ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นคือ “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงออกอย่างแข็งกร้าวต่อการบริหารจัดการประเทศในด้านต่างๆ อีกครั้ง
เป็นการแสดงออกหลังจากถูกรุกหนักจากหลายฝ่าย จนสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นกับคนทั่วไปว่า “อดีตนายกรัฐมนตรี” ที่ชีวิตต้องระหกระเหินอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน จะต้องเผชิญชะตากรรมในทางลบอีกครั้ง บางคนมองว่าถึงขั้นต้องกลับไปติดคุก หรือไม่ก็ต้องหนีออกนอกประเทศอีกคราว
หลายคนมองว่าเพราะเข้ามามีบทบาททางการเมืองทั้งที่ไม่มีตำแหน่งแห่งหน ทำตัวเหมือนเป็นผู้นำประเทศเสียเองทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่อะไร
มีคำแนะนำมากมาย ว่าหากต้องการเอาตัวให้รอดหรือใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ ควรจะเก็บเนื้อเก็บตัว ปล่อยให้ลูกสาวซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ไปตามอำนาจ ไม่ควรไปวุ่นวายแสดงออกล้นเกินจนไม่รู้ว่า “ผู้นำประเทศ” เป็นใครกันแน่ เพราะไม่ใช่แค่เปิดทางให้ฝ่ายตรงกันข้าม โดยเฉพาะผู้ที่ยังถูกความเกลียดชังครอบงำความรู้สึกนึกคิด มีประเด็นที่จะต้องมาต่อต้านโจมตีเท่านั้น ยังทำให้ “นายกรัฐมนตรีตัวจริง” ถูกด้อยค่า เนื่องจากถูกเปรียบเทียบว่ามีความรู้ความสามารถในการเป็นผู้นำประเทศอยู่แค่ไหน
สรุปคือ ไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวเองและต่อใครเลย
แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นวิธีมองจากฝ่ายที่ไม่อยากเห็น “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมามีบทบาทในการจัดการประเทศ ซึ่งไม่มีความหมายต่อความคิดของ “ทักษิณ”
และดูเหมือนในความเป็นจริงของประเทศก็เป็นเช่นนั้น
จริงหรือไม่ว่าสำหรับประเทศเรา “ความเป็นผู้นำ” หรือ “ผู้มีอำนาจ” ในความคิดของคนทั่วไปไม่ได้ขึ้นกับตำแหน่งที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย
ประเทศที่ผู้คนรับรู้ว่ามี “อำนาจซ้อนอำนาจ” อยู่ในทุกตำแหน่งแห่งหน
ในตำแหน่งที่เป็นทางการ มีอำนาจ “รัฐพันลึก” ควบคุมอยู่
ความไม่ชัดเจนว่า “ผู้ควบคุมอำนาจพันลึก” เป็นใคร แต่รับรู้ว่าเป็น “อำนาจที่มีอยู่จริง” แถมเป็นอำนาจที่ดูจะศักดิ์สิทธิ์มากกว่า
ระหว่าง “นายกรัฐมนตรี” ที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย กับ “ผู้ที่ได้กลับมาโดยได้รับมอบหมายให้มาจัดการบริหารแก้ไขปัญหาของประเทศให้เรียบร้อยตามทิศทางที่ต้องการให้เป็น”
“นายกรัฐมนตรี” เป็นเพียงตำแหน่งรับภารกิจที่เป็นทางการเท่านั้น “ผู้นำ” ตัวจริงทั้งจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และการรับรู้ของกลไกการปฏิบัติย่อมรู้กันอยู่ว่า “ใครเป็นใคร”
นี่คือความเป็นจริงซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับรู้และยอมรับกันอยู่
มี “พรรคร่วมรัฐบาล” พรรคไหนบ้างที่ไม่ตระหนักถึง ว่าอำนาจการนำที่แท้จริงอยู่ที่ “ทักษิณ ชินวัตร”
เช่นเดียวกับข้าราชการ โดยเฉพาะชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารกระทรวง กรม หรือหน่วยงาน มีคนไหนบ้างที่ไม่รับรู้ว่าจะต้องเงี่ยหูฟังคำสั่งใคร
แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร” ย่อมรับรู้ว่าบทบาทในอำนาจการเมืองที่ซับซ้อนแบบนี้ ควรจะเล่นบทแบบไหน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ในตำแหน่งมากที่สุด
อย่าว่าแต่ “พรรคร่วมรัฐบาล-รัฐมนตรี-หน่วยงานราชการ” ที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ตอบสนองอำนาจที่แท้จริง กระทั่ง “นักธุรกิจ” จะต้องทำความเข้าใจว่าการบริหารความสัมพันธ์ที่จะทำให้การทำธุรกิจราบรื่น และเปิดโอกาสให้เจริญรุ่งเรือง ควรจะเรียนรู้การอยู่กับอำนาจที่มีโครงสร้างซับซ้อนนี้อย่างไร
การให้ความสำคัญอย่างทึมทื่อไปที่อำนาจในตำแหน่งอย่างเป็นทางการต่างหากที่สะท้อนความไม่เท่าทัน
การมีสติปัญญาอย่างรู้รอบ คือการมองอย่างเข้าใจถ่องแท้ถึง “ความพันลึก” ที่อำนาจซ้อนอำนาจอย่างซับซ้อนในแต่ละขั้นแต่ละตอน
ดังนั้น “ความแปลกใจ” ที่คำพูดของ “ทักษิณ ชินวัตร” คนที่ไม่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ กลับส่งผลสะเทือนต่อการบริหารจัดการประเทศ และต่อผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเสียยิ่งกว่าคำพูดของ “รัฐมนตรี”
จึงเป็นเพียงความไม่เข้าใจถึง “ระบบอำนาจแบบไทยๆ”
สุชาติ ศรีสุวรรณ

