หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ฟัดกันต่อไป

3.06.25 | 13:10 น.

เจอเรื่องการซัดกันนัวของสองพรรคการเมืองหลักร่วมรัฐบาล โดยผู้มีอำนาจจริงนอกรัฐสภาสองคนอยู่เบื้องหลังตามที่เราเชื่อกัน ทำให้เราต้องมาพิจารณาพลวัตการเมืองไทยในช่วงนี้อีกมุมหนึ่ง

ถ้าไม่ได้สนใจในแบบสภากาแฟ และทฤษฎีสมคบคิด สิ่งที่ต้องถามก็คือเราเรียนรู้เรื่องของการเมืองเรื่องการเลือกตั้งแบบรัฐบาลผสมของไทยในช่วงนี้อย่างไร

ความท้าทายของคุณทักษิณเอง ซึ่งอาจจะยังไม่ชินกับการไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะสถานการณ์แบบนี้คุณทักษิณเองก็ไม่เคยเจอมาก่อน

แบบมีอำนาจล้นมือ กับแบบไม่มีอำนาจในเกมเลย โดยเฉพาะช่วงอยู่ต่างประเทศ อาจจะเคยเห็นกันมาแล้ว

แต่ภาวะที่อำนาจทับซ้อน และการใช้อำนาจด้วยการสั่งการไม่ได้ตรงๆ ที่คุณทักษิณกำลังเผชิญอยู่แบบนี้อาจจะยังไม่เคยเจอมาก่อน

Advertisement

ผมไม่ได้สนใจแค่ว่าผลของการเมืองไทยที่มีคุณทักษิณอยู่และมีบทบาททางการเมืองในวันนี้จะเป็นอย่างไร

แต่สนใจด้วยว่าคุณทักษิณจะเรียนรู้ และอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้อย่างไร

และคนที่อยู่รอบตัวของคุณทักษิณจะเรียนรู้และพยายามมีอำนาจไปด้วยได้มากน้อยแค่ไหน

นับตั้งแต่การผลักคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ออกจากวงอำนาจที่เป็นทางการ การเมืองไทยในแบบรัฐสภาเลือกตั้งแม้ว่าจะกระท่อนกระแท่น แต่ก็ไม่เคยมีรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดมาอีกเลย

ทั้งในแง่คะแนนเสียง และในแง่กลไกที่มีวุฒิสภาที่มาจากระบบอื่นที่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่มีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ในทางหนึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ส.ว.แม้ว่าจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแต่ก็จะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯอีกแล้ว ซึ่งก็จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความท้าทายมากขึ้น

แต่ในอีกทางหนึ่ง คำถามก็คือ เราเหลือตัวเลือกของคนที่หลุดลอยจากระบบการกลั่นกรองคุณสมบัติให้มาเล่นการเมืองมากน้อยแค่ไหน เหมือนตอนนี้ที่ผู้นำทางการเมืองทุกพรรคมีทั้งหน้าฉากและหลังฉาก และหลังฉากก็เล่นหน้าฉากทุกวัน แม้จะติดโทษ หรือต้องถอยออกไปจากตำแหน่งทางการ

ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เราจะอยู่กับรัฐบาลผสมไปอีกพรรคใหญ่ ภายใต้กรอบกติกาแบบที่เป็นอยู่

แต่รัฐบาลผสมแบบไทยๆ ที่ผ่านมา และรัฐบาลผสมโดยทั่วไปก็คือ การต้องสร้างพันธมิตรผ่านการต่อรอง มากกว่าการสั่งการ

และเมื่อเกิดการต่อรองแล้ว ความท้าทายก็ไปอยู่ที่่ว่า เมื่อต่อรองแล้วจะเกิดเสถียรภาพต่อรัฐบาล และเกิดเสถียรภาพทางการเมืองไหม

คำตอบก็คือเป็นได้ทั้งสองแบบ

การต่อรองเพื่อเกิดเสถียรภาพมันเป็นความหมายทั้งหลักการและความเป็นจริง โดยในหลักการนั้น เสถียรภาพและการเปิดกว้างมันหมายถึงว่าถ้าแต่ละพรรคเป็นตัวแทนของอุดมการณ์และนโยบายที่แตกต่างกัน การรวมตัวกันหรือการผสมกัน ก็มีผลให้ฐานมวลชนมันกว้างขึ้น หรืออย่างน้อยชนชั้นนำก็มีเครือข่ายมากขึ้น

ความท้าทายอยู่ที่ถ้าพรรคการเมืองมีแต่ชนชั้นนำและเรื่องเคลื่อนออกจากมวลชน และชนชั้นนำเองก็ผนึกกันไม่ได้ คือมีชนชั้นนำที่ไม่ได้อยู่ในวงอำนาจเครือข่ายนั้น

โดยเรื่องของการเคลื่อนออกจากมวลชนอาจไม่ได้มาจากเรื่องอุดมการณ์เท่านั้น แต่อาจเป็นเรื่องของการไม่สามารถทำให้นโยบายของตนออกดอกออกผลอะไรได้เลย

หรือทำให้ชนชั้นนำที่เป็นพันธมิตรไม่ได้ส่วนแบ่งอำนาจ และผลประโยชน์อะไรได้เลย

ดังนั้นรัฐบาลผสมนั้นโดยตัวของมันเองไม่ได้หมายความว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพเสมอไป

เรากำลังพูดถึงเงื่อนไข ในการสร้างเสถียรภาพทั้งเสถียรภาพของรัฐบาล และเสถียรภาพทางการเมืองเสียมากกว่า

ในกรณีของไทยนั้น การเป็นรัฐบาลผสมยังมีความท้าทายอีกหลากหลายประการ เพราะไม่ได้มีแต่เรื่องของมวลชน และชนชั้นนำของพรรคเท่านั้น

แต่ยังหมายถึงนายทุนนอกสภา ระบบราชการ ระบบความมั่นคง และระบบองค์กรอิสระเป็นอย่างน้อย

การเป็นรัฐบาลผสมนั้นจึงเป็นความท้าทายยิ่ง และเราเองก็พบว่าที่ผ่านมาแม้จะเคยมีความพยายามในการสร้างระบบให้รัฐบาลมีความเป็นเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ แต่นั่นก็เป็นเพียงอำนาจที่เป็นทางการในสภาเท่านั้นเอง

รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดก็เจออำนาจและอิทธิพลอื่นในการต่อต้านต่อรองมาโดยตลอด

ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า ในรัฐบาลผสมนั้น จริงหรือไม่ว่าต้องมีกระทรวงนู้นกระทรวงนี้อยู่ในมือจึงจะทำงานได้

ทั้งที่ส่วนใหญ่แล้วนโยบายที่หาเสียงมาก็ได้อยู่ในกระทรวงดังกล่าว

และในตอนตั้งรัฐบาล ก็ไม่ได้พบความขัดแย้งว่ามีการแย่งกระทรวงอย่างมหาดไทยอย่างเอาเป็นเอาตาย

ถ้าเทียบกับความต้องการอยากได้สาธารณสุข และคมนาคม คืนมาจากพรรคคู่แข่งที่ตัดสินใจจะอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน

อีกประการหนึ่ง เรามักจะพบว่า ในการปรับรัฐบาลผสมที่ผ่านมา มักจะเป็นเรื่องของการที่เกิดการต่อรองอำนาจกันหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และพรรคขนาดกลาง และเล็กเริ่มต่อรองอำนาจมากขึ้นเพื่อแลกกับการอยู่ในพันธมิตรอำนาจต่อ

หรือเกิดจากความฉาวโฉ่ของการทำงาน หรือการไร้ผลงานของผู้ดำรงตำแหน่ง

ไม่ใช่ยุคที่คนมีอำนาจจะจิ้มใครเข้าออกจากรอบครึ่งปี หรือการตอบแทนทางอำนาจและผลประโยชน์เหมือนในยุคเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ

การจุดประเด็นในการขอกระทรวงคืนจากพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้ จึงยิ่งสร้างแรงกดดันต่อความเป็นพันธมิตรทางอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ

และกลับสู่คำถามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ถ้าการกระทำทั้งหมดนี้ไม่ได้ผูกโยงกับประชาชนทั้งในแง่อุดมการณ์และนโยบาย บางทีความพยายามในการเรียกอำนาจคืนจะยิ่งเปิดแผล หรือส่งผลกระทบในทางลบได้ด้วยว่า จริงๆ แล้วกระทรวงที่มีอยู่นั้นทำไมไม่มีผลงาน อย่างเพียงพอ และในช่วงแรกทำไมถึงเลือกเช่นนั้น

อีกส่วนหนึ่งก็คือ การออกจากวังวนการทะเลาะแบบนี้ก็คือการไม่ปล่อยให้การรายงานข่าววนเวียนแต่มิติความขัดแย้งของสองพรรค และสนุกกับการเดากันว่าคนนอกวงอำนาจที่เป็นทางการนั้นเขามีความสัมพันธ์อย่างไร

ไปสู่การเสริมอำนาจของประชาชน เช่นใช้โพลในการตรวจสอบผลงานของรัฐบาลและพรรคต่างๆ ที่ร่วมรัฐบาล

ใครคือรัฐมนตรีที่ทำงาน ใครคือรัฐมนตรีที่โลกลืม

ใครเป็นรัฐมนตรีที่คนอยากจะลืม

ใครคือคนที่ประชาชนอยากให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี

อะไรคือข้อเสนอของประชาชนที่ต้องการให้นำมาแก้ปัญหาในแต่ละเรื่อง

แปลกประหลาดว่าเรื่องแบบนี้ทำไมไม่มีเลย

เหมือนสื่อจะสนุกกับการเล่นข่าวความขัดแย้งของผู้นำนอกรัฐบาลสองสามคนมาเป็นเวลาหลายเดือน

จนงงว่าตกลงจะเล่นไปทำไมทุกวัน เล่นเหมือนรับข่าวจากนักการเมืองมาเป็นข่าวฝาก

ฝากมาพูดเพื่อรักษาความสัมพันธ์

หรือยอมเป็นกระบอกเสียงเพื่อให้เกิดการโยนหินถามทางในการเมือง

เหมือนพร้อมจะเป็นตัวแสดงทางการเมืองไปด้วย เอายอดชมมากกว่ากดดันในนามของประชาชนให้บ้านเมืองอยู่ในร่องในรอย

เพื่ออะไร

ผมไม่เข้าใจจริงๆ

ประการสุดท้าย ผมคิดว่าในอนาคตอันใกล้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปแม้ว่าจะมีผลต่อความสนใจของประชาชนมากขึ้น และการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น เพราะ ส.ว.ไม่มีส่วนในการตั้งรัฐบาล

แต่ในอีกทางหนึ่งดูจากที่เห็นๆ เราจะไม่พบว่าคนที่มีอำนาจและความสามารถส่วนมากก็ถูกบีบให้อยู่นอกวงอำนาจที่เป็นทางการ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดพรรคใหม่ในเชิงปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมก็อาจจะไม่เกิด

เราจะพบว่า มีนักการเมืองเก่าๆ หลายคนที่ยังวนเวียนพยายามสร้างพรรคขนาดเล็กและขนาดกลางเพื่อต่อรองอำนาจทางการเมือง โดยเก็บเอาคะแนนเสียงตกหล่นบางส่วนมารวมกัน

แต่ละพรรคที่มีอยู่เดิมก็คงพยายามรักษาฐานเสียง และบางกลุ่มก็พยายามจะดึงคะแนนเสียงของอีกฝ่ายให้เข้ามาให้ได้มากที่สุด

แต่การเมืองไทยจะยังไม่ได้ไปสู่ยุคของความดุเดือดในการเกิดพรรคใหม่ขนาดใหญ่

และเอาเข้าจริง ถ้าเกิดการยุบพรรคอีก หรือผลักบุคลากรทางการเมืองอีกจำนวนหนึ่งออกไปก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า การเมืองไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยไร้จินตนาการมากขึ้น

เว้นแต่จะมีเงื่อนไขว่าการเมืองบนท้องถนนจะเกิดขึ้นและส่งผลต่อการเลือกตั้งไปทางหนึ่งทางใด ซึ่งตรงนี้ก็ยังต้องจับตากันดูอยู่อย่างตั้งใจ