หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ‘ผู้พิทักษ์และสืบทอด’ ประวัติศาสตร์ไทย

26.05.25 | 17:20 น.

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ชนชั้นนำรัฐบาลสมัยหลังจากนั้นต้องการให้คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (สังกัดกรมศิลปากร) เป็นผู้พิทักษ์และสืบทอดประวัติศาสตร์ไทย “เชื้อชาตินิยม”

กว่าจะเป็นคณะโบราณคดี มีเบื้องหลังทางการเมืองในเรื่องเล่าของ ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และอดีตผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากร (คนสุดท้ายก่อนออกจากสังกัดกรมศิลปากร แล้วเปลี่ยนเป็นอธิการบดี)

[จากบทความเรื่อง “พระยาอนุมานราชธน เมื่อรับราชการในกรมศิลปากร” โดย ธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร)

พิมพ์ครั้งแรกใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับพิเศษ พระยาอนุมานราชธนตามทัศนะคนรู้จัก พ.ศ. 2512 หน้า 82-89,

พิมพ์ครั้งที่สอง ในหนังสือ 125 ปี พระยาอนุมานราชธน กรมศิลปากร พ.ศ. 2556 หน้า 69-136] ดังนี้

Advertisement

1.พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2486 เข้าสภาผู้แทนราษฎร รับหลักการแล้ว ส่งคณะกรรมาธิการของสภาฯ พิจารณาต่อไป

2.กรรมาธิการฯ ขอให้เพิ่มวิชาโบราณคดี

3.ผู้แทนกรมศิลปากร แย้งว่ามหาวิทยาลัยศิลปากรเกี่ยวกับศิลปะโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เกี่ยวโบราณคดี

4.กรรมาธิการฯ ย้ำว่าถ้าไม่มีวิชาโบราณคดี พ.ร.บ. นี้ไม่ผ่านสภาฯ

5.ผู้แทนกรมศิลปากร บอกว่าขณะนี้ยังไม่พร้อมให้มี

6.กรรมาธิการฯ ว่าขอให้มีโบราณคดีไว้ก่อน แล้วจะเริ่มการเรียนการสอนเมื่อไร ก็ได้

7.ผู้แทนกรมศิลปากร จำต้องยอมให้มีโบราณคดีใน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยศิลปากร

8.มีการเรียนการสอนคณะโบราณคดี พ.ศ. 2498 (70 ปีที่แล้ว หลังจากพ.ร.บ. มหาวิทยาลัยศิลปากร ผ่านคณะกรรมาธิการสภาฯ 12 ปี)

ทั้งนี้ เพื่อพิทักษ์และสืบทอดประวัติศาสตร์ของ “คนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดในจีน ที่เพิ่งสร้างใหม่เรียก “ประวัติศาสตร์ไทย” แล้วถูกใช้งานเป็นทางการตั้งแต่บัดนั้นสืบเนื่องทุกวันนี้

บางตอนจากบทความเรื่อง
“พระยาอนุมานราชธน
เมื่อรับราชการในกรมศิลปากร”

โดย ธนิต อยู่โพธิ์
อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และอดีตผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากร

เมื่อท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน เป็นอธิบดีกรมศิลปากรระหว่าง พ.ศ. 2485 ถึง พ.ศ. 2491 นั้น ท่านเป็นผู้มีส่วนบันดาลให้เกิดประโยชน์ในวงราชการจนขยายงานกว้างขวาง และเป็นที่นิยมยกย่องสืบมาในบัดนี้หลายอย่าง

ขอนำมากล่าวเท่าที่นึกได้ในขณะนี้ ก็คือ กำเนิดมหาวิทยาลัยศิลปากร

เรื่องมีอยู่ว่า แต่เดิม กรมศิลปากรได้พิจารณาเห็นว่า งานช่างศิลปในการบูรณปฏิสังขรณ์และตกแต่งพระราชฐาน พระอารามหลวง สถานที่ทำการรัฐบาล สวนสาธารณะ การก่อสร้างอนุสาวรีย์ และการออกแบบตกแต่งประดับประดา ตลอดจนการซ่อมและเขียนภาพจิตรกรรมที่กรมศิลปากรเดิมเคยปฏิบัติสนองพระราชภาระมาแต่ครั้งอยู่ในสังกัดกระทรวงวัง นับแต่จะขยายงานกว้างขวางยิ่งขึ้น จึงจัดตั้ง โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ขึ้นในกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2477 สมัยนั้นคุณหลวงวิจิตรวาทการ เป็นอธิบดีกรมศิลปากร และผู้ที่เป็นหัวแรงสำคัญของโรงเรียนก็คือ ท่านอาจารย์ ซี.เฟโรจี หรือศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี

โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้ฝึกหัดอบรมวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมให้แก่ ข้าราชการและเด็กหนุ่ม มิได้เก็บค่าเล่าเรียน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนศิลปากร-แผนกช่าง เป็นคู่กับโรงเรียนศิลปากร-แผนกนาฏดุริยางค์ (ซึ่งแผนกหลังนี้จะกล่าวถึงในตอนต่อไป)

กล่าวโดยเฉพาะในที่นี้ โรงเรียนศิลปากร-แผนกช่าง สามารถผลิตศิลปินไทยรุ่นแรก ออกปฏิบัติงานได้ตามความต้องการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ในระยะนั้น

ครั้นมาในสมัยท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ปรากฏว่าทางราชการมีความต้องการงานฝีมือช่างศิลปมากขึ้น จึงได้ปรึกษากับท่านศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี จัดงานแสดงศิลปกรรม คือ แสดงงานฝีมือช่างของนักเรียนและครูอาจารย์ศิลปขึ้นในโรงไม้ของกรมศิลปากร ขณะนั้นตั้งอยู่ตรงอาคารมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่หน้าที่ทำการกองหัตถศิลป (ที่ทำการกองหัตถศิลปปัจจุบัน เป็นท้องพระโรงเดิมของกรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ ต้นสกุลมาลากุล) แล้วปรึกษากันหาทางว่าทำอย่างไรจึงจะให้ท่านผู้มีอำนาจในรัฐบาลสมัยนั้นได้มาชมงานแสดงศิลปกรรมและให้การสนับสนุนส่งเสริมงานศิลปของกรมศิลปากรได้

ในที่สุด ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนได้ติดต่อกับท่านพันเอก หลวงสารานุประพันธ์ แล้วเล่าความประสงค์ให้ทราบ คุณหลวงสารานุประพันธ์ก็ดีใจหาย รับอาสาติดต่อเป็นการภายในกับท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น และเมื่อเป็นที่ตกลงว่าท่านจอมพล ป. จะมาชมงานการแสดงศิลปกรรมของโรงเรียนศิลปากร-แผนกช่างแล้ว ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากร จึงได้ทำหนังสือเรียนเชิญไปเป็นทางราชการ และท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้สละเวลามาชมงานแสดงศิลปกรรมตามหนังสือเรียนเชิญของอธิบดีกรมศิลปากร

เมื่อท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มาชมงานแสดงศิลปกรรมของโรงเรียนศิลปากร-แผนกช่าง ในครั้งนั้นแล้ว ก็มีความพอใจเป็นอันมาก ได้สั่งท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากร ให้ร่างเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งทราบว่าครั้งนั้นได้ปรึกษากันเป็นการภายในว่าจะตั้งเป็นมหาวิทยาลัย หรือ อะคาเดมี (Academy) หรือ คอลเล็จ (College) หรือ อินสติติ้ว (Institute) แต่ชื่ออื่นเช่น อะคาเดมี ยังไม่มีคำแปลในภาษาไทย และบางชื่อก็ยังไม่มีใครรู้จักกันดีในเวลานั้น และที่สำคัญก็คือ ทางราชการโดยเฉพาะ ก.พ. อาจยากที่จะเปรียบเทียบรับรองคุณวุฒิของผู้เรียนสำเร็จจากสถานศึกษาแห่งนี้ และหน่วยราชการอื่นอาจไม่รับรู้คุณวุฒิ จึงตกลงให้ตั้งเป็นชื่อมหาวิทยาลัยศิลปากรไปก่อน เมื่อถึงโอกาสสมควรจึงเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นในภายหลัง และกำหนดให้จัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยตัวอย่างที่ไม่ต้องอาศัยงบประมาณประจำปีจากรัฐบาล

ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนในฐานะอธิบดีกรมศิลปากรจึงได้สั่งให้คุณกฤษณ์ อินทโกศัย ซึ่งสมัยนั้นเป็นเลขานุการกรมศิลปากร ปรึกษากัน ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากรขึ้นแล้วเสนอไปตามลำดับจนถึงสภาผู้แทนราษฎร แต่ในการเสนอพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรในครั้งนั้น คงเสนอไปตามคำแนะนำของศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปกรรมโดยเฉพาะ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม มัณฑนศิลป และสถาปัตยกรรม ครั้นพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากรเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว ได้ส่งให้คณะกรรมาธิการของสภาฯ รับไปพิจารณา บังเอิญมีกรรมาธิการของสภาฯ ในสมัยนั้นเกิดพิศวาสงานทางด้านโบราณคดีขึ้นมา จึงเสนอให้เพิ่มวิชาโบราณคดีเข้าไว้ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากรด้วย ผู้แทนของกรมศิลปากรก็ชี้แจงว่าพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวแก่ศิลปโดยเฉพาะ ส่วนวิชาโบราณคดีนั้นเป็นวิทยาการ (Science) ฝ่ายกรรมาธิการก็ไม่ยอมฟังเสียงและซ้ำสำทับว่าถ้ามหาวิทยาลัยนี้ไม่มีวิชาโบราณคดีด้วย ทางคณะกรรมาธิการจะไม่ยอมให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านออกไป ผู้แทนกรมศิลปากร ก็ชี้แจงว่ายังไม่พร้อม ทางกรรมาธิการจึงชี้แจงผ่อนผันว่าจะเปิดสอนเมื่อใดก็ได้ แต่ขอให้มีวิชาโบราณคดีไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย ผู้แทนของกรมศิลปากรก็จำต้องยอม เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พุทธศักราช 2486 จึงบัญญัติให้มีวิชาโบราณคดีไว้ด้วย

และกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นนายกกรรมการ ประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกรวม 7 คน ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีเข้าไปมีตำแหน่งในมหาวิทยาลัย และให้อธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากรโดยตำแหน่ง

แล้วท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้โปรดหาเงินทุนประเดิมมอบให้สำหรับดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนแรกกว่าสองแสนบาท นับว่าเป็นจำนวนมากในสมัยนั้น

ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนได้ช่วยเหลืออย่างสำคัญในด้านหลักวิชาทางศิลป เช่น ช่วยแปลศัพท์ศิลปที่ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ให้ศิษย์ของท่านเข้าใจความหมาย และต่อมาได้รวบรวมคำแปลนี้ตีพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า ศิลปสงเคราะห์ ดังจะกล่าวต่อไป ในการแปลนั้นท่านว่าเป็นการได้ความรู้ด้วยสนุกดี

ส่วนการจัดตั้งคณะโบราณคดีนั้น กว่าจะตั้งและเปิดสอนวิชาโบราณคดีได้ ก็ล่วงมาจนถึง พ.ศ. 2498 รวมเวลา 12 ปีนับแต่มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนพ้นจากราชการของกรมศิลปากรไปหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ในสมัยรัฐบาลของท่านจอมพล ป. พิบูลสงครามครั้งหลัง

ครั้นเปลี่ยนรัฐบาลมาในสมัยรัฐบาลของท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่ามหาวิทยาลัยศิลปากรตั้งขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามหลักการของมหาวิทยาลัย จึงมีผู้เสนอให้ยุบหรือรวมเข้ากับมหาวิทยาลัยอื่น เช่น จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นต้น

แต่ในที่สุดรัฐบาลสมัยนั้นตกลงไม่ยุบและไม่รวม คงให้ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร สืบมา เมื่อผู้เขียนนี้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2503 โดยผ่านไปทางประเทศญี่ปุ่นและแวะพัก ณ กรุงโตเกียว 2-3 วัน ก็ได้หาโอกาสไปเยี่ยมเคารพท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งพำนักอยู่นอกกรุงโตเกียวด้วย เมื่อได้พบและสนทนาถามทุกข์สุขกันแล้ว ก่อนลากลับ ท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มิลืมที่จะสั่งฝากมาถึงท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่าขอให้บอกขอบใจเขาด้วยที่ไม่ยุบมหาวิทยาลัยศิลปากรเสีย

แต่เมื่อผู้เขียนเดินทางกลับมาเมืองไทยแล้วก็มิได้นำคำขอบใจนั้นไปเรียนให้ท่าน  จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทราบ เพราะไม่มีโอกาสได้เข้าถึง และไม่แน่ใจว่าท่านจะรับฟังด้วยดี แต่มหาวิทยาลัยศิลปากรนับว่าอยู่ในเป้าหมายของนักวิชาการ และพวกนักวิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก พอเปลี่ยนจากรัฐบาลท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาเป็นรัฐบาลของท่านจอมพลถนอม กิตติขจร สมัยที่แล้ว ก็มีผู้เสนอให้ยุบหรือรวมเข้ากับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีก

ถึงบัดนี้ มหาวิทยาลัยศิลปากรก็ได้ดำเนินงานการศึกษาก้าวหน้าไปมากแล้ว จนถึงมี วิทยาลัยทับแก้ว เปิดขึ้นเป็นสาขาที่จังหวัดนครปฐมและจะเปิดวิทยาลัยอื่นๆ อีก จะตรงกับวัตถุประสงค์เดิมหรือไม่ ไม่มีทางทราบได้ เพราะท่านที่สั่งให้ตั้งขึ้นก็สิ้นชีวิตไปเสียแล้ว คนใหม่ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไป

แต่อย่างไรก็ตาม นับได้ว่ามหาวิทยาลัยศิลปากรที่มีกำเนิดขึ้นมาจากโรงเรียนศิลปากร-แผนกช่าง ในสมัยท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนเป็นอธิบดีกรมศิลปากรและเป็นผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากรคนแรกนั้น ได้คลี่คลายขยายตัวมาโดยลำดับ จนเจริญก้าวหน้าไปอย่างมากมาย สามารถสร้างศิลปินทุกสาขา รวมทั้งนักโบราณคดีวิทยาขึ้น ได้ผลิตศิลปและออกสนามค้นคว้าทางวิชาโบราณคดีสนองและรับใช้ประเทศชาติได้ทันความต้องการของราชการและประชาชนในปัจจุบัน

[จากบทความเรื่อง “พระยาอนุมานราชธน เมื่อรับราชการในกรมศิลปากร” โดย ธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) พิมพ์ครั้งแรกใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับพิเศษ พระยาอนุมานราชธนตามทัศนะคนรู้จัก พ.ศ. 2512 หน้า 82-89, พิมพ์ครั้งที่สอง ในหนังสือ 125 ปี พระยาอนุมานราชธน กรมศิลปากร พ.ศ. 2556 หน้า 69-136]