บทบาทของพระสงฆ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมาเนิ่นนาน แต่เพิ่งจะปรากฏเป็นรูปเป็นร่างและเป็นพลังทางการเมืองที่น่าสนใจก็ในช่วงปลายสมัยอาณานิคมเป็นต้นมา ในเวียดนาม เมื่อกล่าวถึงพระสงฆ์กับการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวพุทธ เราก็มักนึกถึงพระทิก กว๋าง ดึ๊ก (Thích Quảng Ðức) พระภิกษุมหายานที่เผาตัวเองจนมรณภาพในปี 1963 (พ.ศ.2506) เพื่อประท้วงนโยบายกีดกันทางศาสนาของประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยม (Ngô Ðình Diệm) ผู้นำเวียดนามใต้ที่เป็นชาวคาทอลิก และอาจารย์แฮม เจียว (Achar Hem Chieu) พระชาวกัมพูชาที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านระบอบอาณานิคมฝรั่งเศสในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกจับกุมและได้รับการตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต การจับกุมอาจารย์แฮม เจียว ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านฝรั่งเศส จนเป็นเหตุให้เกิดการจลาจลที่เรียกว่า “สงครามร่ม” (Umbrella War) ระหว่างกลุ่มชาตินิยมกัมพูชากับรัฐบาลฝรั่งเศสขึ้นในปี 1942 (พ.ศ.2485)
เหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในพม่าเช่นกัน ผู้อ่านที่เคยไปเยือนพระเจดีย์ชเวดากองที่เมืองย่างกุ้ง อาจเคยเห็นอนุสาวรีย์ของพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่กลางวงเวียนขนาดใหญ่กลางถนนแห่งหนึ่งใกล้ทางเข้าด้านตะวันตกเฉียงใต้ของพระเจดีย์ ถนนเส้นนั้นมีชื่อเรียกว่าถนนอู วิสาระ (U Wisara Road) ซึ่งตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่พระภิกษุนามว่าอู วิสาระ พระภิกษุที่อดอาหารประท้วงระบอบอาณานิคมของอังกฤษในพม่า
อู วิสาระถูกทางการอังกฤษควบคุมตัวหลายครั้งด้วยข้อหาเทศนาปลุกปั่นยุยงให้ชาวพม่าต่อต้านอังกฤษ เมื่ออูวิสาระถูกจับกุม ทางการอังกฤษบังคับให้ท่านถอดจีวรและใส่ชุดนักโทษ อู วิสาระอดอาหารประท้วงอยู่ 40 วัน ทางการจึงยอมให้ท่านกลับไปห่มจีวรได้ เมื่อถูกปล่อยตัว อู วิสาระไม่รีรอที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ และก็ถูกจับกุมอีกครั้ง ศาลอังกฤษตัดสินให้จำคุกท่าน 6 ปี ท่านอดอาหารประท้วงเป็นครั้งที่ 2 และเสียชีวิตในเรือนจำกรุงย่างกุ้งในปี 1929 (พ.ศ.2472) เมื่ออดอาหารประท้วงไปได้ 166 วัน
ในช่วงเวลาที่กระแสชาตินิยมพม่าโหมกระพือแบบสุดแรงในทศวรรษ 1920-1930 อู วิสาระเป็นต้นแบบของความมุ่งมั่นและความเสียสละของนักชาตินิยมพม่า เป็นทั้งแรงใจและมอบพลังกายเพื่อโหมกระแสต่อต้านอังกฤษให้โชติช่วง นอกจากวีรกรรมของอู วิสาระจะอยู่ในความทรงจำของนักชาตินิยมแล้ว ยังมีพระเถระนักชาตินิยมอีกรูปหนึ่งที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งในสังคมพม่ามาจวบจนปัจจุบัน และถือว่าเป็นบิดาของพระนักชาตินิยมในพม่า
ได้แก่ อู โอตตามะ (U Ottama) ท่านเป็นพระจากเมืองซิตต่วย (ในยุคอาณานิคมเรียกว่าอัคยัพ) ในรัฐอาระกัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า แต่เดินทางไปศึกษาต่อที่กัลกัตตา เมืองหลวงของเขตเบงกอลในอินเดีย และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของพรรคคองเกรสในอินเดีย และการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบอาณานิคมตามแบบของมหาตมะ คานธี มา

อูโอตตามะต่างจากอู วิสาระ ตรงที่ท่านเป็นพระสมัยใหม่ที่มีความรู้ศิลปวิทยาการตะวันตกเป็นอย่างดีมีประสบการณ์เดินทางไปทั่วโลก และเพราะการที่ท่านเป็นตัวแทนของชนชั้นกลาง อันเป็นชนชั้นที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายการศึกษาแบบตะวันตกในต้นศตวรรษที่ 20 ในพม่า จึงทำให้ท่านเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างนักชาตินิยมที่เป็นฆราวาสและนักชาตินิยมที่เป็นพระสงฆ์ ความเป็นปัญญาชนของอู โอตตามะ และการเป็นผู้พูดต่อหน้าสาธารณชนที่มีความสามารถสูงทำให้ท่านเป็นวิทยากรบรรยายให้สมาคมชาวพุทธ YMBA (Young Men’s Buddhist Association) อันเป็นสมาคมชาตินิยมที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในเวลานั้นอยู่บ่อยครั้ง
นอกจากนี้ อู โอตตามะยังเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ธุริยา (สุริยา หรือ The Sun) หนังสือพิมพ์กระบอกเสียงของขบวนการชาตินิยมพม่า สไตล์การเขียนของอู โอตตามะตรงไปตรงมา และกินใจชาวพม่ายิ่ง หนึ่งในข้อเขียนที่ทรงพลังที่สุดของท่านคือจดหมายเปิดผนึกที่ใช้ชื่อว่า “แครดดอกกลับบ้านไป!” ในปี 1911 (พ.ศ.2454) ซึ่งเปิดฉากโจมตีระบอบอาณานิคมแบบหมดหน้าตัก แต่ข้อเขียนของอูโอตตามะมิได้เป็นการโจมตีรัฐบาลอาณานิคมหรือการสร้างเฮทสปีชแบบลอยๆ แต่เป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมและสิทธิของชาวพม่าด้วย
เห็นได้จากข้อเขียนของท่านในธุริยาอีกชิ้นหนึ่ง (ตีพิมพ์ในปี 1912) ที่เป็นข้อเรียกร้องให้มีการตั้งมหาวิทยาลัยในพม่า รัฐบาลพม่าพิจารณาข้อเสนอด้านการศึกษาของนักชาตินิยมอยู่หลายปี จนสถาปนามหาวิทยาลัยย่างกุ้งขึ้นในปี 1920 (ค.ศ.2463)
คุณูปการของอู โอตตามะ ที่เห็นได้ชัดเจนอีกประการหนึ่งคือการเรียกร้องให้พระสงฆ์ในพม่ามีความกล้าหาญทางจิตวิญญาณ และยืนเคียงข้างฝ่ายฆราวาสเพื่อช่วยผลักดันกระแสต่อต้านอาณานิคม ในช่วงที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดเลือกที่จะไม่กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองและไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก อู โอตตามะออกเดินสายกระตุ้นพระสงฆ์ทั่วประเทศด้วยข้อความที่ลึกซึ้งกินใจ เช่น พระสงฆ์ยังไม่ควรนึกถึงการบรรลุมรรคผลนิพพานของตน ตราบใดก็ตามที่คนพม่ายังต้องตกอยู่ภายใต้วัฏสงสารภายใต้ระบอบอาณานิคมที่กดขี่ข่มเหงชาวพม่า
ท่านเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมาพันธ์แห่งสหภาพสงฆ์ในปี 1921 (พ.ศ.2464) และด้วยความที่ชื่นชอบแนวทางของมหาตมะ คานธี จึงนำแนวทางอหิงสาหรือการไม่ใช้ความรุนแรงมาใช้เพื่อประท้วงอังกฤษ เช่น การต่อต้านสินค้าของอังกฤษ การใช้ของที่ผลิตในพม่า และการสร้างความสมัครสมานสามัคคีภายในชาติ แทนที่จะเรียกร้องให้ก่อการกบฏเพื่อล้มล้างระบอบอาณานิคม
แม้อู โอตตามะจะยึดถือหลักอหิงสา แต่อังกฤษมองว่าท่านปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังในหมู่คนพม่าให้ต่อต้านอังกฤษ สุนทรพจน์ของอู โอตตามะเป็นสุนทรพจน์การเมืองที่แทบจะไม่มีกลิ่นอายของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องเลย ทำให้อังกฤษยิ่งเพ่งเล็งอู โอตตามะมากกว่าพระสงฆ์และนักการเมืองคนใดในเวลานั้น ยิ่งประกอบกับความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังข้อพิพาทว่าด้วยรองเท้า (Shoe Question) ในปี 1917 อังกฤษจึงจับตามองอู โอตตามะอย่างใกล้ชิด จนในที่สุดท่านถูกจับกุมตัวในปี 1921 (พ.ศ.2464) ด้วยข้อหาเทศนาปลุกปั่นและท้าทายรัฐบาลอาณานิคม
การจับกุมอู โอตตามะ จุดกระแสชาตินิยมรุ่นแรกๆ ให้เกิดขึ้น องค์กรชาตินิยมพุทธที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่อย่าง GCBA (General Council of Buddhist Associations) เรียกร้องให้ชาวพม่าใช้มาตรการคว่ำบาตรอังกฤษทุกทางที่ทำได้ เช่น การทำฮาร์ทาล (Hartal) หรือการปิดร้านรวงชั่วคราว การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่ลานพระเจดีย์ชเวดากอง (ลานเดียวกับที่ออง ซาน ซูจี ปราศรัยครั้งแรกต่อหน้าฝูงชนหลายแสนคนในปี 1988) และการผลัดกันออกแถลงการณ์ขององค์กรศาสนาทั่วประเทศ (ไม่ใช่เฉพาะองค์กรพุทธ) ตั้งแต่ปี 1921-1939 อู โอตตามะใช้เวลาส่วนใหญ่ในเรือนจำ และมรณภาพที่โรงพยาบาลกลาง ในกรุงย่างกุ้งในปี 1939 (พ.ศ.2482) ปีเดียวกับที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในยุโรป
อู โอตตามะมิได้รับการยอมรับว่าเป็นพระนักชาตินิยมรูปแรกของพม่าเท่านั้น แต่อาจเรียกว่าท่านเป็นผู้นำนักชาตินิยมคนแรก ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักชาตินิยมกลุ่มสำคัญภายใต้การนำของออง ซาน, นุ และคนอื่นๆ ในนามขบวนการตะขิ่นในเวลาต่อมา

