “มนุษย์” ของอีกฝ่ายเช่นกัน
ใครที่ยังจำสภาพสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พ.ศ.2553 อาจจะพอนึกออกว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ได้เห็นความตกต่ำของความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด หลายคนเลิกคบกับเพื่อนฝูงหรือเลิกนับถือผู้หลักผู้ใหญ่บางคนที่รู้จักในชีวิตจริงไป หลังจากที่ได้เห็นการแสดงออกอย่าง “ใจร้าย” ของพวกเขาที่มีต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงระดับที่ไม่มองกันเป็นมนุษย์ โดยเรียกอีกฝ่ายว่า “ควายแดง” และสะใจในความตายของพวกเขา หรือเห็นคุณค่าของตึกรามอาคารว่าน่าเสียดายกว่าชีวิตของผู้คนที่ปลิดปลิวลง
ความเกลียดชังและการแสดงออกอย่างใจร้ายนั้นปัจจุบันเป็นตราบาปของหลายคนที่ต้องออกมาสารภาพผิดสำนึกพลาดกันทุกครั้งเมื่อวันครบรอบเหตุการณ์ หรือหากผู้นั้นบังเอิญไปมีบทบาททางการเมืองในฝั่งฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว โพสต์แสดงความเห็นอัน “ใจร้าย” นั้นก็จะถูกขุดขึ้นมาย้ำเตือนหรือเบิกประจานโดนอีกฝั่งฝ่ายหนึ่งในทุกปีเช่นกัน
ยอมรับว่าเมื่อเห็นการแสดงความเห็นอัน “ใจร้าย” กับภาพข่าวของนายกฯแพทองธาร กับเฮลิคอปเตอร์ ทำให้หวนไปนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นอีกครั้ง แต่ก็ยังหวังว่าในครั้งนี้ผู้คนจะยังมีสติและบทเรียนที่พอจะเหนี่ยวรั้งกันมาไม่ให้หลุดไหลไปเหมือนในปี พ.ศ.2553 อีก
ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงการขยายความคิดเกี่ยวกับเรื่อง “ใจร้าย” ต่างๆ ที่ได้พบเห็นในสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีคำตอบหรือแนวทางแก้ไขป้องกันอะไร แต่ก็หวังให้เราทั้งหลายเก็บข้อคิดนี้ไว้สังเกตตัวเองสักนิดว่าเรากำลังนึกคิดหรือแสดงออกอะไรที่ “ใจร้าย” เกินไปบ้างหรือเปล่า เพื่อที่เราจะไม่หลุดเลยออกไปไกลเกินกว่าจะข้ามกลับมาสู่แดนแห่งความเป็นมนุษย์ได้

