จาก ‘เรื่องปั่น’ เหยียดชาติ
ที่ทำให้ความขัดแย้งเรื่องประเทศและเขตแดน
กลายเป็น ‘เกมยากระดับปาจอยทิ้ง’
ไม่ว่าเราจะยอมรับได้ว่าการรับมือกับความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่ช่องบกและปราสาทตาเมือนธมนั้นจะต้องกระทำด้วยหนทางการทูตและการบริหารสถานการณ์จากเบาไปหาหนักอย่างที่รัฐบาลทำนั้นเป็นเรื่องถูกแล้ว หรือแม้แต่จะตำหนิท่าทีของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะ “เงียบเกินไป” ราวกับดูเบากระแสความไม่พอใจของประชาชน
แต่ถึงกระนั้น การรับมือกับปัญหานี้ให้ประชาชนยอมรับได้ก็เป็นโจทย์ยากขึ้นไปอีก เพราะคู่ขัดแย้งในรอบนี้เป็น “กัมพูชา” ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ระดับประชาชนต่อประชาชนนั้นนับได้ว่าเป็น “คู่บาดหมาง” ชาติสำคัญของคนไทยในช่วงสองสามปีมานี้
ดังที่ คุณวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ ตั้งข้อสังเกตไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมปีก่อนที่เขาสังเกตพบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มปรากฏคอนเทนต์แนวดูถูกคนและประเทศกัมพูชาเยอะมากจนผิดสังเกต โดยมักจะเป็นเพจแปลกๆ (รวมถึงช่องในยูทูบ) คล้ายเพจข่าวที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ตั้งชื่อแนวเพจประชาคมอาเซียนบ้าง แนวอาเซียนร่วมใจบ้างอะไรทำนองนี้ ซึ่งมักจะทำคอนเทนต์แนวดูถูกกัมพูชามาโผล่ให้เห็นบนหน้าฟีดส์ เช่น ข่าวชาวกัมพูชาเคลมกางเกงช้าง เคลมมวยไทย เคลมส้มตำ หรือเที่ยวไปโบกธงชาติกลางสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศ รวมถึงมิวสิกวิดีโอเพลงที่ลอกเพลงเกาหลีใต้หรือไทยมา แล้วเพจพวกนี้ก็จะมีคนไทยเราเข้าไปกดหัวเราะเยาะ ด่าทอ ดูถูกคนกัมพูชา แล้วอีกสักพักก็จะมีคนกัมพูชาแห่กันเข้ามาด่าคนไทยกลับเป็นสงครามน้ำลายกันไป
ซึ่งคุณวุฒิชัยก็อ่านไว้ขาดจริงๆ ว่า นี่อาจจะเป็นเกมปั่นหัวที่หวังผลบางอย่างจากฝ่ายผู้มีอำนาจเพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งจากความบาดหมางในระดับ “ประชาชน” ทั้งสองชาติ
ขอเพิ่มเติมด้วยประสบการณ์ของผู้เขียนคอลัมน์เข้าไปอีกหน่อยว่า นอกจากการตั้งชื่อเพจหรือช่องว่าอาเซียนร่วมใจอะไรนั่นแล้ว เพจหรือช่องแนวนี้ก็จะชอบตั้งชื่อด้วยคำที่อ้างอิงถึง “โลก” ด้วย เช่น ทันโลกหรืออะราวด์เดอะเวิลด์ อะไรแบบนี้ด้วย นอกจากคอนเทนต์โจมตีคนกัมพูชาอย่างที่ว่าแล้ว ก็จะเสริมไปด้วยคอนเทนต์ประเภทประเทศไทยเรานี้แสนดีหนักหนา ฝรั่งญี่ปุ่นมาก็ประทับใจตื่นเต้นว่าไม่มีประเทศไหนน่ารักกว่านี้อีกแล้ว หรือถึงขนาดต้องหลั่งน้ำตาที่หน้าเกตสนามบินสุวรรณภูมิเพราะต้องเดินทางจากประเทศไทยกลับประเทศบ้านเกิดแล้ว หรือบางครั้งเพจพวกนี้เล่นแบบคอนเทนต์เดียวทั้งอวยประเทศไทยและอัดประเทศเพื่อนบ้านไปด้วยพร้อมกัน เช่น สาวญี่ปุ่นร้องจ๊าก ไปเจอดีที่ประเทศแถบนี้สักประเทศ แล้วบอกว่ารู้งี้มาเที่ยวไทยดีกว่า อะไรทำนองนี้
บางข้อสันนิษฐานเชื่อว่าเพจพวกนี้อาจจะเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทางจิตวิทยาด้วยข้อมูลข่าวสารหรือ (IO) ซึ่งมีฝ่ายความมั่นคงของทั้งสองประเทศหนุนหลังอยู่ นั่นก็มีความเป็นไปได้สูงที่สุด ส่วนอีกทางที่เคยได้ยินจากมิตรสหายที่ทำงานด้านผู้ลี้ภัยและชายแดนให้ข้อมูลว่าการทำ IO นี้มาจาก “กลุ่มทุน” ทั้งสองฝั่งฝ่ายที่เป็นพวกเดียวกันหรือเกื้อหนุนกัน โดยหวังผลให้ไทยและกัมพูชาทั้งในระดับรัฐและปัจเจกบุคคลเกลียดชังกันจนไม่อาจร่วมมือกันในการจัดการกิจกรรมสีเทาๆ ที่เป็นปัญหาร่วมกันและควรช่วยกันจัดการจากทั้งสองประเทศ ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่น่าตัดออกจากความเป็นไปได้
แต่อีกความเป็นไปได้หนึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยหลงไปดูเพจหรือช่องพวกนี้บางราย เกิดความสงสัยก็ลองไล่ดูโพสต์หรือวิดีโอเก่าๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนทางมาเป็นแนวนี้ ก็ได้ข้อสันนิษฐานว่าเพจหรือช่องพวกนี้บางส่วนหรือเกือบครึ่งก็น่าจะเป็นบุคคลธรรมดานี่แหละ คนทำเพจหรือยูทูบเบอร์ที่หิวยอดไลค์ เห็นว่าการทำคอนเทนต์ล้อเลียนกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้านหรืออวยประเทศไทย (ซึ่งอาจจะเริ่มต้นมาจากพวก IO จัดตั้งจริงๆ) นั้นมัน “ขายได้” มีคนมากดไลค์กดแชร์แปรเป็นผลประโยชน์เงินทองได้ทันใจ จากนั้นก็มีเพจหรือช่องแบบนี้ทำเลียนแบบผุดขึ้นมาเต็มไปหมด กลายเป็น “แนวร่วมธรรมชาติ” ที่ไม่ได้รับนโยบาย IO หรือทุนจากฝ่ายไหนมาเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งในสภาวะที่เกิดความขัดแย้งชายแดนเรายิ่งเห็นชัดว่าแม้แต่เพจหรือช่องธรรมดา ที่เคยเป็นช่องข่าวท้องถิ่นหรือสื่ออิสระธรรมดาก็มาเล่นคอนเทนต์ล้อเลียนกัมพูชากับเขาด้วยวิธีต่างๆ เหมือนกัน หรือโพสต์ข่าวที่อ้างว่ามาจากทางกัมพูชาซึ่งใครที่สติดีมีความฉลาดพอสมควรก็ดูออกว่าเป็นข่าวปลอม แต่ก็อดไปกดหัวเราะ คอมเมนต์เฮฮา แล้วแชร์ไปให้เพื่อนดูได้ ซึ่งในที่สุดทั้งหมดทั้งมวล มันก็สร้างรายได้ให้เพจหรือช่องเหล่านี้ทั้งสิ้น
ซึ่งถ้าพูดอย่างยุติธรรมก็ไม่ใช่เฉพาะทางฝ่ายไทยฝ่ายเดียว ด้วยบางทีต้นเรื่องก็มาจากอีกฝ่ายจริงๆ นั่นแหละ ที่บางครั้งสารภาพว่าแม้แต่ผม ผู้เขียนที่ก็ไม่ได้เป็นคนก้าวหน้าวิเศษวิโสอะไร เห็นคอนเทนต์ประเภท “เคลม” วัฒนธรรมตัวเองแบบตู่กลางนาก็เคยมีอารมณ์ที่หมั่นไส้หรือหัวอุ่นไปเหมือนกัน หรือคอนเทนต์ประเภทที่แสดงความยิ่งใหญ่ของประเทศตัวเองที่ใช้ AI แบบใช้ฟรีทำขึ้น ก็แอบขำในใจไปหลายหึเหมือนกัน
แต่ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนหรือใครเริ่มก่อน แต่ “ความเกลียดชัง” ที่อุ่นเครื่องกันมานับปี ทำให้เมื่อเกิดเหตุกระทบกระทั่งเกี่ยวกับดินแดนพื้นที่อธิปไตยกันจริงๆ ก็เป็นตัวจุดระเบิดทั้งสองฝ่าย
ต้นตอของปัญหานี้มาจากแนวคิด “ชาตินิยม” มันหลอกล่อทุกคนได้ ไม่ว่าจะมีการศึกษาสูงแค่ไหน มีฐานะหรือประสบการณ์ชีวิตอย่างไร ฉลาดแค่ไหนก็ยังไม่อาจทิ้งความคิดแบบ “ชาตินิยม” ที่เป็นกับดักนี้ได้
“ชาตินิยม” นี้นับว่าเป็นผลผลิตจากการหล่อหลอมมาด้วยคุณค่าแบบ “อนุรักษนิยม” ที่คนหัวก้าวหน้าสลัดทิ้งหรือก้าวข้ามได้ยากที่สุด ต่อให้คนที่มีแนวคิดเปิดกว้างเรื่องเพศ ยอมรับความสัมพันธ์ที่ไม่จำกัดกรอบสองเพศชายหญิง เชื่อในความเท่าเทียม หรือบางคนอาจจะไกลไปถึงการปฏิเสธแนวคิดทางศาสนาหรือศีลธรรมที่กำกับโดยกรอบศาสนา ไปสู่การเป็นอศาสนิกที่นับถือตนเองภายใต้กรอบจริยธรรมที่เคารพในความเป็นมนุษย์
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อไรก็ตามที่มีการแข่งขันกีฬา (สำหรับบางคนรวมถึงการประกวดนางงามหรือการประชันชิงชัยในเรื่องอื่นๆ ด้วย) ผู้คนที่มีความก้าวหน้าที่กล่าวไปข้างต้น ก็มักจะชมเชียร์ “ทีมชาติ” หรือ “ตัวแทนจากชาติ” เดียวกับตัวเองแทบทั้งนั้น ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เฉพาะคนไทยหรอก เป็นกันทั้งโลกนั่นแหละ ยิ่งแถวยุโรปนี่ความ “ภูมิภาคนิยม” นี่ลงไปถึงระดับแคว้นหรือเมืองด้วยซ้ำ
“ชาตินิยม” จึงเป็นหลุมดักที่ขึ้นยาก และนี่เป็นสาเหตุให้มิตรสหายหลายท่านผิดหวังที่เพื่อนฝูงคนรู้จัก ผู้มีชื่อเสียงมีความรู้เป็นผู้นำความคิด หรือแม้แต่นักการเมือง ที่เคยแสดงจุดยืนว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าประชาธิปไตย ถึงมีท่าทีต่อเหตุความขัดแย้งไทยกัมพูชาที่ช่วยผลิตซ้ำวาทกรรมแบบ “ตารางนิ้วเดียว (ล่าสุดลดลงไปถึงระดับตารางมิลลิเมตรแล้ว) ก็จะไม่ยอมสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดน” “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” หรืออะไรอื่นที่อยู่บนกรอบคิดชาตินิยมแบบนี้ ไม่ต่างจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นควรจะ “รู้เท่าทัน” ไม่หลงไปกับวาทกรรมหรือมายาคติพวกนี้สิ
เคยมีผู้เสนอแนวคิดว่า “การแข่งขันกีฬา” ระดับโลก หรือการมี “ทีมชาติ” มาประลองในกีฬาหรือการแข่งขันประชันต่างๆ นั้น เป็นความพยายามเอาสัญชาตญาณพื้นฐานเรื่องชาตินิยมของมนุษย์ให้มาระบายออกให้เป็นที่เป็นทางผ่านการแข่งขันกีฬาแทนที่จะต้องทำสงครามกันจริงๆ
การที่เราได้เชียร์ทีมชาติของเรามีชัยเหนือกว่าทีมของชาติใดใกล้ๆ นี้ ก็สามารถพอใจและตอบสนองสัญชาตญาณว่าชาติเราหรือเผ่าพันธุ์ของเราเหนือกว่า อย่างน้อยก็ประเทศข้างๆ ที่พูดจากันคนละภาษาหน้าตาก็คนละเค้าได้แล้ว ซึ่งนั่นแหละคือคำตอบว่า ทำไมเขาว่ากีฬาสร้างความสามัคคีแต่ก็ปรากฏว่าสุดท้ายก็มีเรื่องให้ตีกันยับๆ ทุกรายการ นั่นก็เพราะว่ามันคงสร้างความสามัคคีให้ผู้เล่นได้จริง แต่สำหรับคนดูแล้ว “กีฬา” และ “มหกรรมกีฬา” นั้นมันทำหน้าที่ได้ไม่แตกต่างจากสงครามตัวแทน
ซึ่งถ้าจะย้อนความกันจริงๆ แล้ว ความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกับชาวกัมพูชาที่มีมานานหลายสิบปีแล้วและมีมาตลอด กลับเพิ่งมาคุกรุ่นอุ่นเครื่องกันโดยพลเมืองออนไลน์แบบระยะยาวมาตั้งแต่ช่วงปี 2023 หรือ พ.ศ.2566 ที่ถ้าใครยังจำได้ ปีนั้นเป็นปีที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่เกิดเรื่องบาดหมางสำคัญระหว่างชาวเน็ตไทยกับกัมพูชา คือเรื่องที่ทีมผู้จัดการแข่งขันประกาศการแข่งขันกีฬาประเภทใหม่ที่เรียกว่า “กุนแขมร์” ซึ่งดูอย่างไรมันก็คือศิลปะการต่อสู้ที่คนทั่วโลกเรียกกันว่า “มวยไทย” ดีๆ นี่เอง ซึ่งทางโน้นก็ให้คำตอบมาว่า นี่แหละคือการชกมวยต้นตำรับที่ทางไทยไปลอกเลียนมาเป็น “มวยไทย” ไปหลอกขายชาวโลก จากนั้นก็ตามด้วยการดำเนินการแข่งขันที่ยากจะเรียกได้ว่ายุติธรรม จนเกิดเป็นสงครามด่ากันไปมาในสื่อสังคมออนไลน์ของทั้งสองประเทศ แทรกด้วยดราม่าประกวดนางงามรายการหนึ่งที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพร่วมและเกิดเหตุไม่เรียบร้อยเข้าให้อีก ทำให้เป็นเรื่องหัวอุ่นคุกรุ่นต่อเนื่องยาวนานในหมู่ประชาชนของทั้งสองประเทศ
การต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่ปกติก็เป็นปัญหาทางการเมืองซึ่งจัดการยากที่สุดเพราะมีปัจจัยมากมายให้ต้องพิจารณาไว้ไม่ให้พลาด ถ้าเดินเกมผิดไปนิดเดียวอาจเกิดความเสียหายถาวรต่อประโยชน์ของประเทศแบบที่แก้ไขกลับมาได้ยาก ให้เปรียบเป็นเกมคอมพิวเตอร์ก็ระดับเดียวกับเกมดาร์กโซล (Dark Soul) ที่เล่นปกติด้วยจอยหรือคอนโทรลเลอร์ดีๆ ก็ยังพาหัวร้อน
แต่นี่ทางฝ่ายรัฐบาลยังต้องบริหาร “การเมืองเชิงความรู้สึก” ของคนไทยที่ร้อนจนระเบิดและอยากเห็นการตอบโต้อะไรบางอย่างให้สาสมกับความหมั่นไส้หรือเกลียดที่หน้าที่สั่งสมมายาวนานถึงสองสามปี หากการตอบโต้แบบที่คนไทยส่วนใหญ่คาดหวังก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย หรือทำแล้วจะไม่เป็นฝ่ายเราที่เจ็บตัวเอง แต่ถ้าจะไม่ทำอะไรให้ได้สมความคาดหวังขั้นต่ำของประชาชน โอกาสที่จะ “เสียการเมือง” ที่จะส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลก็มีสูง
การรับมือแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ สำหรับรัฐบาลทั้งในฐานะของผู้บริหารประเทศและในฐานะของผู้เล่นทางการเมือง จึงไม่ต่างจากต้องเอาชนะเกม “ดาร์กโซล” ด้วยการใช้อุปกรณ์กลองหรือกีตาร์จากเกมแนวดนตรีมาดัดแปลงเล่นเกมที่ขึ้นชื่อว่ายากและชวนปาจอยทิ้งที่สุดในโลก แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอให้กำลังใจว่ามีคนเคยทำแบบนั้นสำเร็จมาแล้วอยู่เหมือนกัน

