หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก : อัศจรรย์แห่งนครวัด…ปรากฏในธงชาติ

16.06.25 | 09:12 น.
อัศจรรย์แห่งนครวัด...ปรากฏในธงชาติ

สังคมไทย…ตื่นตัว…หันมามองความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ยิน รับรู้ ข้อมูลเรื่องเส้นเขตแดน ทหารไทยที่ชายแดนทำหน้าที่ควบคุมความเรียบร้อยในป่าเขา ในเมืองมาหลายสิบปีแล้วครับ

เหตุการณ์ปะทะที่บริเวณช่องบก มิใช่เรื่องใหม่ ตลอดแนวชายแดนยาวประมาณ 798 กิโลเมตร มีป่า เขา มีหน้าผา มีคลอง มีช่องมุดเข้า-ออก บางพื้นที่มีด่านตรวจ คนเดิน รถวิ่งไป-มา พูดภาษากันรู้เรื่อง ค้าขายกันปีละหลายหมื่นล้าน

เคยมีความสงบสุข เคยมีสงครามใหญ่-ย่อย เสมอมา ราว 40 ปีที่ผ่านมา ผืนแผ่นดินไทยเคยเป็นพื้นที่รองรับ ช่วยรักษาชีวิตชาวเขมรที่หนีตายเข้ามาหลายแสนคน

ผู้เขียนขอนำพาไปอ่านเรื่องเบาๆ รู้จักสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่คุยกันสนุกๆ เป็นปริศนาว่า ถูกสร้างขึ้นมายังไง สร้างทำไม ใครสร้าง?

ยักษ์ เทพเจ้า หรือมนุษย์ต่างดาว มาสร้างไว้?

Advertisement

นครวัด… คือสิ่งก่อสร้างอลังการในจังหวัดเสียมราฐ ในประเทศกัมพูชา คือสิ่งก่อสร้างที่เชื่อมโยงไปถึงคัมภีร์ทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งหลายคนมองว่าคือ คัมภีร์ฤคเวท ซึ่งเป็นหนึ่งในคัมภีร์พระเวทสัมหิตา ทั้ง 4 ของวรรณคดีฮินดู คัมภีร์โบราณนี้บรรยายถึงเทพเจ้าแห่งสวรรค์และโลก รวมถึงพระวิษณุ “ผู้รักษา” ซึ่งเป็นเทพแห่งโลกนี้

เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา มีหอคอยขนาดใหญ่และการแกะสลักหินอันสง่างามของเทพเจ้าฮินดู ภาพวิญญาณ และฉากการต่อสู้ในตำนาน ถือเป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่าปีละ 2.3 ล้านคน

นครวัด จะแปลได้คร่าวๆ ว่า “เมืองแห่งวัด” ที่เชื่อมต่อกับเขตที่อยู่อาศัย คลอง และโครงสร้างอื่นๆ ที่ทอดยาวออกไปนอกคูน้ำ กลมกลืนไปกับเมืองใหญ่ที่เรียกว่านครวัดใหญ่ ที่มีพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร

สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระวิษณุ เทพเจ้าในศาสนาฮินดู และเมื่อพระองค์สวรรคต นครวัดยังกลายเป็นสุสานของสุริยวรมันที่ 2 มีพื้นที่กว่า 400 ตารางกิโลเมตร

โครงสร้างนี้เป็นโครงการอันทรงคุณค่าของสุริยวรมันที่ 2 ผู้ปกครองอาณาจักรขอมตั้งแต่ปี ค.ศ.1113 จนกระทั่งสวรรคตในปี ค.ศ.1149

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ก่อกบฏชิงราชบัลลังก์จากพระเจ้าอาของพระองค์เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษา เพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์

เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้คนได้เห็นบุญ-บารมี เขาจึงวางแผนสร้างปราสาทนครวัดเป็นเทวาลัยบูชา และกำหนดให้เป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ แตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออก

นครวัดเป็นพื้นที่ท้าทายให้บรรดานักโบราณคดี นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกขอมาทำงานวิจัย ขอใช้เครื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยเพื่อ “ไขความลับ” ทั้งปวงที่เคยถูกเชื่อมโยงไปยังมนุษย์ต่างดาวโน่น

นักวิทยาศาสตร์ถอดสมการทางคณิตศาสตร์ได้ข้อมูลว่า โครงสร้างของนครวัดสะท้อนถึงจักรวาลของศาสนาฮินดู โดยก่อตัวเป็นมณฑลศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ หอคอยทั้ง 5 แห่งของศาลเจ้ากลางเป็นตัวแทนของยอดเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นแกนจักรวาลและเป็นที่ประทับของเหล่าทวยเทพ

ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเป็น “มณฑลสมมาตร” โดยผสมผสานตัวเลขและเรขาคณิตเข้าด้วยกันมากมาย โครงสร้างประกอบด้วยหอคอยรูปดอกบัวตูม 108 ยอด ซึ่งเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญทั้งต่อชาวฮินดูและชาวพุทธ

รูปปั้นนางไม้ศักดิ์สิทธิ์กว่า 2,000 ตัวที่เรียกว่า “นางอัปสรา” นางไม้เหล่านี้ทั้งหมดทรงเครื่องและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย และมีภาพจำหลักหินด้านหนึ่งเป็นภาพกองทัพสยามที่ส่งไปช่วยรบกับพวกจาม เคยมีอักษรจารึกกำกับเหนือภาพไว้ว่า “สยาม กุก” สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึง กองทัพสยามจากลุ่มแม่น้ำกกคือเชียงราย เชียงแสน

มีภาพนูนต่ำที่วิจิตรบรรจงซึ่งบรรยายถึงตำนานของชาวฮินดู เช่น การต่อสู้ในสมัยโบราณ (บางฉากต่อสู้กันบนท้องฟ้า) นรก 32 ขุมและสวรรค์ 37 แห่ง

มีคูน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบ โดยมีผนังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 ด้านล้อมรอบระเบียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 แห่ง ระเบียงเหล่านี้จะนำไปสู่ยอดแหลมตรงกลางซึ่งมีหอคอยขนาดเล็กอีก 4 แห่งอยู่สองข้าง

(เมษายน 2012 Damian Evans จากศูนย์ Siem Reap ของกัมพูชาและเพื่อนร่วมงาน ได้รับอนุญาตให้เข้าสำรวจ “ความลี้ลับ” ของนครวัดด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์สมัยใหม่ นักโบราณคดีขึ้นเฮลิคอปเตอร์ทุกวันเป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ ในพื้นที่ 370 ตารางกิโลเมตรรอบๆ นครวัด เฮลิคอปเตอร์บรรทุกอุปกรณ์ยิงเลเซอร์ไปที่ป่าเบื้องล่าง พัลส์จำนวนเล็กน้อยนั้นพุ่งผ่านระหว่างต้นไม้และใบไม้ไปยังพื้นป่า พื้นผิวแข็งของโลกสะท้อนเลเซอร์เหล่านั้นกลับไปยังเซ็นเซอร์บนเฮลิคอปเตอร์ เทคนิคนี้เรียกเรียกสั้นๆ ว่า ไลดาร์ ผลลัพธ์ที่ได้ปรากฏอยู่ในวารสาร Antiquity ฉบับเดือนธันวาคม 2015)

ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์….ปราสาทนครวัด ต้องใช้หินปริมาตรหลายสิบล้านลูกบาศก์เมตร มีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก ใช้แรงงานช้างนับหมื่นเชือก แรงงานคนนับแสน ขนและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลนซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง

ปราสาทนครวัดมีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน และเพราะไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน ยังเป็นราชธานีด้วย

อาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล มีความยาว 1.5 กิโลเมตร กว้าง 1.3 กิโลเมตร รวมพื้นที่ 1,219 ไร่ มีแผนผังที่ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดการคำนวณของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติฮินดู คือเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล คูน้ำล้อมรอบตามแบบมหาสมุทรล้อมเขาพระสุเมรุ

นครวัดและชุมชน รุ่งโรจน์ สง่างามอยู่ราว 300 ปี

มีข้อมูลจากหลายสำนักที่พอจะบอกได้ว่ามีกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่มาปล้นชิงสมบัติ

กษัตริย์สั่งย้ายเมืองหลวงลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อพ้นจากสมัยที่นักองค์จันทร์ให้บูรณะปราสาทนครวัด ก็ไม่ปรากฏเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณอีกเลย

ผู้คนทั้งปวงอพยพออกไป นครวัดถูกทิ้งร้างวังเวงแบบไม่มีใครสนใจ ไม่ขอเข้าใกล้ กลายเป็นป่ารกทึบที่น่ากลัว

ผ่านไปนานนับร้อยปี… ต้นไม้ขึ้นปกคลุมปราสาทหายไปจากสายตาของผู้คน หายไปพร้อมกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์

โชคดีที่ก่อนหน้าการอพยพย้ายเมืองหลวง ทูตจีนมาติดต่อค้าขายทางเรือสำเภา ชื่อ โจวต้ากวาน ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ทำบันทึก ชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวนครวัดไว้อย่างละเอียด

ในเวลาต่อมา บันทึกชิ้นนี้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพียงชิ้นเดียวที่บอกว่าชีวิตของเมืองพระนครเป็นอย่างไร ปราสาทหินมากมายนั้นสร้างไว้เพื่อใช้ในการอันใดบ้าง เป็นบันทึกที่นักวิชาการตะวันตกโดยมากยอมรับข้อมูลด้วยเหตุผล

ขอตัดตอนกาลเวลาอย่างรวบรัดครับ…

เรื่องของฝรั่งนักล่ามหาสมบัติสุดขอบฟ้า…เป็นเรื่องจริง

พ.ศ.2091 บี.พี. กรอสลิเออร์ ชาวโปรตุเกส ที่แล่นเรือเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขียนบันทึกชื่อ Angkor et le Cambodge au XVIe siecle ตามด้วย ดิโอโจ โด กูโต เจ้าหน้าที่อาลักษณ์บันทึกพงศาวดารโปรตุเกสประจำอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ที่เขียนบันทึกถึงเมืองพระนครไว้มากที่สุด เข้ามาตรวจสอบพื้นที่

พ.ศ.2129 อันโตนิโอ ดา มักดาเลนา นักบวชโปรตุเกส รวมถึง มาร์เซลโล เดอ ไรบา-เดอเนียรา ทหารรับจ้างชาวสเปนตามเข้ามาอีก 1 คณะ ตามคำบอกเล่าว่า… แผ่นดินตรงนี้ คือเมืองเสียมราฐ มีโบราณสถานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก …สร้างแรงจูงใจชาวยุโรปออกสำรวจ

(บรรดาโบราณสถานหลายแห่งในสยาม ลาว เขมร ที่สร้างมานับพันปี ก็ถูกสำรวจ ตรวจสอบ ขุดค้น จากชาวยุโรปเกือบทั้งนั้น)

ปราสาทนครวัด ที่ทุกคณะมาค้นหาตามลายแทง ซ่อนตัวหายไปจากสายตามนุษย์ จากการปกคลุมของป่าทึบราว 400 ปี

นักล่าสมบัติจากยุโรป…ที่ได้รับทราบข้อมูลจากหนังสือ จากการบอกเล่า …ล้วนกระหายที่จะออกสำรวจ

ผ่านมาถึงแผ่นดินในหลวง ร.4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

มกราคม พ.ศ.2403 นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ อองรี มูโอต์ (Alexandre Henri Mouhot) เดินทางมาที่เมืองกำปอต แล้วมุ่งสู่เมืองพระตะบอง

(ก่อนหน้านั้น มูโอต์ได้อ่านหนังสือ ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม (The Kingdom and the People of Siam) ของ เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ได้อาศัยข้อมูลบางส่วนจาก สังฆราชปาลเลอกัวซ์ ก็ทำให้มูโอต์กระหายใคร่รู้ดินแดนอันห่างไกลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยากเดินทางออกไปผจญภัย…)

เมื่อมาถึงเมืองกำปอต มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสด้วยกันบอกเขาว่า อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ คือเมืองเสียมราฐ มีซากโบราณสถานซ่อนอยู่ในป่าใหญ่ …มีแน่นอน

หนุ่มฝรั่งเศสหัวใจเต้นแรง …หลังเดินทางมาครึ่งโลก

มูโอต์ว่าจ้างเรือข้ามทะเลสาบ (โตนเลสาบ) สู่เมืองเสียมราฐ บุกเข้าป่าทึบ มูโอต์และบรรดาลูกหาบทุ่มเทสรรพกำลังแหวกป่าดงดิบทั้งวันทั้งคืนเพื่อจะหาปราสาทตามคำบอกเล่า

และแล้ว… หนุ่มฝรั่งเศสที่ใฝ่ฝันการค้นหาโบราณสถานมาตลอดชีวิตก็ได้พบร่องรอย สิ่งก่อสร้าง …เมื่อหักล้างถางพงออกไปในวงกว้าง ก็ประจักษ์ชัดว่า นี่คือนครวัด โบราณสถานที่สำคัญของโลก หลังจากดินแดนขอมโบราณสาบสูญไปกว่า 4 ศตวรรษ

ต้องถือว่า…ชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่คือผู้ค้นพบแบบ “เป็นทางการ” (เพราะก่อนหน้านี้มีคนอื่นมาพบปราสาทก่อนแล้ว แม้กระทั่งชาวสยาม) เขาตั้งใจจะตีฆ้องร้องป่าว ประกาศก้องให้ชาวโลกได้รับรู้… จึงปักหลักตั้งที่พักในพื้นที่…แล้วลงมือวาดภาพสิ่งมหัศจรรย์เพื่ออวดชาวโลก

มูโอต์และทีมงานวาดภาพปราสาทนครวัด สมบูรณ์ประดุจภาพถ่าย พร้อมคำบรรยาย นำกลับไปตีพิมพ์ในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ในปารีส แล้วกระจายไปทั่วยุโรป

ชาวยุโรปที่ยกย่อง เชิดชู ศิลปะการก่อสร้างของชาวโรมัน ต้องหันมามองความอัศจรรย์ ความยิ่งใหญ่ ของชนเผ่าในดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้าง “ความหิวโหย” ต่อนักล่าอาณานิคมในยุโรป

มูโอต์เสียชีวิตในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2404 จากไข้ป่า ที่หลวงพระบาง ในวัยเพียง 35 ปี…

พ.ศ.2406 มหาอำนาจฝรั่งเศสเข้ายึดครองดินแดนเวียดนาม ข้าหลวงอินโดจีนฝรั่งเศสเดินทางไปติดต่อกษัตริย์กัมพูชาเพื่อให้กัมพูชาเข้ามาเป็น “ดินแดนในอารักขา” ของฝรั่งเศส

กษัตริย์กัมพูชา คือ พระนโรดม ได้ตกลงใจทำสนธิสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1863 เพื่อให้ฝรั่งเศสปกป้องภัยจากสยาม

นับแล้ว…เพียง 3 ปีหลังจากมูโอต์ค้นพบนครวัด แล้วนำไปเผยแพร่… กองทัพฝรั่งเศสก็เข้าปกครองกัมพูชา…ต่อเนื่องยาวนานราว 93 ปี