หน้าแรก คอลัมนิสต์ ขั้นตอน วิกฤต...

ขั้นตอน วิกฤต จากเศรษฐกิจ การเมือง เป็น ลุกขึ้น ‘สู้’

5.06.25 | 10:30 น.

การจัดกำลังของราชสำนักในการปราบ “ขบวนโพกผ้าเหลือง” ดำเนินไปดังที่สำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุ พระเจ้าเลนเต้จึงให้โฮจิ๋นขุนนางผู้ใหญ่ยกทัพไปจับม้าอ้วนยี่ซึ่งเอาของกำนัลไปให้ฮองสี ขันทีฆ่าเสีย

จับฮองสี ขันที ใส่คุกไว้

สำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย สร้างความกระจ่างยิ่งขึ้นเมื่อพระเจ้าเลนเต้รับสั่งให้โฮจิ๋น สมุหกลาโหมยกกองทัพไปจับม้าอ้วนยี่ฆ่าเสีย แล้วจับฮองสี ขันทีกับพวกขังไว้

ฝ่ายเตียวก๊กครั้นรู้ว่าความลับแตกเสียแล้วก็เร่งระดมพลทั้งวันทั้งคืนและประกาศสถาปนาตัวเองเป็น “ขุนพลธรรมสวรรค์” ตั้งเตียวโป้เป็น “ขุนพลธรรมธรณี” และตั้งเตียวเหลียงเป็น ขุนพลธรรมนราŽ แล้วเที่ยวประกาศแก่ราษฎร

“บัดนี้ราชวงศ์ฮั่นกำลังชะตาขาด ผู้มีบุญมาจุติแล้ว พวกเจ้าจงเชื่อและทำตาม ฟ้าประกาศิตเกิดจะได้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน”

Advertisement

ผลของการเคลื่อนทัพสัประยุทธ์ดำเนินไปอย่างไร

หากอ่าน “ประวัติศาสตร์จีน” จากการเรียบเรียงของ สายฝน รุ่งประเสริฐ วรรณสินธพ
และ สุรภาพร รังสีอุทัย แห่งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้มีการบรรยายเอาไว้อย่างรวบรัดว่า

ชาวนาทุกคนที่ร่วมการก่อกบฏจะโพกผ้าเหลืองไว้บนศีรษะเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ดังนั้น
จึงเรียกว่า “กองทัพผ้าเหลือง”

กองทัพกบฏบุกเข้าเมือง เผาจวนขุนนาง ปล้นคุกปล่อยนักโทษ ยึดทรัพย์สินของเหล่าขุนนาง เปิดคลังเสบียง ชำระโทษขุนนางและเจ้าของที่ดิน ไม่ถึง 10 วันก็ได้รับการตอบรับจากทั่วอาณาจักร

กองทัพกบฏมุ่งหน้าสู่ลั่วหยางจากทั่วทุกสารทิศ ทุกหัวเมืองส่งรายงานด่วนมายังลั่วหยาง

ฮั่นหลิงตี้รีบเรียกประชุมเหล่าขุนนางเพื่อหาทางแก้ไขและทรงแต่งตั้งเหอจิ้ง พี่ชายของ เหอหวงโฮ่ว (มเหสีเหอ) ให้เป็นแม่ทัพใหญ่ ขณะเดียวกัน ก็ส่งกำลังชุดใหญ่โดยมี หวงฝู่ซง จูจวิ้น หลูจื่อ นำทัพไปปราบ

ภาพการจัดทัพของราชสำนักที่นำโดย โฮจิ๋น หรือเหอจิ้ง ก็เริ่มชัดในสายตาของราษฎร

หากประสานระหว่างการเคลื่อนของ “กองทัพผ้าเหลือง” ในทางประวัติศาสตร์กับในทางยุทธนิยายเข้าด้วยกัน ก็จะสัมผัสได้ทั้งความเหมือนและความต่างในรายละเอียดอย่างมีสีสัน

สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อาจสะท้อนออกมาว่า

เตียวก๊กให้เอาผ้าเหลืองโพกศีรษะเป็นสำคัญ คนประมาณ 40-50 หมื่น เตียวก๊กกับทหารทั้งปวงพร้อมใจกันเป็นโจร หาผู้ใดต้านทานมิได้มีกำลังมากขึ้น โฮจิ๋นจึงเอาเนื้อความกราบทูลพระเจ้าเลนเต้

พระเจ้าเลนเต้ให้มีตราไปทุกหัวเมืองว่า

“ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง”

แล้วสั่งจงลงเจียง ทหารเอกคนหนึ่ง โลจิ๋นหนึ่ง ฮองฮูสงหนึ่ง จูฮีหนึ่ง ให้คุมทหารยกออกไปเป็น 3 ด้าน

ให้จับตัวเตียวก๊กให้จงได้

เหตุการณ์เดียวกันนี้เอง สายฝน รุ่งประเสริฐ วรรณสินธพ และ สุรภาพร รังสีอุทัย วาดพรรณนาออกมาว่า

กองกำลังกบฏทะลักเข้ามาเหมือนกับสายน้ำ จะมีหน้าไหนไปต้านทานไว้ได้

แม่ทัพใหญ่เหอจิ้นจึงขอให้ฮั่นหลิงตี้มีพระราชโองการระดมกำลังจากทุกหัวเมือง เพื่อมารับมือกับกองทัพกบฏผ้าเหลือง

แต่พวกชนชั้นศักดินา ขุนนางในแต่ละหัวเมือง เจ้าของที่ดิน กลับอาศัยข้ออ้างเรื่องการไปต่อสู้กับกบฏผ้าเหลืองทำการแย่งชิงและขยายอิทธิพลของตัวเองจนอาณาจักรแตกเป็นเสี่ยง

การต่อสู้อันดุเดือดดำเนินมาได้ 9 เดือน จางเจี่ยว หัวหน้าของกองทัพกบฏก็โชคร้ายป่วยตาย

ส่วนจางเป่าและจางเหลียงก็ตายในสนามรบ

แม้กำลังสำคัญของกองทัพกบฏจะพ่ายแพ้ แต่กองทัพกบฏผ้าเหลืองที่แตกฉานซ่านเซ็นก็ยืนหยัดต่อสู้ยาวนานถึง 20 ปี การปกครองอันเหลวแหลกของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

ก็ต้องล่มสลายด้วยสงครามครั้งนี้

จําเป็นต้องอ่านข้อมูลของ สายฝน รุ่งประเสริฐ วรรณสินธพ และ สุรภาพร รังสีอุทัย อย่างประสานกับข้อมูลอัน ทวีป วรดิลก รวบรวม

ความแจ่มชัดจะปรากฏให้เห็นเป็นลำดับ

เป็นความแจ่มชัดตั้งแต่เมื่อผู้แทนของจางเจี่ยวที่ติดต่อกับขันทีมีชื่อว่าหม่าเอี๋ยนยี่ แต่ปรากฏว่ามีสาวกของจางเจี่ยวคนหนึ่งทรยศเอาความลับไปเปิดเผยกับพวกเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

หม่าเอี๋ยนยี่ถูกจับและถูกประหารพร้อมทั้งสาวกของจางเจี่ยวในลั่วหยางถึง 1,000 คน

แต่แม้จะถูกปราบอย่างรวดเร็ว จางเจี่ยวก็ไม่ยอมเลิกล้มการก่อการกบฏครั้งนี้ หากแต่ร่นเวลาที่จะทำการลุกฮือขึ้นด้วยกำลังอาวุธก่อนกำหนดเดิม 1 เดือน การก่อการกบฏเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.184

สาวกของจางเจี่ยวที่โพกผ้าเหลืองได้ลุกฮือขึ้นด้วยกำลังอาวุธ เข้ายึดเมืองและเขตปกครองต่างๆ ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำฉางเจียง

และก็ได้ส่งกำลังอีกส่วนหนึ่งมุ่งตรงมายัง ลั่วหยางเมืองหลวงด้วย

ทางราชสำนักฮั่นตะวันออกก็ได้แต่งตั้งให้ เหอจิ้นพี่ชายของเหอฮวงโฮ่ว มเหสี เป็นแม่ทัพใหญ่มีหน้าที่ป้องกันเมืองหลวง

ตามเขตปกครองแว่นแคว้นต่างๆ เจ้าที่ดินใหญ่ๆ ก็ระงับข้อพิพาทกันชั่วคราว

หันมาสามัคคีกัน รวมกำลังกันปราบกบฏโพกผ้าเหลือง มีการประกาศรับอาสา สมัคร ขุนพลที่มาจากเจ้าที่ดินใหญ่ๆ ต่างก็จัดตั้งกำลังรบกันขึ้นซึ่งภายหลังปราบกบฏโพกผ้าเหลืองแล้วกำลังรบดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นกองทัพส่วนตัวของขุนศึกแต่ละคน

ทางราชสำนักฮั่นได้ส่งกำลังทหารยกไปปราบกบฏโพกผ้าเหลืองในเหอหนานซึ่งจางเจี่ยวผู้นำทัพตั้งอยู่

ฝ่ายกบฏต้องเสียกำลังในการสู้รบที่กว่างจงทางด้านตะวันออกของเว่ยเสี้ยนในเหอเป่ยปัจจุบันเป็นจำนวนถึง 80,000 เศษ ในการสู้รบที่เซี่ยหยางซิว, เหอเป่ยปัจจุบันต้องเสียกำลังรบไปกว่า 100,000 คน

ในชั่วเวลาเพียง 9 เดือน กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลก็ปราบกบฏผ้าเหลืองลงได้

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ ผู้นำกบฏทั้ง 3 คนคือ จางเจี่ยว จางเปาและจางเหลียง 3 พี่น้องต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

จางเจี่ยวป่วยตายในเดือนสิงหาคมหลังจากก่อการกบฏขึ้นเพียง 6-7 เดือน

ส่วนจางเปากับจางเหลียงตายในการสู้รบหลังจากก่อการกบฏได้เพียง 9 เดือน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤศจิกายน ค.ศ.128

การประจันหน้าระหว่างกองกำลังของ “ราชสำนัก” กับกองกำลังของ “ทัพโพกผ้าเหลือง” สะท้อนให้เห็น “พัฒนา” รากฐานของปัญหามาจาก 3 ส่วนประสานเข้าด้วยกัน

1 ปัญหาทางการเมือง 1 ปัญหาทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดปมทางด้านการบริหาร สร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎร

ผนวกเข้ากับ 1 ภัยธรรมชาติกระหน่ำในลักษณะซ้ำเติม

เมื่อเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่มีความเดือดร้อน ก็ลามไปสู่ประเด็นในทาง การเมือง การบริหาร

ความไม่พอใจปะทุขึ้นรุนแรงจนถึงขั้นจับอาวุธ สร้างกองกำลัง ก่อการกบฏ